บทที่ 8 บท 5.2

เช้าวันต่อมา หลังจากที่เมื่อคืนนี้แคลร์ได้อ่านข้อมูลของมาร์คัสกับเซอร์เรียสมาแล้ว นั่นก็ทำให้ความรู้สึกของเขาในวันนี้มันดีขึ้นกว่าเมื่อวานเล็กน้อย ซึ่งก็อาจเป็นเพราะว่าแคลร์ได้ทำความรู้จักกับสัตว์ทั้งสองตัวนี้ผ่านข้อความมาแล้วก็เป็นได้ มันไม่เหมือนอย่างเมื่อวานที่เขาไม่รู้อะไรที่เกี่ยวกับเจ้าพวกนี้เลย มันถึงได้ทำให้วันนี้ที่เขาต้องไปเผชิญหน้ากับพวกมันอีกครั้ง แคลร์ถึงรู้สึกแตกต่างจากเมื่อวานเช่นนี้

“วันนี้มันจะต้องเป็นวันที่ดี” ระหว่างที่แคลร์กำลังยืนอยู่ที่หน้ากระจกเงา เตรียมจะเดินทางไปทำงานที่อควาเรียมเหมือนอย่างทุกวัน ก่อนที่เขาจะเดินออกไปจากบ้าน แคลร์ก็ไม่ลืมที่จะพูดให้กำลังใจตัวเองที่หน้ากระจกเงาไปหนึ่งหน เมื่อแคลร์ไม่รู้เลยว่าวันนี้มันกำลังมีอะไรที่รอเขาอยู่

“แคลร์”

“ครับ?” หลังแคลร์เดินทางมาถึงที่ทำงานของเขาแล้ว ระหว่างที่แคลร์กำลังเดินไปยังพื้นที่ที่อนุญาตให้แค่เจ้าหน้าที่สามารถเข้าได้เท่านั้น เขาก็ต้องหันหน้าไปตามเสียงเรียกกะทันหัน เมื่อจู่ ๆ ก็มีคนเรียกชื่อเขาเสียอย่างนั้น

“วันนี้นายดูสดชื่นกว่าเมื่อวานนะ” พอแคลร์หันกลับไปมองและเห็นว่าเป็นใคร เขาก็ระบายยิ้มจาง ๆ ไปให้อีกฝ่ายทันที เมื่อมันเป็นเพื่อนร่วมงานของเขาที่เดินมาบอกธุระสำคัญเมื่อวานนี้นั่นเอง

“ใช่ครับ ผมเองก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน” แคลร์ตอบกลับไป

“แล้วเมื่อวานที่นายได้ไปเจอกับศาสตราจารย์หลุยส์เป็นยังไงบ้าง นายเข้ากับพวกมันได้หรือเปล่า” อีกฝ่ายที่เดินมาสนทนากันแบบจริง ๆ จัง ๆ รีบซักไซ้ต่อด้วยความสงสัย

“ไม่เลยครับ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ผมจะเข้ากับพวกมันได้ตั้งแต่วันแรก” แคลร์สารภาพออกไปตามตรงพร้อมพูดเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงติดตลกเล็กน้อย “สงสัยคงเป็นเพราะว่าก่อนหน้านี้ผมดูแลแค่พนกวินมั้งครับ ตัวมันก็เล็กแค่นั้น พอผมต้องมาดูแลมาร์คัสกับเซอร์เรียสที่มีขนาดตัวใหญ่กว่าเพนกวินไม่รู้ตั้งกี่เท่า ผมถึงได้เกิดอาการกลัวแบบนี้”

“ถ้าเป็นเรื่องนั้น… ฉันว่านายสบายใจเถอะ เพราะไม่ได้มีแค่นายที่กลัวพวกมันหรอก คนอื่น ๆ รวมถึงฉันก็กลัวพวกมัน” อีกฝ่ายรีบบอกกลับมา คล้ายกับเจ้าตัวอยากจะบอกกันว่าเจ้าหน้าที่ของอควาเรียมที่กลัวสัตว์น้ำที่อยู่ในความดูแลของตัวเองมันไม่ได้มีแค่แคลร์เท่านั้น

เขาไม่ได้โดดเดี่ยว

“ยังไงซะ… ฉันขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีของนาย” อีกฝ่ายอวยพรให้กันตามมารยาท เมื่อมันไม่เหลือเรื่องอะไรที่พวกเขาต้องสนทนากันต่อแล้ว

“เช่นกันครับ” แคลร์ตอบโต้กลับไป โดยหลังจากที่อีกฝ่ายเดินจากไปแล้ว นาทีนั้นแคลร์ถึงค่อยหมุนตัวเดินต่อไปอีก เมื่อเขาจำเป็นต้องนำสัมภาระของตัวเองไปเก็บไว้ที่ล็อกเกอร์ และหลังจากที่แคลร์เก็บสัมภาระของตัวเองเสร็จ เขาก็ต้องเบิกปลามาจากส่วนกลางเพื่อนำไปป้อนเหล่าวาฬเพชฌฆาตที่ต้องกินอาหารทุกเช้าต่อ

“เจ้าพวกนี้ทำตัวเหมือนฉลามเลยแฮะ”

เวลาต่อมาหลังจากที่แคลร์เข็นเหล่าปลาแช่แข็งจำนวนหนึ่งกระบะมาหาพวกมันที่สระแล้ว ก่อนที่เขาจะทำการทยอยแบ่งอาหารให้พวกมันตามความเหมาะสม แคลร์ก็ต้องเอ่ยออกมาแบบนั้น เมื่อตอนนี้ที่เป็นเวลากินอาหารของพวกมัน มาร์คัสและเซอร์เรียสก็ได้คอยมาว่ายวน ๆ เวียน ๆ อยู่ตรงบริเวณผิวน้ำจนทำให้ครีบหลังสีดำของพวกมันโผล่พ้นน้ำขึ้นมา

ซึ่งพอเขามองเห็นแค่ครีบหลังของพวกมันเท่านั้น นั่นก็ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะคิดว่าพวกมันกำลังทำตัวเหมือนฉลาม ต่อให้พวกมันจะไม่ได้มีเจตนาแบบนั้นก็ตาม

“เซอร์เรียสจะมีรอยแผลเล็ก ๆ ตอนอุบัติเหตุครั้งนั้นที่ใต้ท้องของมัน… แต่เราจะไปเห็นได้ยังไงล่ะเนี่ย” หลังแคลร์คิดจะเริ่มผูกมิตรกับเซอร์เรียสเสียตั้งแต่วันนี้เลย ยังไม่ทันที่เขาจะได้เริ่มลงมือทำอะไรด้วยซ้ำ แคลร์ก็ต้องเจอกับอุปสรรคเสียแล้วเมื่อจุดตำหนิของเจ้าเซอร์เรียส มันไม่ได้อยู่ในจุดที่สามารถสังเกตได้อย่างง่ายดาย

ซึ่งปัญหานั้น มันก็ทำให้เขาต้องยืนนิ่งเพื่อใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ขณะเดียวกันมาร์คัสและเซอร์เรียสก็ผลัดกันยกหัวขึ้นมาให้อยู่เหนือผิวน้ำเพื่อคอยมองแคลร์อยู่เป็นพัก ๆ เมื่อเขาเอาแต่ยืนนิ่งไม่ยอมลงมือทำอะไรเสียที ก่อนที่วินาทีต่อมาแคลร์จะตัดสินใจลองเรียกชื่อเซอร์เรียสดู หลังเมื่อวานนี้เขาเห็นว่าศาสตราจารย์หลุยส์ทำแบบนั้น และก็ดูเหมือนว่ามันจะจดจำชื่อของตัวเองได้เป็นอย่างดี

“ซ—เซอร์เรียส!” แคลร์ลองเรียกมันอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ โดยเขาก็พยายามเปล่งเสียงให้ดังมากที่สุด เหตุเพราะเขากลัวว่าเจ้าของชื่อนี้จะไม่ได้ยินเสียงเรียกของเขา

เอี๊ยดดดด~ เพียงแค่แคลร์เปล่งเสียงออกไปแบบนั้น มันที่ได้ยินชื่อของตัวเองแล้วก็รีบขานรับชื่อของตัวเองกลับมาโดยพลัน จากนั้นเจ้าเซอร์เรียสก็รีบว่ายชูหัวมาหากันอย่างว่าง่าย

แล้วพอแคลร์เห็นการกระทำเหล่านั้นของเจ้าเซอร์เรียส เขาก็อดไม่ได้ที่จะหลุดเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ หลังเพนกวินตู้ตรงข้ามพวกมันไม่มีชื่อเรียกเป็นของตัวเองแบบนี้ และจะอาศัยเดินมาหาแคลร์ยามที่เขาเคาะถังโลหะที่ด้านในมีอาหารเท่านั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป