บทที่ 3 บท 1.2
ตลอดการประชุม.....ธนภัทรมองคุณภาสกรด้วยสายตาชื่นชม หลายครั้งที่เขาเผลอจ้องหน้าคุณภาสกรนานนับนาที ก่อนจะรีบผละไปทางอื่น หลังถูกจับได้ว่ากำลังแอบมอง
ภัทรชื่นชมในความเก่งและมีเสน่ห์ของอีกฝ่าย ภายใต้น้ำเสียงนุ่มนวลฟังแล้วลื่นหูนั้นแฝงไปด้วยอำนาจ ภัทรมองเห็นรังสีความเป็นผู้บริหารแผ่รอบตัวของคุณเขา คุณภาสกรดูแตกต่างจากพนักงานบริษัททั่วไป ชนิดที่ว่าไม่ต้องให้ใครเอ่ยแนะนำตำแหน่ง ก็สามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเองว่าอีกฝ่ายอยู่ในระดับไหน
ในที่สุดการเจรจาทำสัญญากับบริษัทฝั่งยุโรปก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หลังพนักงานทุกคนแสดงศักยภาพออกมาอย่างสุดความสามารถ บรรยากาศความกดดันที่มีก่อนเข้าห้องประชุมหายไปในทันที เมื่อได้รับผลตอบรับที่ดีจากว่าที่บริษัทคู่ค้ารายใหม่
“อย่าลืมนะคะ หัวหน้าบอกว่าจะพาเราไปฉลองกัน หลังเสร็จจากงานประชุม” หนึ่งในรุ่นพี่ประจำแผนกเอ่ยทักท้วงหัวหน้า หลังเราทยอยออกมาจากห้องประชุมกันด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายมากขึ้น
“รู้แล้วน่า....ผมไม่ผิดคำพูดอยู่แล้ว พวกคุณน่ะเตรียมท้องให้ว่างแล้วเคลียร์คิวไว้ดีกว่า” เหล่าพนักงานถึงกับเฮลั่น เมื่อได้ยินพี่ชาติ ผู้เป็นหัวหน้าแผนกเอ่ยยืนยันว่าหลังเลิกงานวันนี้จะพากันไปเลี้ยงฉลอง โดยมีเจ้าตัวเป็นเจ้าภาพของงานเลี้ยง
“ภัทรก็ด้วยนะ อย่าลืมไปด้วยกัน” พี่ชาติหันมาพูดกับภัทร
“ได้ครับ”
ขณะที่เหล่าพนักงานกำลังยืนจับกลุ่มคุยกันหลังเสร็จงานประชุม ทุกคนก็ต้องรีบแหวกทางตรงหน้าประตูห้องประชุมให้ เมื่อผู้บริหารประจำบริษัทค่อย ๆ ทยอยกันออกจากห้องประชุม ซึ่งมีทั้งคนที่ภัทรรู้จักและไม่รู้จัก โดยคุณภาสกรและเลขาของเขาออกจากห้องกลุ่มสุดท้าย
ภัทรจับจ้องใบหน้าคุณภาสกรอีกครั้ง เขายืนอยู่ด้านหลังของทุกคน แอบมองคุณภาสกรจากที่ไกล ๆ เพราะไม่อยากให้คุณเขาจับได้อีก แม้เขาจะแอบมองตั้งแต่เราอยู่ในห้องประชุมด้วยกัน โดนจับได้บ้างเป็นบางครั้ง แต่ภัทรก็ยังเลือกที่จะมองอยู่ดี
ธนภัทรละสายตาจากคุณภาสกรไม่ได้จริง ๆ
“ขอบคุณทุกคนที่ทำงานเหนื่อยนะครับ”
คุณภาสกรไม่ได้เดินออกจากห้องประชุมไปเฉย ๆ เหมือนกับผู้บริหารท่านอื่น แต่เขาหยุดคุยกับเหล่าพนักงานตัวเอง แสดงความเป็นกันเองออกมา คงหวังจะลดความเกร็งของพนักงานทั้งหลายที่ยืนอยู่ตรงบริเวณนั้น เขาไม่พูดพร้อมขอบคุณเปล่า แต่ยังฉีกยิ้มกว้าง นั่นทำเอาเหล่ารุ่นพี่ผู้หญิงในแผนกที่มองเห็นรอยยิ้มนั้นตายกันเป็นแถบ ๆ
