บทที่ 11 บท 3.3
“แต่คนรวยก็คนนะครับ”
“.......”
“ถ้าร้านทำสะอาดและอร่อยทำไมผมจะกินไม่ได้ล่ะ” คุณภาสกรชี้แจงด้วยเหตุผล
“ก็ผมเคยเห็นในละคร คนรวย ๆ ต้องกินร้านหรู ๆ อาหารถูกปรุงโดยเชฟชื่อดัง...”
“นั่นคือในละคร แต่ผมคือคนในชีวิตจริง”
“....ขอโทษครับ” ภัทรเอ่ยขอโทษอย่างไม่ลังเล หลังรู้ตัวว่าตัวเองกำลังมองคุณเขาในทางที่ไม่ดี มองว่าคุณภาสกรเป็นพวกผู้ดีตีนแดง ทั้ง ๆ ที่คุณภาสกรติดดินขนาดนี้
“จะขอโทษทำไมล่ะครับ ดีเสียอีก เราจะได้รู้จักกันมากขึ้น” คุณภาสกรว่า ใบหน้าหล่อ ๆ ของคุณเขายังคงเปื้อนด้วยรอยยิ้มเฉกเช่นเดิม ไม่ได้แสดงออกถึงความหงุดหงิดที่เห็นภัทรมองตัวเองในแง่ลบเลยแม้แต่นิด
“แล้วคุณภาสกรมาทานที่นี่บ่อยหรือครับ” ภัทรเปลี่ยนเรื่องคุย
“ไม่บ่อยหรอกครับ นาน ๆ ทีมาครั้ง ส่วนใหญ่จะวานให้แม่บ้านซื้อเข้าไปมากกว่า” เราพูดคุยกันอีกสองสามประโยค อาหารก็มาเสิร์ฟพอดี
ร้านที่คุณภาสกรพามากิน ไม่ใช่ร้านอาหารตามสั่ง แต่เป็นร้านที่ขายหลายเมนู เมนูที่ดูขึ้นชื่อของทางร้านมากที่สุด น่าจะเป็นกุ้งอบวุ้นเส้น คุณเขาหายไปสั่งเมนูกับแม่ค้าแป๊บเดียว แต่อาหารมาเสิร์ฟแทบล้นโต๊ะ มีทั้งกุ้งอบวุ้นเส้น หอยแมลงภู่อบใบโหระพา ต้มยำรวมทะเลและปูผัดผงกะหรี่
“สั่งมาเยอะจังเลยครับ” ภัทรว่า หลังอาหารที่คุณเขาสั่งได้มาเสิร์ฟจนครบแล้ว มันเยอะจนเขาไม่แน่ใจว่าลำพังแค่เราสองคนจะกินกันหมดไหม
“ก็อยากให้คุณได้ลองกินไงครับ อร่อยจริง ๆ นะ” คุณภาสกรไม่ว่าเปล่า แต่ยังใจดีตักกุ้งอบวุ้นเส้น อาหารที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพระเอกของทางร้านให้ภัทรอีกด้วย
“ขอบคุณครับ”
ระหว่างทานอาหารมื้อค่ำด้วยกัน คุณภาสกรดูแลภัทรดีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการตักอาหารให้ชิมหรือรินน้ำใส่แก้วให้อยู่บ่อยครั้ง ทำเอาคนที่อาศัยติดรถกลับบ้านด้วย เกรงใจจนไม่รู้จะเกรงใจยังไงแล้ว คุณภาสกรดูแลภัทรดีมากราวกับอีกฝ่ายเป็นหุ้นส่วนร้านอาหารแห่งนี้ด้วยซ้ำ
“ไม่เอาครับ ผมจ่ายเอง” ภัทรรีบคว้ากระเป๋าตังค์และปฏิเสธความหวังดีของคุณภาสกรในทันที หลังเห็นว่าคุณเขาทำท่าจะเลี้ยงอาหารมื้อนี้
“ผมเลี้ยงครับ”
“ไม่ได้นะครับ แค่พามาทานข้าวผมก็เกรงใจแล้ว” ภัทรว่า ยังยืนกรานที่จะรับผิดชอบค่าอาหารร่วมกับคุณภาสกรให้ได้
“งั้น....ถ้าคุณภัทรอยากจะรับผิดชอบค่าอาหารร่วมกัน ไว้เลี้ยงผมตอนทานของหวานก็ได้ครับ ข้ามฝั่งไปจะมีร้านทับทิมกรอบเจ้าดังอยู่” คุณภาสกรเสนอทางออกให้
“ค่าทับทิมกรอบอย่างมากก็ไม่เกินห้าสิบบาทต่อถ้วย แต่มื้อนี้ขั้นต่ำน่าจะเป็นพันเลยนะครับ” ธนภัทรยังคงเถียง เพราะยังรู้สึกว่าตัวเองกำลังเอาเปรียบผู้เป็นเจ้านายอยู่ ของหวานอย่างมากสุดก็คงกินได้ไม่เกินสามถ้วยแน่ มูลค่าของหวานสามถ้วยยังไม่ได้ครึ่งของราคาอาหารมื้อนี้เลยด้วยซ้ำ
“แต่ผมเป็นเจ้านายนะครับ จะให้คุณมาแชร์ค่าอาหารทั้ง ๆ ผมลากคุณมาด้วยก็คงไม่เหมาะเท่าไรเหมือนกัน” คุณภาสกรเองก็ไม่ยอม
“......”
