บทที่ 6 บท 2.2
“โอ๊ต...โอ๊ตครับ เปิดประตูให้น้าหน่อย”
“......”
“โอ๊ตครับ.....”
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ธนภัทรไม่ว่าเปล่า แต่เคาะประตูพร้อมกับเรียกชื่อหลานไปด้วย หลังตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าคืนนี้เขาจะนอนห้องหลาน ส่วนห้องตัวเองก็ยกให้คุณภาสกรชั่วคราว ตอนนี้ความแรงของฝนก็ยังคงสม่ำเสมอ ไม่มีท่าทีจะหยุดตกง่าย ๆ มีบ้างที่ฟ้าร้อง แต่ก็ไม่ได้รุนแรงจนทำให้ภัทรรู้สึกกลัว
มือข้างหนึ่งกอดหมอนคู่ใจเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างก็เคาะประตูห้องหลานชายอย่างสม่ำเสมอ แต่ทั้งเรียกทั้งเคาะก็ไม่มีท่าทีว่าคนในห้องจะลุกมาเปิดประตูหรือขานรับกันเลยสักนิด ยิ่งฝนตกหนักแบบนี้ ยิ่งทำให้ไม่ได้ยินเสียงกันเข้าไปใหญ่
ภัทรถึงกับถอนหายใจออกมา ลังเลว่าควรไปนอนข้างล่างดีไหม เพราะนอนเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องลุกแล้ว ขณะที่ธนภัทรกำลังลังเลอยู่นั้น ประตูห้องเขาก็ถูกเปิดออกมาโดยคุณภาสกร
“ถ้าหลานคุณไม่เปิดห้องให้ ก็กลับมานอนห้องนี้สิครับ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมว่าจะไปนอนข้างล่างแล้ว”
“ผมจะปล่อยให้คุณไปนอนข้างล่างได้ยังไง ถ้าไม่สะดวกใจที่จะนอนห้องเดียวกัน เดี๋ยวผมลงไปนอนข้างล่างแทนคุณเอง” คุณภาสกรว่า
“คุณเป็นแขกนะครับ” ธนภัทรแย้ง
“แต่คุณเป็นเจ้าของบ้าน”
“......”
“เอายังไงครับ” คุณภาสกรถามต่อ
“ถ้าคุณไม่ถือสาอะไร....งั้นเรานอนห้องเดียวกันก็ได้ครับ” ธนภัทรว่า ดูท่าทางแล้วคุณภาสกรคงไม่ปล่อยให้เขาไปนอนข้างล่างง่าย ๆ แน่
สุดท้ายเราก็เดินกลับมาห้องนอนอีกครั้ง ภัทรเดินไปวางหมอนไว้ที่เดิม ก่อนจะหอบผ้าเช็ดตัว ชุดนอนตัวเองเตรียมจะไปอาบน้ำ ส่วนคุณภาสกรก็นั่งรออยู่บนเตียง มันค่อนข้างเป็นเรื่องแปลกสำหรับเรา ต่างฝ่ายเหมือนยังอยู่ไม่ถูกที่ถูกทาง หลายครั้งที่ธนภัทรรู้สึกวางตัวไม่ถูก
ค่ำคืนนี้เราอาจพูดคุยกันบ่อยก็จริง แต่ในความจริงเรารู้จักกันแค่ผิวเผินเท่านั้น รู้จักกันแค่ว่าคุณภาสกรเป็นเจ้านายและธนภัทรเป็นลูกน้อง
“คุณภาสกรนอนก่อนเลยก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมจะอาบน้ำก่อน”
“ครับ....ว่าแต่ผมชาร์จแบตที่ห้องคุณได้ใช่ไหม?”
“ได้ครับ สายชาร์จอยู่หัวเตียง”
“ขอบคุณครับ”
เมื่อไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ภัทรจึงขอตัวเข้าห้องน้ำเพื่อไปจัดการธุระของตัวเองต่อ หลังพ้นสายตาของคุณภาสกรมาได้ เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เหมือนยกภูเขาออกจากอกยังไงไม่รู้
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา หลายครั้งที่ภัทรเกิดอาการเกร็งตัวอัตโนมัติ ยามที่คุยกับคุณภาสกร เวลาที่ภัทรถูกคุณเขาจ้องตา บ่อยครั้งที่ภัทรมักจะลืมสิ่งที่ตัวเองจะพูด ภัทรไม่เคยเกิดอาการแบบนี้กับใคร กับคนอื่นที่เพิ่งรู้จักกันใช้เวลาเพียงไม่นาน เขาก็สามารถสนิทสนม สนทนาได้อย่างลื่นไหลแล้ว แต่กับคุณภาสกรกลับไม่ใช่เช่นนั้น
แม้บทสนทนาระหว่างเราในร้านคาราโอเกะจะค่อนข้างลื่นไหล แต่พอมาคุยกันข้างนอก ภัทรก็ยังเกร็งเหมือนเดิม เหมือนตอนที่เราทำความรู้จักกันแรก ๆ
ธนภัทรมองตัวเองในกระจกนานเกือบห้านาที ก่อนจะสะบัดหัวไล่ความคิดเพี้ยน ๆ ออกไป ต้องยอมรับว่าตอนเห็นคุณภาสกรนั่งอยู่บนเตียง ร่างกายของคุณเขาอยู่ในชุดนอนที่เป็นของภัทร จิตใจเขาไม่บริสุทธิ์เอาเสียเลย มันชวนให้คิดถึงอะไรบางอย่างที่ไม่ควรคิด
ภัทรใช้เวลาเกือบสิบห้านาทีในการอาบน้ำจัดการตัวเองให้เรียบร้อย เขาออกมาในชุดพร้อมนอน ภัทรโยนผ้าเช็ดตัวใส่ตะกร้าซัก แล้วคว้าผ้าผืนเล็กอีกผืนมาเช็ดผมตัวเองที่กำลังเปียกอยู่ ตั้งใจว่าพอผมหมาด ๆ แล้ว เขาจะเข้านอนเลย ถึงผมผู้ชายจะแห้งเร็วกว่าผู้หญิง แต่ภัทรขี้เกียจรอแล้ว ได้นอนสักสองชั่วโมงก็ยังดีกว่าไม่ได้นอน
“ภัทร....นี่ของคุณเหรอ”
ขณะที่ภัทรกำลังตั้งหน้าตั้งตาเช็ดผมเผ้าตัวเองอยู่นั้น คุณภาสกรก็ถามอะไรบางอย่าง ทำให้เขาหันไปตามเสียงเรียก หัวใจภัทรถึงกับกระตุกวูบ เมื่อเห็นว่าในมือของคุณเขากำลังถืออะไรบางอย่างอยู่ ภัทรเบิกตากว้างเล็กน้อย แสดงอาการลนลานออกมา หลังหลักฐานชิ้นโตที่คิดว่าเก็บใส่ตู้สะสมไว้หมดแล้ว กำลังอยู่ในมือคุณเขา!
ถุงน่องลายลูกไม้ข้างหนึ่งอยู่ในมือคุณภาสกร!
“อ—เอ่อ.....” อาการน้ำท่วมปากพูดไม่ออกมันเป็นเช่นไร ภัทรก็เพิ่งเข้าใจวันนี้
ภัทรไม่รู้ว่ามันหลุดรอดสายตาเขาไปได้ยังไง แล้วทำไมคุณภาสกรถึงไปเจอมัน แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้คุณภาสกรกำลังมองถุงน่องลายลูกไม้ของเขาอย่างพินิจพิจารณา ในขณะที่ภัทรเองก็ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ ยังทำตัวไม่ถูก สมองหยุดประมวลผลชั่วคราว
ยิ่งเห็นนิ้วยาวของคุณเขากำลังสัมผัสกับเจ้าถุงน่องลายลูกไม้ที่มีรูปดอกกุหลาบปักอยู่อย่างแผ่วเบา มิหนำซ้ำยังเอานิ้วถูวน ๆ ตรงลายปักนั่นอีก ยิ่งทำให้ภัทรลนลาน ไม่รู้จะแก้ต่างให้ตัวเองอย่างไร
“ดูท่าน่าจะขาดง่าย....สั่งมาจากเว็บจีนเหรอครับ” คุณเขาถามต่อหน้าซื่อ ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา นอกจากจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราวกับเรากำลังคุยเรื่องฝน ฟ้า อากาศกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้คนมีความลับอย่างภัทรรู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด
“ไม่ใช่ของผมนะครับ!” ภัทรโพล่งออกไป เขาไม่ว่าเปล่า แต่รีบลุกขึ้นไปแย่งหลักฐานชิ้นโตของตัวเองออกมาจากมือของคุณเขาโดยพลัน
“เอ่อ...เดิมทีห้องนี้เป็นห้องพี่สาวของผม ตอนที่เธอย้ายไป เธอน่าจะลืมเก็บไปด้วย”
หลังรู้ตัวว่าตัวเองกำลังแสดงพิรุธออกมา ธนภัทรก็รีบโกหกคำโตต่อ พยายามทำตัวให้นิ่งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เขาเป็นคนโกหกไม่เก่ง แม้แต่เด็กก็ยังดูออก เวลาโกหกเขามักจะไม่ค่อยกล้าสบตากับคู่สนทนา ดูลุกลี้ลุกลนไม่เป็นตัวเอง ครั้งนี้ก็เช่นกัน
“อ๋อครับ....น่าเสียดายจัง ผมก็นึกว่าคุณชอบลูกไม้เสียอีก”
“ทำไมเหรอครับ” ธนภัทรถาม
“ผมเคยศึกษาเรื่องผ้าลูกไม้มาบ้าง น่าจะแลกเปลี่ยนความรู้พวกนี้กับคุณได้” คุณภาสกรพูดพลางอมยิ้มเล็กน้อยและยิ่งคุณเขายิ้มนี่แหละ ยิ่งทำให้ภัทรรู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัย
“......”
“แต่คุณไม่ได้ชอบลูกไม้ใช่ไหมครับ” คุณเขาถามให้แน่ใจอีกครั้ง
“ผมไม่ได้ชอบครับ! อันนี้เป็นของพี่สาว” ภัทรว่าด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แม้ในความจริงเขาจะตาลุกวาวตอนได้ยินว่าคุณภาสกรบอกว่าเคยศึกษาเรื่องผ้าลายลูกไม้มาบ้างก็ตาม
หากอยู่ในสถานการณ์ปกติ ภัทรคงจะหัวใจพองโตมาก เพราะนาน ๆ ทีถึงจะมีคนคุยเรื่องผ้าลายลูกไม้กับเขา อีกฝ่ายคงศึกษามาจริง ๆ ถึงรู้ว่าถุงน่องลูกไม้ชิ้นนี้ผลิตมาจากไหน ภัทรจำได้ว่าเขาสั่งมาจากเว็บจีน เพราะเห็นรูปในอินเทอร์เน็ตแล้วมันสวยดีเลยลองสั่งมา เขาเคยลองเอามาใส่เพื่อลงรูปในทวิตเตอร์อยู่สองสามครั้งแล้วก็ไม่ได้ใส่อีก ผ้าลูกไม้แต่ละที่จะไม่เหมือนกัน หากคนที่อยู่ในแวดวงผ้าลูกไม้มานาน แค่ได้สัมผัสแล้วสังเกตลวดลายก็รู้แล้วว่าแต่ละชิ้นผลิตมาจากที่ไหน เพราะแต่ละที่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
“แล้วคุณภาสกรไปเจอมันที่ไหนเหรอครับ” ภัทรถามต่ออย่างสงสัย เขาเช็กหมดแล้วนี่ว่าไม่ได้ทิ้งหลักฐานอะไรไว้ในห้อง แต่ทำไมคุณเขาถึงยังเจอมันอีก
“ตอนที่ผมจะโน้มตัวไปชาร์จแบตโทรศัพท์ ก็ดันเหลือบไปเห็นว่ามันตกอยู่หลังตู้ข้างหัวเตียงคุณพอดี”
“อ—อ๋อ งั้นก็ขอบคุณครับ พี่สาวผมหาถุงน่องอีกข้างอยู่ตั้งนาน” ภัทรว่าต่อ พยายามทำเสียงให้เป็นปกติมากที่สุด แต่ก็ยังไม่กล้าสบตากับคุณเขาอยู่ดี
“......”
“ผมคิดว่าผมง่วงแล้ว” ภัทรว่าเสียงแผ่ว หลังทำทีเดินเอาถุงน่องไปเก็บที่ชั้นล่างของตู้เสื้อผ้าแล้วก็เอาผ้าเช็ดผมไปตากไว้ให้เรียบร้อย
เขาแสร้งทำตาปรือคล้ายคนง่วงนอนเต็มที ก่อนจะเดินอ้อมไปอีกฝั่งเพื่อขึ้นเตียง ภัทรให้คุณภาสกรนอนฝั่งข้างประตูห้องเพื่อที่อีกฝ่ายจะได้ชาร์จแบต
ภัทรไม่อยากอยู่ให้คุณเขาซักถามนานกว่านี้อีกแล้ว เพราะยิ่งเขาพูดแก้ต่างให้ตัวเองมากเท่าไร เขาก็ยิ่งแสดงพิรุธออกมามากขึ้นเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วคุณภาสกรก็อาจจะจับได้ว่าเขากำลังโกหกอยู่ เมื่อภัทรนอนหันหลังให้กับคุณภาสกร คุณเขาก็ถามต่อ
“งั้นผมปิดไฟหัวเตียงเลยนะ”
“ครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ” ภัทรตัดบท
เขาข่มตาลงพร้อมกับอาการใจเต้นแรง จริง ๆ ในตอนแรกก็ง่วงจนตาจะปิดนั่นแหละ แต่พอคุณเขาเจอหลักฐานชิ้นใหญ่ของตัวเองเข้า อาการง่วงในตอนแรกก็หายเป็นปลิดทิ้ง แม้กระทั่งตอนนี้หัวถึงหมอนแล้ว แต่ภัทรกลับไม่สามารถหลับได้ ยังร้อนตัวกับเรื่องเมื่อกี้อยู่ ความกังวลกำลังเล่นงานภัทรเข้าอย่างจัง เขากังวลว่าคุณภาสกรจะจับได้ จะรู้ภัทรพูดปด
ต่างฝ่ายต่างนอนหันหลังให้กัน แต่ไม่หลับกันทั้งคู่ ความเงียบและความมืดปกคลุมรอบตัวเรา ยังคงมีเสียงฝนเป็นฉากหลัง ไม่ให้ภายในห้องนอนเงียบจนเกินไป
ภัทรรู้สึกว่าคุณเขาขยับตัว พลิกไปมาอยู่ตลอดเวลาเหมือนคนนอนไม่หลับ แต่เขาก็ไม่ได้หันกลับไปมอง ในขณะเดียวกันภัทรก็ลืมตามองผนังห้องตัวเองอย่างเงียบ ๆ แล้วคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ก่อนที่เขาจะคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาหลังเห็นว่ามีการแจ้งเตือนจากโลกทวิตเตอร์ซึ่งน่าจะมาจากคนที่เขากำลังติดตามอยู่