“ภัทรดูรอยยิ้มคุณภาสกรสิ พี่จะไม่ทนแล้วนะ” พี่นัทกระซิบข้างหูธนภัทร พร้อมกับเอามือทาบเหนืออกข้างซ้ายของตัวเอง มองใบหน้าหล่อที่อยู่ไกลจากพวกเขาด้วยสายตาเพ้อฝัน ทำเอาภัทรถึงกับหลุดยิ้มออกมา
“ถ้าจะลงสนาม ผมว่าคู่แข่งเยอะนะครับพี่นัท” ภัทรกระซิบ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกลับไปมองคุณเขาอีกครั้ง
ภัทรสะดุ้งเล็กน้อย นึกว่าคุณภาสกรจะไม่เห็นตัวเองเพราะยืนอยู่ไกล แต่ตอนนี้คุณเขากลับมองเขาอยู่ต่างหากและดูเหมือนจะมองอยู่นานแล้วด้วย คราวนี้ธนภัทรถึงกับทำตัวไม่ถูก หัวใจเขาเต้นแรง ไม่รู้ควรจะส่งยิ้มไปให้เหมือนทุกทีหรือเปล่า สุดท้ายจึงตัดสินใจหลุบตามองพื้น แสร้งไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น
“เลิกงานแล้ว พวกคุณจะไปไหนกันต่อหรือเปล่า” คุณภาสกรหันไปถามพี่ชาติ
“ผมตั้งใจว่าหลังเลิกงานจะพาลูกน้องไปกินเลี้ยงกันครับ เชิญคุณภาสกรกับคุณเลขาด้วยนะครับ”
“โอเค…งั้นเดี๋ยวผมจะเป็นเจ้าภาพเอง ไหน ๆ พวกคุณก็ยอมเหนื่อยเพื่อเราแล้ว”
กลายเป็นที่ฮือฮาของเหล่ารุ่นพี่ในแผนก เมื่อคุณภาสกร ผู้บริหารคนหล่อที่ไม่ค่อยเข้าบริษัท ยกเว้นมีเรื่องสำคัญหรือมีสัญญาที่ต้องรอการอนุมัติจากผู้บริหารระดับสูง เป็นคนออกปากเองว่าจะเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงแทนพี่ชาติ ผู้เป็นหัวหน้าแผนก มิหนำซ้ำยังจะไปร่วมฉลองด้วย ทำเอาพนักงานแผนกอื่นถึงกับตาร้อนกันเป็นแทบ ๆ
“ภัทรว่าพี่ควรจะเติมหน้าเพิ่มไหม”
“ฮ่า ๆ เท่านี้ก็น่าจะพอแล้วมั้งครับพี่นัท ข้างในก็ไฟสลัว คงไม่มีใครเห็นอะไร” ภัทรว่า ใบหน้าเขาเปื้อนยิ้มมองพี่นัทที่กำลังเติมแป้งก่อนจะไปฉลองต่อด้วยความเอ็นดู
“แล้วปากล่ะ”
“พอแล้วครับ”
“รวม ๆ แล้วพี่โอเคใช่ป่ะ” พี่นัทถามภัทรอีกครั้ง เพื่อเรียกความมั่นใจให้กับตัวเอง ขณะเดียวกันหญิงสาวก็มองตัวเองในกระจกตลับแป้งไปด้วย
“โอเคแล้วครับ สวยแล้วครับ” ธนภัทรยืนยัน ใบหน้าเขายังคงมีรอยยิ้มแต่งแต้มอยู่ “ภัทรไม่เคยเห็นพี่นัทกังวลว่าตัวเองไม่สวยเท่านี้มาก่อนเลย”
“แหม….รอบนี้ไม่ได้นะคะคุณน้อง พี่ต้องขอสวยนิดนึง ไม่คิดเลยอะว่าคุณภาสกรจะไปฉลองกับเราด้วย สงสัยการประชุมผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เม็ดเงินจะเข้าบริษัทเยอะ เขาก็เลยอยากจะขอบคุณเราจริง ๆ แหละมั้ง เพราะปกติน่ะเป็นแต่เจ้าภาพออกเงินให้อย่างเดียว ไม่เคยไปฉลองกับพนักงานหรอก เขาคงไม่สะดวกใจเท่าไร”
ภัทรรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาสกรจากปากรุ่นพี่ที่ทำงานมาก่อนอย่างเงียบ ๆ เขาไม่ได้ออกความคิดเห็นอะไรทั้งนั้น เพราะเขารู้จักคุณภาสกรผิวเผินเหลือเกิน แถมเพิ่งจะได้เห็นหน้าคุณเขาก็วันนี้เอง หลังจากได้ยินชื่อเสียงเรียงนามอีกฝ่ายมานาน
เพราะภัทรยังไม่มีรถส่วนตัวและไม่รู้ว่าต้องไปเจอกันที่ร้านไหน ทำให้เขาต้องอาศัยติดรถรุ่นพี่ในแผนกไปด้วย ภัทรต้องโทรหาพี่เนย พี่สาวข้างบ้านให้ช่วยเข้าไปดูแลเจ้าโอ๊ตก่อน เพราะเขาคงไม่ได้แวะเข้าบ้าน หลังจากเลิกงานก็เลยไปยังร้านที่จะจัดฉลองเลย
ธนภัทรยังถือว่าตัวเองเป็นเด็กใหม่มาก ๆ ในแผนกเขาไม่ค่อยสนิทกับใครมากเป็นพิเศษ คนที่คุยเล่นกันบ่อยที่สุดก็มีแค่พี่นัทเท่านั้น ไม่รู้ว่าการไปฉลองครั้งนี้ เขาจะสนุกไปกับมันหรือเปล่า
พอเข้ามาถึงในร้าน ก็มีพี่ในบริษัททยอยเข้ามาถึงก่อนแล้ว พี่ชาติจองห้องคาราโอเกะที่ใหญ่ที่สุดของร้าน เพื่อรองรับพนักงานทั้งแผนก เนื่องด้วยคุณภาสกรออกปากเองว่าจะเป็นเจ้าภาพ จึงไม่ต้องเกรงว่ากระเป๋าตังค์ตัวเองจะขาด
“ต้องรอคุณภาสกรมาถึงก่อนไหมคะ” หนึ่งในพนักงานประจำแผนกเอ่ยถามผู้เป็นหัวหน้า เมื่อพนักงานเริ่มทยอยเข้ามาในร้านเกือบครบแล้ว
“เขาบอกให้สั่งก่อน อาจจะมาถึงช้า” เมื่อพี่ชาติว่าเช่นนั้น เหล่าพนักงานที่ต่างร่วมทำงานกันอย่างเหน็ดเหนื่อยก็เริ่มสั่งอาหารมาคนละอย่างสองอย่างตามความชอบ
เพราะภัทรเป็นพนักงานที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ไม่ค่อยสนิทกับใคร ทำให้เขากลายเป็นคนพูดน้อยที่สุด ธนภัทรไม่อยากสร้างกำแพงให้กับตัวเอง เขาจึงพยายามให้ความสนใจทุกคน ไม่ว่าพี่คนไหนจับไมค์ เขาก็พยายามจะสนุกไปด้วย
โชคดีที่สภาพแวดล้อมในแผนกไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เป็นบรรยากาศที่ใครหลายคนต่างใฝ่ฝัน เพราะพี่ ๆ ในแผนกเกือบทุกคนพยายามเป็นกันเองกับเขาให้มากที่สุด เพื่อลดระยะห่างต่อกัน เนื่องด้วยต้องร่วมงานกันอีกหลายครั้ง ทำให้ค่อย ๆ ธนภัทรคลายความกังวลลง
“น้องภัทรรรรรร มาห้องคาราโอเกะทั้งที อยากร้องเพลงอะไรหรือเปล่าครับ ถ้าไม่ชิงไมค์ตอนนี้จะไม่ได้จับไมค์แล้วน้า” พี่ชาติเรียกชื่อธนภัทรผ่านไมค์
“เอาเลยครับ ผมขอดูเฉย ๆ ดีกว่า ร้องเพลงไม่เก่ง” ภัทรว่าพร้อมกับฉีกยิ้มส่งไปให้ เรื่องการเรียนเขาอาจเป็นที่หนึ่ง แต่เขาไม่ถนัดเรื่องร้องเพลงจริง ๆ เป็นสายนั่งฟังและมีส่วนร่วมมากกว่า
ธนภัทรเหลือบมองประตูห้องคาราโอเกะอีกครั้ง ตอนนี้พนักงานในแผนกมาถึงร้านกันหมดแล้ว ขาดแต่คุณภาสกร ผู้ซึ่งเป็นเจ้าภาพและเป็นคนออกปากเองว่าจะมาร่วมสังสรรค์ด้วย
ธนภัทรไม่ได้เฝ้ารอคุณภาสกร เขาก็แค่สงสัยว่าคุณเขาจะมาไหม