“งั้นตกลงตามนี้นะ”
สุดท้ายภัทรก็ต้องเป็นเจ้ามือเลี้ยงของหวานแทน เพราะคุณภาสกรไม่สะดวกใจที่จะให้เขาช่วยออกค่าอาหารคาวจริง ๆ
หลังจากออกจากร้านอาหารเสร็จ เราก็เดินข้ามสะพานลอย เดินต่ออีกนิดหน่อยก็ถึงร้านที่คุณเขากล่าวถึง เราแวะเข้าร้านทับทิมกรอบเจ้าดังที่เปิดขายอยู่วงเวียนใหญ่
ทั้งภัทรและคุณเขา เราใจตรงกัน สั่งรวมมิตรมาคนละถ้วย ในถ้วยที่สั่งไปจะมีทั้งทับทิมกรอบ แห้วสวรรค์และซ่าหริ่มรวมอยู่ในถ้วยเดียว เรากินไปคนละหนึ่งถ้วย เอาพอให้หอมปากหอมคอ ราคาต่อถ้วยประมาณสี่สิบบาท ถือว่าไม่ถูกและแพงจนเกินไป
“วันนี้ขอบคุณมากนะครับ ร้านที่คุณพาไปอาหารอร่อยมาก วันหลังผมจะได้พาหลานไปกินอีก” ภัทรเอ่ยขอบคุณคุณภาสกร หลังรถหรูมาจอดสนิทที่หน้าบ้านของเขาแล้ว
“ถ้าจะพาหลานไปก็บอกผมได้ เดี๋ยวผมพาไปเอง ไปเองเปลืองค่ารถเปล่า ๆ”
“งั้นถ้ามีครั้งหน้า ผมต้องเป็นเจ้ามือนะครับ” ภัทรต่อรอง
“ก็ได้ครับ ตามใจคุณ”
“......”
“คุณภัทรครับ....จะเป็นอะไรหรือเปล่า ถ้าผมจะขอเบอร์คุณเอาไว้” คุณภาสกรเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก คล้ายว่ากลัวจะถูกปฏิเสธ
“ได้สิครับ” เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายขอไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ภัทรจึงให้เบอร์คุณเขาอย่างไม่ลังเล เราพิรี้พิไรอยู่ในรถนานสองนาน จริง ๆ ภัทรควรจะขอตัวเข้าบ้านได้แล้ว เพราะหลานอยู่บ้านคนเดียว แต่เขากลับไม่อยากรีบลง เพราะบรรยากาศบนนี้กำลังดีได้ที่
“ภัทรครับ.....”
“ครับ?” ภัทรขานรับในทันทีที่ได้ยินว่าคุณเขาขานชื่อ
“จะเป็นอะไรไหม ถ้าผม.....ผมขอจูบคุณอีก” ตอนแรกเหมือนคุณภาสกรจะลังเล แต่สุดท้ายก็พูดอย่างตรงไปตรงมา คราวนี้ธนภัทรถึงกับเงียบ เดาใจคุณภาสกรไม่ถูก ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ แต่ที่แน่ ๆ คำขอของคุณเขา มันกำลังทำให้ใบหน้าภัทรร้อนฉ่าไปหมด
