บทที่ 4 ปล่อยผ่าน

แสงแดดรำไรสาดลอดผ่านรอยแง้มของผ้าม่านเข้ามาในห้องนอนหรู เชอรีนหยีตาหลบความสว่างพลางควานมือไปบนเตียงกว้างตามความเคยชิน แต่สิ่งที่ปลายนิ้วสัมผัสได้กลับมีเพียงความเย็นชืดของผ้าปูเตียงที่ว่างเปล่า เธอลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วมองหมอนข้างกายที่ไม่มีรอยยุบ

ทิศเหนือหายไป...

ปกติเขาจะปลุกเธอด้วยจูบหรืออ้อมกอดก่อนไปทำงานเสมอ เชอรีนเดินวนไปดูทั้งห้องนั่งเล่นและห้องครัว แต่ทุกอย่างเงียบกริบ ไร้ร่องรอยของคนรัก

เธอพยายามนึกถึงข้อความสุดท้าย เขาบอกว่ากำลังจะกลับจากบ้านใหญ่มาคอนโดฯ หลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อ ไม่มีแม้แต่ข้อความทิ้งไว้ มีเพียงการแจ้งเตือนจากกลุ่มเพื่อนที่เธอไม่ได้เปิดอ่านเพราะมัวแต่กังวลเรื่องเขา

“ไปไหนของเขานะ...” เธอพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะรีบไปจัดการตัวเองเพื่อไปเรียนให้ทันคลาสเช้า โดยทิ้งความสงสัยไว้เบื้องหลัง

ตกเย็นวันนั้น...

เชอรีนนั่งรออยู่ในห้องด้วยใจที่สั่นรัว จนกระทั่งเสียงเปิดประตูดังขึ้น ทิศเหนือเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่ดูเหนื่อยล้า เขาตรงเข้ามากอดเธอจากข้างหลังทันที

“กลับมาแล้วครับ... คิดถึงจัง” เขาซุกหน้ากับลำคอขาว สูดดมความหอมเหมือนคนมีความผิดติดตัว

“เมื่อคืนพี่ไปไหนมาคะ?”

“นิราโทรมาบอกว่านิกกี้ไข้ขึ้นสูงมาก พี่เป็นห่วงลูกเลยรีบบึ่งไปดู... ขอโทษนะที่ไม่ได้บอก รีนอย่าโกรธพี่เลยนะ” เขาอธิบายอย่างลื่นไหล ก่อนจะหยิบกล่องกำมะหยี่ออกมา “พี่มีอะไรจะให้...”

สร้อยเพชรน้ำงามรูปหัวใจถูกสวมเข้าที่ลำคอของเธอ แสงระยิบระยับของมันช่างดูขัดตา เชอรีนมองเงาตัวเองในกระจก เธอรู้ดี... ทุกครั้งที่เขาทำผิด หรือมีเรื่องที่บอกไม่หมด สิ่งของมูลค่าสูงจะถูกส่งมา ‘ประเคน’ ตรงหน้าเสมอ

“เนื่องในโอกาสอะไรคะ?”

“เนื่องในโอกาสที่พี่รักหนูไงคะ” คำบอกรักที่เขาพ่นออกมาบ่อยครั้ง น่าแปลกที่วันนี้มันกลับฟังดูไร้น้ำหนัก เชอรีนพยายามยิ้มรับ แต่ในใจกลับตั้งคำถาม... รักที่ต้องใช้เงินซื้อความเชื่อใจแบบนี้ มันคือความรักจริง ๆ หรือเปล่า…

เวลาสามทุ่มเศษ ร้านนั่งชิลย่านมหาวิทยาลัยคลาคล่ำไปด้วยนักศึกษา เชอรีนนั่งหมุนแก้วเบียร์ในมือ มองดูแสงไฟสลัวพลางฟังเสียงดนตรีสดที่ไม่ได้เข้าหูเลยสักนิด

“มึงโกหกว่ามางานวันเกิดเพื่อน เพื่อมานั่งทำหน้าอมทุกข์เนี่ยนะ?” พิ้งกี้ถามเสียงเรียบ

“กูไม่อยากอยู่เห็นหน้าเขาตอนนี้ว่ะ... เห็นแล้วมันคิดมาก” เชอรีนยอมรับ

“คิดมากเรื่องที่เขาโกหกมึงว่าลูกป่วย แต่จริง ๆ ไปโผล่ที่ผับกับเมียเก่าเมื่อคืนน่ะเหรอ?” ส้มโพล่งขึ้นมา พร้อมชูรูปในมือถือที่เบลอจนแทบมองไม่ออก แต่เชอรีนจำแผ่นหลังนั้นได้แม่นยำ “กูเจอเต็ม ๆ ตาที่ร้านพี่ที่กูรู้จัก เขาอยู่กับลูกที่ไหนล่ะ อยู่กับเมียเก่านู่น!”

“เขาอาจจะนัดคุยธุระกับกลุ่มเพื่อนเก่าก็ได้นะ... ยังไงเขาก็เป็นเพื่อนกันมาก่อน” เชอรีนพยายามหาข้ออ้างที่ฟังดู ‘โง่’ ที่สุดออกมา

“นี่มึงเกิดในทุ่งลาเวนเดอร์เหรออีเชอ!” พิ้งกี้ด่าเข้าให้ “โลกสวยจนกูจะอ้วก มึงไม่ได้โง่รีน มึงแค่ไม่ยอมรับความจริง!”

“กูเชื่อใจพี่เหนือนะ แต่กูไม่ไว้ใจป้านิรานั่น...”

“เลิกอ้างอีป้านั่นได้แล้ว ถ้าคนของมึงไม่ไป มันจะเกิดเรื่องไหม?” ส้มจี้จุดตาย “มึงกลัวอะไรวะรีน? กลัวว่าถ้าเลิกกับเขาแล้วมึงจะไม่มีเงินใช้ มึงจะไม่มีกระเป๋าแบรนด์เนมถือ หรือมึงจะไม่มีที่อยู่หรู ๆ แบบตอนนี้?”

คำพูดของเพื่อนทำให้เชอรีนชะงักงัน ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะทันที

ใช่... เพื่อนพูดถูก เธอไม่ได้โง่ เธอรู้ดีว่าทิศเหนืออาจจะกำลังปิดบังอะไรเธออยู่ และรู้ดีว่าเขากับเมียเก่าที่คบมาหลายปียังมีสายใยบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่า ‘เรื่องลูก’

แต่สิ่งที่ทำให้เธอยังต้องนั่งอยู่ตรงนี้ ยังต้องสวมสร้อยเพชรเส้นนี้ไว้... เพราะเธอไม่อยากกลับไปอยู่ในจุดที่มองไม่เห็นอนาคต

จากเด็กสาวที่โตมาในครอบครัวที่ยากจน ดิ้นรนจนเกือบจะไม่ได้เรียนต่อ การมีทิศเหนือเข้ามาในชีวิตเหมือนการคว้าตั๋วขึ้นสวรรค์ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามอบให้มันหอมหวานจนเธอต้องยอมแลกด้วยศักดิ์ศรี

“เงินทองและชีวิตที่สุขสบาย... ใครมันจะกล้าปฏิเสธลงล่ะวะ” เชอรีนพึมพำกับแก้วเหล้า แววตาของเธอสั่นระริกด้วยความสมเพชตัวเอง

เหตุการณ์เมื่อวาน…

เสียงบีตดนตรี EDM ดังกระหึ่มกึกก้องแข่งกับแสงสีที่สาดส่องไปทั่วผับชื่อดัง ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวก้าวฉับ ๆ เข้ามาด้านในด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

ก่อนหน้านี้มีสายเรียกเข้าจากเบอร์ของ ‘นิรา’ โทรเข้ามาหาเขาหลายสาย แต่เมื่อกดรับ ปลายสายกลับกลายเป็น ‘พัดชา’ เพื่อนสนิทของอดีตภรรยา

พัดชาร้อนรนขอร้องให้เขามาช่วยดูนิรา โดยอ้างว่านิราเมาหนักมาก เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายไม่ยอมกลับบ้าน แถมยังพร่ำเพ้อเรียกหาแต่ชื่อเขา ทิศเหนือที่เพิ่งขับรถมาถึงคอนโดฯ จึงต้องจำใจวนรถกลับมาที่นี่ตามคำขอร้อง

“ไหนบอกว่าเมามากไง?”

ทันทีที่เดินมาถึงโต๊ะ ทิศเหนือก็ต้องเสยผมลวก ๆ ด้วยความหงุดหงิด นิราที่นั่งอยู่ตรงหน้าดูปกติดีทุกอย่าง ไม่ได้มีสภาพฟูมฟายเหมือนที่เพื่อนเธอเล่าเป็นตุเป็นตะ ชายหนุ่มตวัดสายตาขุ่นมัวไปมองคนต้นเรื่องอย่างพัดชาทันที

“แฮะ ๆ ก็นิรามันขอร้องให้โทรตามอะ” คนมีความผิดได้แต่ยิ้มแห้ง ส่งสายตาขอโทษขอโพยมาให้

“นิเมาจริง ๆ นะ...” เสียงหวานยานคางดังขึ้นพร้อมกับท่อนแขนเรียวที่เลื้อยมาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของอดีตสามี ออกแรงดึงเบา ๆ บังคับให้เขานั่งลงบนโซฟาตัวติดกัน

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว งั้นขอตัว” ทิศเหนือขืนตัวไว้ ขยับเตรียมจะหันหลังกลับ

“เฮ้ย ๆ ไอ้เหนือ! เพิ่งมาถึงจะรีบไปไหนวะ นั่งคุยกันก่อนดิวะ!”

ก่อนจะได้ก้าวขา เขาก็ถูกรั้งไว้ด้วยเสียงคุ้นเคย ทิศเหนือเพิ่งสังเกตเห็นว่าผู้ชายอีกสามคนที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยคือกลุ่มเพื่อนสนิทสมัยเรียน ป.ตรี

“เออ... ไม่เจอกันตั้งนานนี่หว่า”

สุดท้ายความเกรงใจเพื่อนก็ทำให้ทิศเหนือต้องจำใจทรุดตัวลงนั่งดื่มด้วย โดยมีนิราขยับเข้ามานั่งเบียดวอแวอยู่ข้างกายไม่ห่าง เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมช่วงหลังมานี้ อดีตภรรยาถึงพยายามหาข้ออ้างเข้ามาป้วนเปี้ยนในชีวิตเขานัก

นั่งดื่มไปได้สักพัก ชายหนุ่มก็นึกขึ้นได้ว่ามีอีกคนที่กำลังรอเขาอยู่ที่ห้อง ทว่าพอล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อจะส่งข้อความบอกเชอรีน หน้าจอกลับดำสนิท แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงจนเครื่องดับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

เวลาล่วงเลยมาจนถึงตีสอง ทิศเหนือที่โดนเพื่อนร่วมโต๊ะผลัดกันชงเหล้ารสเข้มให้ไม่ขาดสายเริ่มมีอาการหัวหนักอึ้ง สติสัมปชัญญะพร่าเลือนลงทุกที

เมื่อถึงเวลาแยกย้าย เขารู้ตัวดีว่าฝืนขับรถกลับเองไม่ไหวแน่ ตั้งใจจะเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันให้ไปส่ง แต่ก็ติดที่มือถือดันมาแบตฯ หมด

สุดท้ายเขาจึงตกกระไดพลอยโจน ต้องกลับพร้อมกับนิราที่โทรเรียกให้คนขับรถที่บ้านมารับ เธออ้างว่าง่วงและเพลียมาก ขอให้รถแวะไปส่งเธอที่บ้านก่อน แล้วค่อยให้คนขับรถวนไปส่งเขากลับคอนโดฯ

ทว่าพอมาถึงบ้านจริง ๆ สถานการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่ตกลงกันไว้ เมื่อนิราหลุดปากออกมาว่าตอนกลางวันลูกสาวมีไข้และไม่ค่อยสบาย

“นี่ลูกไม่สบาย แล้วนิยังมีหน้าออกไปเที่ยวกลางคืนอีกเหรอ!” น้ำเสียงดุดันตวาดใส่อดีตภรรยาที่เคยร่วมชีวิตกันมาถึงเจ็ดปี

“คุณยายกับพวกพี่เลี้ยงก็คอยดูแลอยู่ตลอดนั่นแหละ เหนือไม่ต้องห่วงหรอกน่า ลูกแค่มีไข้รุม ๆ นิดเดียวเอง”

ทิศเหนือถึงกับส่ายหน้าด้วยความละเหี่ยใจกับความไร้ความรับผิดชอบของคนเป็นแม่

“เหนือเข้ามาดูลูกข้างในก่อนสิ แล้วเดี๋ยวค่อยกลับ”

นิราไม่รอให้เขาปฏิเสธ เธอคว้ามือชายหนุ่มแล้วออกแรงกึ่งจูงกึ่งลากให้เดินตามเข้าไปในบ้าน ทว่าเมื่อก้าวพ้นกรอบประตูห้องนอนที่เธอลากเข้ามา ภายในห้องกลับมืดสนิท... ไร้เงาของลูกสาวอย่างที่ควรจะเป็น

ยังไม่ทันที่ทิศเหนือจะเอ่ยปากถาม ร่างบางของอดีตภรรยาก็โถมเข้าใส่เบียดดันแผ่นหลังเขาเข้ากับบานประตู ก่อนที่ริมฝีปากนุ่มจะประกบจูบลงมาอย่างจาบจ้วงและเร่าร้อน

ทิศเหนือเบิกตากว้าง สัญชาตญาณสั่งให้เขายกมือขึ้นหมายจะผลักร่างนั้นออก

“เหนือ… เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหมคะ”

นิราผละริมฝีปากออกเพียงนิด กระซิบชิดริมฝีปากเขาด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า รอยน้ำตารื้นขึ้นมาที่หางตาของหญิงสาว

“เรื่องที่ผ่านมานิขอโทษ เรากลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้งนะเหนือ... เห็นแก่ลูกเถอะนะคะ”

หญิงสาวร่ำไห้พรั่งพรูความในใจ โผเข้าสวมกอดอดีตสามีแน่น เธอช้อนสายตาเว้าวอนมองเขา สัมผัสจากมือเรียวที่ลูบไล้ไปตามสาบเสื้อ ประกอบกับกลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยที่เขาเคยสูดดมมาตลอดเจ็ดปี ปลุกปั่นอารมณ์ชายหนุ่มที่กำลังเมามายให้ปั่นป่วน

ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่สูบฉีดพลุ่งพล่านในสายเลือดทำลายกำแพงยับยั้งชั่งใจของทิศเหนือจนพังทลาย สัมผัสออดอ้อนจากคนที่เคยรู้ใจกันทุกซอกทุกมุมทำให้เรี่ยวแรงที่จะผลักไสเหือดหายไป

ชายหนุ่มหลับตาลงอย่างพ่ายแพ้ต่ออารมณ์เบื้องต่ำ ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งลงไปกับรสจูบที่นิราป้อนให้... ก่อนที่ทุกอย่างในค่ำคืนนั้นจะเลยเถิดไปไกลเกินกว่าจะกู่กลับ

แสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียงตกกระทบใบหน้าของหญิงสาวที่หลับสนิทอยู่บนเตียงกว้าง ทิศเหนือที่สร่างเมาแล้วนั่งนิ่งอยู่ตรงปลายเตียง สองมือยกขึ้นลูบหน้าตัวเองอย่างแรงอย่างคนสติแตก เสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยและร่องรอยยับเยินบนเตียงคือหลักฐานชั้นดีว่าเมื่อคืนเขาได้ทำเรื่องบัดซบอะไรลงไป

ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่อก... ภาพใบหน้าหวานของ ‘เชอรีน’ ผู้หญิงที่รักและเชื่อใจเขามาตลอด ผุดขึ้นมาในหัวสลับกับภาพการกระทำอันน่ารังเกียจของตัวเอง

เขาพลาดไปแล้ว... พลาดอย่างมหันต์

ทิศเหนือรีบคว้าเสื้อผ้าขึ้นมาสวมใส่อย่างลุกลี้ลุกลน สายตาเหลือบมองคนที่กำลังหลับใหลด้วยแววตาสับสน เขาต้องรีบออกไปจากที่นี่ และเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้... เชอรีนจะไม่มีวันรู้เด็ดขาด เขาจะไม่ยอมเสียเธอไปเพราะความมักง่ายชั่วข้ามคืนนี้แน่!

โดยที่ทิศเหนือไม่รู้เลยว่า... ทันทีที่เสียงประตูห้องปิดลง เปลือกตาของคนที่ควรจะหลับสนิทก็ลืมขึ้นมาในความมืด รอยยิ้มมุมปากของนิราผุดขึ้นอย่างผู้ชนะ

ในช่วงปีแรกที่เลิกรากันไป นิราเคยมีความสุขดีกับชีวิตโสดและอิสระ แต่พอนานวันเข้า ความรู้สึกส่วนลึกกลับโหยหาอดีตสามี ยิ่งได้เห็นว่าเขากำลังเริ่มต้นใหม่กับผู้หญิงที่เด็กกว่า สดใสกว่า และดูเหมือนจะรักกันมากจนลบเลือนเธอไปจากใจได้หมดจด เธอก็ยิ่งทนไม่ได้

และเหตุผลสำคัญที่สุดที่ไม่มีใครรู้คือ... ตอนนี้ธุรกิจของครอบครัวเธอกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงวิกฤต สถานะทางการเงินร่อยหรอลงทุกที นิรายังจำคำด่าทอของพ่อแม่ตอนที่เธอหย่ากับเขาได้ดี ว่าเธอโง่แค่ไหนที่ปล่อยให้ฐานะสะใภ้ตระกูลเศรษฐีหลุดมือไป

แม้ตอนนี้จะยังได้เงินค่าเลี้ยงดูและเงินเดือนที่ทิศเหนือฝากไว้ให้ลูก แต่มันไม่พอสำหรับชีวิตหรูหราที่เธอเคยมี เธอต้องการมากกว่านี้...

ไม่ใช่แค่เงิน แต่เธอต้องการทวง ‘สามี’ ของเธอคืน และคืนนี้... มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป