บทที่ 14 บท 4.2

การทำงานวันนี้ไม่ได้เหนื่อยเหมือนอย่างทุกวัน เพราะภัทรได้เคลียร์ส่วนที่เขาต้องรับผิดชอบไปหมดแล้วตั้งแต่วันก่อน แต่พอถึงเวลาเลิกงาน ไม่รู้ว่าเรี่ยวแรงที่ควรจะเหลือกลับบ้านหายไปไหนหมด ภัทรถอนหายใจออกมา หลังพาร่างพัง ๆ ของตัวเองมาถึงชั้นล่างของบริษัทแล้ว

หลังออกจากบริษัทภัทรก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสามเป๊ะ ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงที่ภัทรจะแวะเข้าบ้านเพื่อเอากระเป๋าโน้ตบุ๊กและพวกเอกสารไปเก็บ เพราะวันนี้เขาต้องไปรับเจ้าโอ๊ตที่โรงเรียนด้วยตัวเอง ปกติภัทรจะให้หลานชายใช้บริการรถรับส่ง จ่ายเงินเป็นรายเดือน แต่วันนี้คนขับขอหยุดไปทำธุระที่บ้าน ทำให้ภัทรต้องไปรับหลานชายเอง

การเดินทางไปกลับระหว่างบ้านและบริษัทค่อนข้างน่าเบื่อสำหรับภัทร มันเป็นวิถีชีวิตแบบเมืองกรุงที่แท้จริง ยกตัวอย่างขากลับที่ภัทรต้องทำซ้ำ ๆ ในทุก ๆ วัน คือภัทรจะต้องนั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีอนุสาวรีย์และต่อด้วยรถเมล์อีกหกป้ายกว่าจะถึงบ้าน ดีหน่อยที่บริษัทอยู่ติดถนนใหญ่ การคมนาคมค่อนข้างสะดวก เขาสามารถลงสถานีที่ใกล้ที่สุดแล้วเดินเท้าเข้าบริษัทได้ โดยไม่ต้องต่อรถอีกทอดหนึ่ง

ตอนเลิกงานก็ว่าเหนื่อยแล้ว กว่าจะฝ่าการจราจรมาจนเห็นชายคาบ้านตัวเองก็ทำเอาธนภัทรถึงกับแทบเข่าทรุด ภัทรหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังของตัวเองเดินจากปากซอยมาจนถึงบ้าน ซึ่งใช้เวลาราว ๆ สิบนาที

ขณะที่ภัทรกำลังรวบรวมเรี่ยวแรงเดินไปถึงบ้านให้ได้ สายตาเจ้ากรรมก็ดันเหลือบไปเห็นรถคันงามที่แสนคุ้นตากำลังจอดอยู่ใต้ร่มไม้หน้าบ้าน พอรู้ว่าเป็นรถของใคร ไม่รู้ว่าเรี่ยวแรงมาจากไหน อยู่ดี ๆ ภัทรก็เกิดอาการฮึดขึ้นมา จนในที่สุดเขาเดินสับขามาถึงหน้าบ้านในเวลาอันสั้น ภัทรไม่ได้เดินเข้าบ้านก่อน แต่เขาเดินมาตรงมายังรถของคุณอาทิตย์เลย ซึ่งคุณเขาเองก็ลดกระจกรถรออยู่แล้ว

“คุณอาทิตย์ สวัสดีครับ” ภัทรเอ่ยทักทายคุณเขาอย่างมีมารยาท พยายามจะยกมือไหว้ทั้ง ๆ ที่มือทั้งสองข้างเต็มไปด้วยข้าวของที่เอามาจากที่ทำงาน แม้ในตอนนี้ภัทรจะอยู่ในสภาพอิดโรย แต่ก็ยังพยายามส่งรอยยิ้มสดใสให้กับคุณเขาอยู่ดี

ดูเหมือนวันนี้คุณเขาจะไม่ได้เข้าบริษัท เพราะอยู่ในชุดไปรเวท ดูอ่อนวัยกว่าตอนอยู่ในชุดทำงานไปหลายปี และไม่ว่าคุณภาสกรจะอยู่ในชุดไหน คุณเขาก็ยังดูหล่อเสมอ สมกับที่ความหล่อของคุณเขาเป็นที่กล่าวขานของเหล่าพนักงาน

“ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวันเลยนะครับ” คุณอาทิตย์ผงกหัวรับไหว้แล้วชวนคุยต่อ

“ครับ ว่าแต่ทำไมถึง……” ภัทรเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง เขาเลิกคิ้วสูงมองหน้าคุณอาทิตย์เชิงถามว่าทำไมคุณเขาถึงได้มาจอดรถแช่ไว้หน้าบ้านตัวเองและดูเหมือนคุณอาทิตย์เองก็รู้ว่าภัทรต้องการสื่ออะไร

“พอดีผมผ่านมาแถวนี้ ไม่รู้ว่าคิดอะไรเหมือนกัน แต่มาจอดอยู่หน้าบ้านคุณได้เกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว”

“อ๋อ…..”

“แล้วนี่คุณภัทรจะเข้าบ้านเลยเหรอครับ”

“ใช่ครับ เดี๋ยวผมเอาของไปไว้แล้วจะต้องออกไปรับหลานต่อ”

“เหรอครับ ไม่ยักรู้ว่าปกติตอนเย็นคุณจะต้องไปรับหลานด้วย”

“ปกติก็ใช้บริการรถรับส่งแหละครับ แต่วันนี้เขาขอหยุด”

“งั้นเดี๋ยวผมพาไปรับ หลานคุณเลิกกี่โมง?”

“ครับ? อ้อ ไม่ต้องก็ได้ครับ ผมเกรงใจ” พอจับต้นชนปลายได้ว่าคุณเขาจะพาไปรับหลานที่โรงเรียน ภัทรก็รีบปฏิเสธความหวังดีนั้นทันที โรงเรียนเจ้าโอ๊ตใกล้แค่เท่านี้เขาไปรับเองได้

“น้ำครับ”

“ขอบคุณครับ” คุณภาสกรรับน้ำเย็น ๆ จากมือภัทร เพราะตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา ทำให้ภัทรต้องเชื้อเชิญคุณเขาให้เข้าบ้านเสียก่อน พอถึงเวลาสี่โมงเย็น เราถึงจะไปรับหลานด้วยกัน

จากตอนแรกภัทรยืนกรานว่าจะไปรับหลานเอง แต่พอถูกคุณเขาพูดนิดพูดหน่อย สุดท้ายภัทรก็ใจอ่อนยอมให้ไปด้วยกัน

ธนภัทรเกรงใจในความหวังดีของคุณเขาเสมอ แต่พอคุณอาทิตย์ยืนยันว่าการพาไปรับหลานครั้งนี้ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไร อีกทั้งยังอยากไปด้วย ภัทรจึงไม่สามารถปฏิเสธความหวังดีนั้นได้ จึงต้องเออออให้คุณเขาไปด้วยกัน

เหตุการณ์การเสิร์ฟน้ำให้แขก ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังมองออกไปทางหน้าต่างเหมือนจะเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง มันชวนให้ภัทรนึกถึงคืนฝนตกวันนั้นอย่างอดไม่ได้ ต่างก็ตรงที่ว่าตอนนี้เป็นตอนกลางวัน ส่วนครั้งนั้นคือตอนกลางคืน

“ช่วงนี้คุณพักผ่อนน้อยเหรอ” หลังจากคุณภาสกรดื่มน้ำเสร็จ คุณเขาก็หันมาถามภัทรด้วยเสียงนุ่มหูและเสียงของคุณภาสกรก็ทำให้ภัทรหลุดออกจากภวังค์

“ครับ?”

“วันนี้คุณดูอิดโรย มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า” คุณเขาไม่ว่าเปล่า ยังใช้มือข้างหนึ่งมาลูบแก้มภัทรด้วยความอ่อนโยน ทำเอาคนที่ยืนรับสัมผัสรู้สึกใจเต้นแรงและอ่อนระทวย

“มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยครับ”

“มีเรื่องให้คิด?”

“ใช่ครับ”

“……”

“เอ่อ…จะว่าไปผมก็มีเรื่องอยากถามคุณนิดหน่อย” ภัทรพูด เมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องอยากจะถามคุณอาทิตย์อยู่พอดี

“มีเรื่องอยากถาม? เรื่องอะไรครับ”

“เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องจริงหรอกนะครับ แต่ผมก็แค่อยากรู้…” ภัทรเกริ่นถามออก พอเห็นว่าคุณเขากำลังจ้องเพื่อรอว่าภัทรจะถามอะไรกันแน่ ทำเอาคนถามรู้สึกประหม่า

“ถ้าคนในบริษัททำให้บริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียง คุณอาทิตย์จะทำยังไงเหรอครับ”

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝ่ายบุคคลจะต้องรับผิดชอบและผมเชื่อว่าฝ่ายบุคคลเขารู้ครับว่าควรจัดการยังไง เขาคงต้องประเมินก่อนว่ามันส่งผลต่อบริษัทมากแค่ไหน โทษหนักสุดก็คงไล่ออก”

“แล้วถ้าพนักงานคนนั้นเป็นคนที่คุณรู้จักล่ะครับ”

“คุณเหรอครับ?” คราวนี้ภัทรถึงกับสะดุ้งเมื่อถูกคุณเขาถามกลับ ทำเอาคนที่มีชนักติดหลังอย่างภัทรใจร่วงไปถึงตาตุ่ม ไม่มีความกล้าแม้แต่จะสบตาคุณเขาด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนภัทรชอบมองตาคุณเขาเหลือเกิน

“เปล่าครับ….ไม่ใช่ผม” ภัทรปฏิเสธเสียงแผ่ว ยังคงไม่กล้าสู้หน้าอยู่ดี

“……”

“แต่ถ้าสมมติว่าเป็นผม…..”

“ผมคงจะผิดหวังกับคุณมากครับ” เมื่อภัทรถามเช่นนั้น คุณภาสกรก็ตอบกลับมาทันที นั่นยิ่งทำให้คนมีความผิดรู้สึกว่าคุณเขาจะรู้เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด

ภัทรไม่อยากให้คุณภาสกรผิดหวังในตัวเขา

“……เข้าใจแล้วครับ”

“ถ้ารู้แล้วอย่าทำให้ผมผิดหวังนะ….ธนภัทร”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป