บทที่ 9 บท 3.1

“ไหน.....เรื่องมันเป็นยังไง เล่าซิ”

“โธ่ เรื่องมันไม่มีอะไรเลยครับ คุณภาสกรเขาก็แค่ไปส่งภัทรเฉย ๆ”

“พี่ไม่เชื่ออะ เล่ามาเลยนะภัทร ถือว่าเห็นแก่ความเป็นพี่เป็นน้องของเรา” พี่นัทว่าต่อพร้อมกับจ้องภัทรอย่างคาดคั้นจะเอาคำตอบให้ได้ ทำเอาคนเป็นน้องเล็กในแผนกถึงกับหลุดหัวเราะออกมา

เชื่อแล้วว่าคุณภาสกรฮอตในหมู่พนักงานบริษัท ไม่ต้องบรรยายให้มากความ เพราะทันทีที่ภัทรก้าวเท้าเข้ามาถึงแผนก พี่ ๆ ก็เข้ามารุมถามกันใหญ่ หลัก ๆ ก็หนีไม่พ้นเรื่องการที่คุณภาสกร ผู้บริหารระดับสูงอาสาไปส่งเขาถึงที่บ้าน

“จะให้ภัทรเล่าอะไรล่ะครับ พวกพี่ก็เห็น ๆ กันอยู่นี่นา คุณภาสกรเขาเห็นว่าภัทรกลับทางเดียวกับเขา เลยอาสาไปส่งก็แค่นั้นเอง” ภัทรว่า เขายังคงเป็นผู้ร้ายปากแข็งไม่พูดความจริงออกไป เพราะรู้ว่ามันอาจเป็นผลร้ายมากกว่าดี ไม่ใช่ภาพพจน์ของคุณภาสกรแต่รวมไปถึงหน้าที่การงานของเขาด้วย ดังนั้นภัทรจะไม่มีทางหลุดปากบอกใครเด็ดขาดว่าเมื่อคืนนี้เราไปถึงขั้นไหนกันแล้ว

“มีแค่นั้นแน่นะ” พี่นัทถามอีกครั้ง

“แน่นอนครับ เขาก็ดูแลพนักงานทุกคนนั่นแหละครับ อีกอย่างผมไม่มีรถส่วนตัวด้วย เขาก็เลยไปส่งเฉย ๆ” ภัทรว่า รู้หรอกว่าตัวเองเป็นคนโกหกไม่เก่งจึงแสร้งจัดข้าวของเอกสารบนโต๊ะ แทนที่จะสบตากับคู่สนทนาอย่างที่ควรจะเป็น

“โอเค พี่เชื่อก็ได้ เฮ้อ....แต่พี่เสียดาย ตอนอยู่ร้านคาราโอเกะภัทรน่าจะไลน์บอกพี่สักนิดก็ยังดีอะ พี่จะได้คีพลุกต่อหน้าคุณภาสกรสักนิดนึง”

“ผมขอโทษครับ แต่เมื่อคืนคุณภาสกรเขานั่งข้างผมจริง ๆ ลำพังจะยกน้ำขึ้นมาดื่ม เขายังจ้องเลย” ภัทรว่า เขาไม่ได้เติมแต่งแต่อย่างไร แต่คุณภาสกรแทบจะจ้องทุกการกระทำของภัทรจริง ๆ

“ช่างมันเถอะ งั้นก็ตั้งใจทำงานแล้วกัน เดี๋ยวพี่ไปแผนกอื่นก่อน”

“ครับ” ดีที่พี่นัทไม่ได้ซักไซ้อะไรมากกว่านี้ ภัทรจึงไม่ต้องเดือดร้อนสร้างเรื่องโกหกเติมแต่งไปเรื่อย ๆ

ตั้งแต่เมื่อคืน เขายังไม่ได้นอนเลยจนกระทั่งตอนนี้ แม้คุณภาสกรจะบอกว่าไม่ต้องลำบากไปส่งที่รถ ให้นอนพักผ่อนเอาแรงเสียเถอะ แต่คนที่เกือบจะได้เสียกัน ใครจะไปหลับลง แค่ภัทรหลับตา ภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปก็ผุดขึ้นมาในความคิดทันที

แม้แต่ตอนนี้ภัทรยังอดโทษตัวเองอย่างเสียไม่ได้ ยังคงกลัวว่าคุณภาสกรตีความหาว่าภัทรรังเกียจคุณเขาอยู่ ทั้ง ๆ ที่ความจริงจะไม่ใช่อย่างนั้นก็เถอะ ภัทรก็แค่เป็นห่วงความปลอยภัยของตัวเองเท่านั้น

ธนภัทรพยายามสลัดความคิดอันฟุ้งซ่านของตัวเองออกจากหัว หลังจากนี้ไปใช่ว่าเขาจะเจอคุณภาสกรบ่อย ๆ เสียหน่อย หากคุณเขาไม่ค่อยเข้าบริษัทบ่อยตามที่พี่นัทเคยบอกเอาไว้ นั่นก็หมายความว่าจะเข้าทีก็ต่อเมื่อมีการประชุมหรือไม่ก็มีเอกสารที่ต้องอนุมัติด้วยตัวเอง

หลังจากนี้ไปเราอาจเจอกันด้วยความบังเอิญ ซึ่งอาจเป็นนาน ๆ ทีครั้งหรือไม่...เมื่อคืนอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอกันก็ได้ จากที่คำนวณแล้วคุณภาสกรคงเข้าบริษัทเดือนละไม่ถึงสิบห้าครั้ง

ภัทรไม่ได้หวังสูงอยากสานต่อความสัมพันธ์กับคุณเขา เพียงเพราะเรื่องเมื่อคืนมันเกินกว่าหน้าที่ของพนักงานและเจ้านาย แต่พออะไรที่เกือบได้แล้วไม่ได้ มันย่อมค้างคาใจเป็นธรรมดา แม้อยากจะเลิกใส่ใจแล้ว แต่สมองก็ดันคิดอยู่เรื่อย ร่างกายวอนอยากจะเสียตัวให้คุณเขาให้มันจบ ๆ

ภัทรกลับมาใส่ใจงานตรงหน้าอีกครั้ง ในขณะเดียวกันสมองของเขาก็คิดเรื่องอื่นไปด้วย หลัก ๆ ก็ยังหนีไม่พ้นเรื่องคุณเขาอีกอยู่ดี กลายเป็นว่าทั้งวันมานี้ แม้คุณภาสกรจะไม่มาให้เห็นหน้า แต่อีกฝ่ายก็ยังสามารถครอบครองพื้นที่ความคิดของภัทรได้อยู่ดี

ภัทรทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ตัวเองออกจากแผนกเป็นคนสุดท้าย เขายกข้อมือขึ้นมาดูเวลา เพื่อพบว่าตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงเย็นไม่ขาดไม่เกิน ภัทรทำงานล่วงเวลามาได้เกือบสองชั่วโมงแล้ว ปีนี้เขาสมควรได้รับตำแหน่งพนักงานดีเด่นด้วยซ้ำ

ดวงตาเรียวกวาดสายตารอบโต๊ะตัวเองเพื่อตรวจตราความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหยิบเสื้อสูทและกระเป๋าทำงานออกจากแผนกไปโดยไม่ลืมที่จะแวะปิดหลอดไฟเพื่อประหยัดพลังงานให้กับบริษัท

ทำงานเพลิน ๆ ก็สามารถทำให้ภัทรรู้สึกปวดเนื้อปวดตัวได้ เขายกมือข้างหนึ่งนวดหลังคอตัวเองเบา ๆ ขณะที่เดินตรงดิ่งไปยังลิฟต์เตรียมจะลงชั้นข้างล่าง แทบทั้งชั้นเหมือนเหลือแค่ภัทรอยู่คนเดียว เขาก็เพิ่งรู้ว่าพนักงานที่นี่กลับบ้านตรงเวลากัน

รอเพียงไม่นานลิฟต์ก็มาถึงชั้นของเขา แทนที่ภัทรจะเข้าไปทันทีที่ประตูลิฟต์ถูกเปิดออก เขาก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ข้างในนั้นและในเวลาเดียวกัน ภัทรก็ตระหนักได้ว่าตัวเองมาลิฟต์ผิดตัว เพราะลิฟต์นี้มีไว้ให้ผู้บริหารใช้เท่านั้น

“ขอโทษครับ!” เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังใช้ลิฟต์ผิดตัว ธนภัทรก็รีบเอ่ยขอโทษขอโพยอีกฝ่ายในทันที ก่อนจะผงกหัวทำความเคารพเป็นครั้งสุดท้ายแล้วตั้งท่าจะเดินหนี ไม่มีความกล้าแม้แต่จะสบตาคุณเขา

“เดี๋ยวสิ คุณภัทร!” คุณภาสกรไม่ว่าเปล่าแต่ยังรั้งภัทรไว้ด้วยกันจับข้อมือ เพียงแค่ร่างกายเราสัมผัสกัน ภัทรก็รู้สึกร้อนวูบวาบอย่างบอกไม่ถูก

“ค—ครับ?” ภัทรขานรับ ในจังหวะเดียวกันคุณภาสกรก็รีบผละออกจากข้อมือเขา

“มาด้วยกันเถอะ....ไม่เป็นไรหรอก” เมื่อคุณภาสกรเมตตาให้เราใช้ลิฟต์ร่วมกัน ภัทรจึงผงกหัวและเอ่ยขอบคุณเสียงแผ่ว ก่อนจะเดินเข้าลิฟต์ตัวเดียวกันกับคุณภาสกร

ความอึดอัดปกคลุมอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครชวนคุย เหมือนเรื่องเมื่อคืนนี้เป็นแค่ความฝันเท่านั้น ซึ่งภัทรเองก็เข้าใจเหตุผลนั้นดี จะให้ทำท่าสนิทสนมกันเหมือนอย่างเมื่อคืนที่เกือบได้เสียกัน แต่ต้องมาพลาดท่าเพราะไม่มีตัวป้องกันก็คงไม่ใช่เรื่อง

คุณภาสกรลงชั้นใต้ดิน ส่วนภัทรลงชั้นหนึ่ง อีกฝ่ายยืนอยู่ข้างหลัง เอาแผ่นหลังพิงลิฟต์ ส่วนภัทรยืนอยู่หน้าประตูมือข้างหนึ่งถือเสื้อสูทและมืออีกข้างก็กำสายกระเป๋าทำงานไว้แน่น ภัทรรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก อดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองตัวเลขที่ระบุชั้นลิฟต์ ภาวนาให้รีบถึงชั้นล่างเร็ว ๆ

“ทำไมถึงกลับบ้านช้ากว่าคนอื่นล่ะครับ ตามปกติคุณต้องเลิกบ่ายสามไม่ใช่เหรอ” ก่อนที่ลิฟต์จะนำพาเราไปถึงชั้นล่าง คุณภาสกรก็พูดขึ้นมาเสียก่อน

“พอดีผมเหลืองานที่ต้องสะสางอีกนิดหน่อยครับเลยอยู่ต่อทำจนเสร็จดีกว่า” ภัทรตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะหันหน้าไปมองคุณเขา

“หัวหน้าแผนกที่รับผิดชอบคุณไม่ได้บอกเหรอครับ ทางบริษัทไม่มีนโยบายให้พนักงานล่วงเวลา” คุณภาสกรเอ่ยถามต่อ น้ำเสียงคล้ายจะดุภัทร

“บอกครับ....แต่ผมลืม” ภัทรโกหก

“ครับ....ทีหลังอย่าทำงานล่วงเวลาอีกนะครับ ไม่งั้นแผนกคุณอาจโดนหักคะแนนได้”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป