บทที่ 3 LOSE BALANCE+ : CHAPTER 1
“แก้มเสร็จยัง เดี๋ยวสายนะ”
“ใกล้แล้วค่ะพี่ขุน” ผมยืนรอแก้มยุ้ยอยู่ที่หน้าห้องของเธอ หลังจากวันนั้นที่ผมจัดการเรื่องของแก้มยุ้ยกับยัยเลส เบี้ยนนั่นไปแล้ว ดูเหมือนว่ายัยเลสเบี้ยนจะกลัวคำขู่ของผมถึงได้พยายามห่างแก้มยุ้ยมากขึ้น ที่สำคัญคือเธอก็ยังคงคบกับแก้มยุ้ยอยู่เหมือนเดิม ผมเดินลงบันไดไปที่โต๊ะอาหารที่วันนี้แม่ของผมก็ยังคงไม่กลับจากสปาและไปต่อทริปทำบุญที่อินเดียต่อ คือที่เรียกผมมาดูแก้มยุ้ยก็เพราะตัวเองจะหนีเที่ยวแบบนี้เองสินะ ผมนั่งตักข้าวต้มเข้าปากก่อนจะมองร่างบางของแก้มยุ้ยที่อยู่ในชุดนักเรียนเดินลงจากบันไดด้วยหน้าที่ยิ้มแย้ม
“ดีใจจังที่พี่ขุนจะไปรับไปส่งแก้มที่โรงเรียนทุกวัน”
“อย่าลืมที่พี่สั่งด้วยเข้าใจไหม?”
“เข้าใจแล้วค่ะ” ใบหน้าหวานกลมยิ้มและตักอาหารกิน โดยมีสายตาของผมที่จับจ้องแก้มยุ้ยไม่วางตา แก้มยุ้ยดูไร้เดียงสามาก แถมยังมองโลกในแง่ดีจนผมรู้สึกหวั่นใจ แต่ทำไมบางครั้งแก้มยุ้ยถึงได้ดูเหมือนกับโตขึ้นเป็นสาวขี้ยั่วในแบบที่ผมเองก็ไม่เคยคิดว่าเธอจะเป็น หรือมันออกมาเพราะว่าแก้มยุ้ยไม่ได้ตั้งใจ ผมมั่นใจนะว่าน้องสาวของผมคนนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมเห็นแน่นอน ผมขับรถมาถึงหน้าโรงเรียนของแก้มยุ้ย
“เย็นนี้พี่จะรับนะคะ เดี๋ยวจะพาไปกินข้าวนอกบ้านด้วย”
“จริงเหรอคะ! แก้มรักพี่ขุนที่สุดเลย” ผมมองแก้มยุ้ยที่โถมตัวมากอดคอผมไว้ พร้อมกับใบหน้าหวานที่จับจ้องผมด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวาน ริมฝีปากบางชมพูโน้มมาจูบที่แก้มของผมทั้งสองข้าง หัวใจของผมแม่งเต้นโคตรแรงเลย ให้ตายเหอะ! ไหนจะสายตาอ้อนๆ ของแก้มยุ้ยอีก โอ๊ย! คือกูจะตายไหม
“หอมแก้มด้วยสิ”
“เออ พี่ว่า...”
“รังเกียจแก้มเหรอ?” มาอีกล่ะ ไอ้คำพูดที่ทำให้หัวใจของผมแม่งอ่อนยวบตลอด ผมถอนหายใจออกมาก่อนจะกดจมูกลงไปที่แก้มนุ่นนิ่มของแก้มยุ้ย แต่เธอก็กดท้ายทอยผมไว้ไม่ยอมให้ผมผละออกจากแก้มของเธอ
“ริมฝีปากพี่ขุนอุ่นจัง แก้มอยากให้พี่ขุนทำแบบนี้นานๆ”
“กะ แก้ม! แฮ่ก พี่หายใจไม่ออกนะ”
“แก้มขอโทษ แต่แก้มอยากให้พี่ขุนหอมแก้มนานๆ นี่นา” ผมมองใบหน้าของแก้มยุ้ยก็ต้องเบือนหน้าหนีพร้อมกับเอามือปิดบริเวณแก้มตัวเอง ทำไมถึงได้มองว่าน้องสาวตัวเองน่ารักขนาดนี้วะ!
“พี่ขุนเป็นอะไรเหรอ? ปวดฟันเหรอคะ”
“เปล่า พี่คิดว่าเราน่าจะลงไปเรียนได้แล้วต่างหาก”
“อ่อ ได้ค่ะวันนี้แก้มจะรอพี่ขุนนะคะ” แก้มยุ้ยพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริง แต่ก่อนที่เธอจะลงจากรถผมก็คว้าแขนเล็กๆ ไว้จนแก้มยุ้ยหันมาสบตากับผมด้วยแววตาที่สงสัย
“อย่าเข้าใกล้มุกมาก”
“แก้มรู้ค่ะ แก้มเข้าใกล้พี่ขุนของแก้มแค่คนเดียวพอ เนาะ” ผมมองแก้มยุ้ยที่รับปากผมก่อนจะลงจากรถเดินตรงเข้าไปในโรงเรียนหญิงล้วน ไม่วายหันมาโบกมือให้ผมด้วย
“เฮ้อ... ไอ้ขุน มึงจะหักห้ามใจตัวเองได้ไหมเนี่ย?” อันที่จริงผมเองก็ไม่อยากจะรู้สึกอะไรแบบนี้หรอกนะ แต่ว่าแก้มยุ้ยน่ารักเกินกว่าที่ผมจะห้ามใจตัวเองได้ และถ้าห้ามใจตัวเองไม่ได้ คนที่จะเป็นอันตรายคือแก้มยุ้ย ผมรู้ว่าเธอเป็นน้องของผม ถึงจะไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน แต่ผมก็ดูแลแก้มยุ้ยมาตั้งแต่เด็ก อาบน้ำด้วยกัน นอนด้วยกัน กอดหอมกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว แก้มยุ้ยโตเป็นสาวสวยน่ารัก แก้มทำให้หัวใจของผมหวั่นไหวตลอดเวลาที่เราใกล้ชิดกัน แก้มยุ้ยไร้เดียงสาและคิดว่าการใกล้ชิดกับผมอาจจะทำได้เหมือนตอนเด็กๆ แต่ว่ามันไม่ใช่แล้วไง ผมโตขึ้นเป็นผู้ชายเต็มตัวถึงได้พยายามระงับใจตัวเอง ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ ผมเองก็ไม่รู้จะมองหน้าพ่อกับแม่ยังไงติด ท่านสอนให้ผมรักและดูแลแก้มยุ้ยเหมือนกับน้องสาว ใช่ พ่อกับแม่ย้ำเตือนผมเสมอราวกับรับรู้ว่าอนาคตมันอาจจะเปลี่ยนไปอย่างเช่นตอนนี้ ที่มันเริ่มจะทำให้ผมเปลี่ยน
หลังจากไปส่งแก้มยุ้ยที่โรงเรียนผมก็แวะมาที่ห้าง เพราะตั้งแต่กลับมายังไม่ได้ซื้อของอะไรให้เธอเลยก็กะว่าจะซื้อของที่เหมาะกับผู้หญิงอย่างเช่นพวกยางมัดผม กิ๊ฟอะไรประมาณนี้ แต่เพียงแค่ก้าวขาเข้ามาในร้าน บรรดาสาวๆ ที่ยืนเลือกของกันอยู่ก็ต่างพากันจับจ้องผมที่ยืนดูของไปเรื่อยๆ เพราะเลือกไม่เป็น ผมไม่รู้ว่าแก้มยุ้ยชอบแบบไหน แต่รู้ว่าเธอชอบสีชมพูเท่านั้นล่ะ
“พี่ขุนทัพหรือเปล่าคะ?”
“หือ ใช่ครับ... เธอ” ผมหันไปตามเสียงเรียกก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจนิดหน่อย ผู้หญิงตรงหน้าผมเป็นผู้หญิงที่สวยมาก เธอมีผมสีดำยาว ใบหน้าเรียวสวย ดวงตากลมโต สวมชุดเดรสสีน้ำเงินสั้นเกาะอก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสวยมากจริงๆ สวยจนคนในนี้ต่างพากันจับจ้อง ไม่จับจ้องได้ไงในเมื่อเธอคนนี้ดังมากในเรื่องถ่ายแบบชุดชั้นในหญิง ด้วยรูปร่างที่เอวเอส ทรวงอกที่ใหญ่ตูมจนล้น
“พี่ขุนทัพจริงๆ ด้วย”
“เธอคือ ‘นารา’ ใช่ไหม?”
“ดีใจจังที่พี่จำนาราได้” รอยยิ้มสวยปรากฏที่ริมฝีปากอวบอิ่ม แต่ผมกลับไม่ยิ้มอะไรเพียงแต่เธอก็ช่วยเลือกของให้ผมที่จะซื้อให้กับแก้มยุ้ย ก่อนที่เราสองคนจะมานั่งคุยกันที่ร้านกาแฟในห้าง นารายกกาแฟขึ้นจิบและมองผมด้วยรอยยิ้ม เพราะเธอเป็นคนที่ยิ้มเก่งมาก
“เธอหายไป พี่เลยจำไม่ได้”
“นาราเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศค่ะ พอดีมีงานถ่ายแบบที่ชิคาโก้ก็เลยอยู่นานเลย”
“แล้วเธอแต่งงานกับ...?”
“ไม่ได้แต่งค่ะ เป็นโชคดีของนาราที่ไม่ได้แต่งงานกับคนแบบนั้น เพราะเขามีภรรยาอยู่แล้ว” ผมมองสบตากับนาราที่ยิ้มเจื่อนๆ มาให้ผม ใบหน้าสวยดูไม่สดใสทันทีที่ผมพูดเรื่องนี้
“กลับมาแบบนี้พ่อกับแม่เธอไม่ว่าเหรอ”
“ก็ว่าสิคะ กำลังหาเหยื่อรายใหม่ให้นาราอยู่”
“ทำไมเธอถึงไม่บอกท่านล่ะ ทำไมล่ะนารา?”
“พี่ขุน ครอบครัวนาราเหมือนยืนอยู่บนปากเหว พ่อกับแม่พยายามขายนารามาตลอด พี่คิดว่านาราจะหนีพ้นเหรอ?” นาราถอนหายใจออกมา อันที่จริงเรื่องของนารามันซับซ้อนมาก เธอเป็นรุ่นน้องของผมที่เรียนมหาลัยเดียวกัน นารารุ่นเดียวกับแม็กแต่น่าจะไม่เคยเจอกันหรอก ฝ่ามือของผมเลื่อนไปกอบกุมมือของเธอจนใบหน้าสวยสบตากับผม
“เข้มแข็งนะ มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอก”
“ไม่หรอกค่ะ พี่ช่วยนารามามากแล้ว มากจนตัวพี่เองเกือบจะโดนทำร้ายปางตาย”
“ช่างเรื่องนั้นเหอะ พี่ลืมมันไปแล้ว”
“แต่นาราก็ยังรู้สึกผิดกับพี่และก็...” ผมมองใบหน้าสวยที่ชะงักและหยุดพูดไปดื้อๆ จนผมเข้าใจดีว่าเธอไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก นาราส่งยิ้มให้กับผมราวกับว่าตัวเองเข้มแข็งมาก แต่ความจริงแล้วนาราไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่ใครต่อใครเห็น เธออ่อนแอมาเสมอล่ะ
“ว่าแต่พี่ซื้อของพวกนี้ไปให้ใครเหรอ มีแฟนแล้วเหรอคะ?”
“เปล่า น้องสาวพี่”
“อ่อ น้องสาวบุญธรรมที่พี่เคยเล่าให้ฟัง”
“ใช่ ตอนนี้พี่กลับบ้านไปดูแลครอบครัวแล้วล่ะ ตอนนี้ดูแลที่ผับอย่างเดียว ส่วนที่โมเดลิ่งก็ไม่ได้เข้าไปแล้ว” นาราเคยเป็นเด็กในสังกัดของบริษัทผม แต่ว่าตอนนี้เธอดังไปทางเมืองนอกมากกว่าก็เลยได้เซ็นกับแบรนด์ดังของต่างประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร ถึงยังไงนายแบบ-นางแบบที่บริษัทของผมก็ดังมากอยู่แล้ว
“พี่ยังใช้เบอร์เดิมนะนารา มีอะไรเดือดร้อนโทรหาพี่ได้เสมอ”
“บอกแล้วไงคะว่าไม่อยากรบกวนพี่ไปมากกว่านี้แล้ว”
“โทรมาหา โทรมาคุยไม่ได้หรือไง?”
“ฮ่าๆ โอเคค่ะ ได้เลย นาราจะโทรไป และอาจจะไปหาด้วย” แค่ผมเห็นเธอยิ้มได้มันก็โล่งใจแล้วล่ะ นารามีชีวิตที่รันทดมากๆ ทั้งเรื่องครอบครัวและเรื่องของความรัก ผมกับเธอแยกย้ายกันก่อนที่ผมจะดูนาฬิกาที่ข้อมือก็ว่าจะเข้าไปตรวจผับสักหน่อย เพราะว่าวันนี้ผมมีนัดกับน้องสาวที่น่ารักนี่นา
<br/><strong>-KAMYUI TALK-</strong>
“แก้ม วันนี้ไปร้องเกะกันปะ?”
“ไม่อะ วันนี้พี่ขุนจะมารับแก้มไปกินข้าวด้วยกัน”
“จริงอะ แต่วันนี้รุ่นพี่โรงเรียนกีฬาที่ชื่อบาส ที่แก้มเล็งไว้อะไปด้วยนะ”
“แต่แก้มจะกลับกับพี่ขุน เรื่องพี่บาสใครอยากได้ก็เอาไปสิ แก้มไม่สนหรอก” ฉันส่ายหน้าไปมาให้กับเพื่อนร่วมห้องที่ชวนไปร้องเพลงด้วย แต่ทว่าฉันกลับปฏิเสธเพราะว่าฉันไม่อยากไป เหตุผลเดียวคือพี่ขุนพี่ชายที่แสนดีของฉัน ‘แก้มยุ้ย’ คือชื่อของฉันเอง ฉันเป็นเด็กกำพร้าที่ได้รับอุปการะจากคุณพ่อกับคุณแม่ของพี่ขุน ท่านทั้งสองรักฉันเหมือนกับลูกสาวคนหนึ่ง ฉันรู้สึกดีใจที่โชคชะตาทำให้ฉันได้มาอยู่กับครอบครัวชนะศึก ที่สำคัญฉันได้เป็นน้องสาวของพี่ขุน ผู้ชายที่ทำให้ฉันรู้สึกหวั่นไหวตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเจอกัน ตอนนั้นบอกตามตรงว่าฉันดีใจมากที่ได้มีพี่ชาย แต่พอนานวันเข้า ฉันเริ่มโตขึ้น พี่ขุนเริ่มโตขึ้น ความเอาใจใส่ดูแลของพี่ขุนทำให้ฉันประทับใจในตัวของเขาอย่างบอกไม่ถูก พูดได้เต็มปากเลยว่าฉันรักพี่ขุนมาก รักมากกว่าชีวิตของฉัน ถึงแม้ว่าเรื่องของฉันกับพี่ขุนมันจะไม่มีวันเป็นไปได้ก็ตามที ฉันถูกสอนให้รักพี่ขุนแบบพี่ชาย ถูกสอนให้รู้ว่าผู้ชายคนนี้คือพี่ชายของฉัน แต่ว่าตัวฉันกลับไม่คิดแบบนั้น พอยิ่งตอนนี้พี่ขุนมาดูแลฉันแล้ว ความรู้สึกเหล่านั้นมันกลับหายไป เหลือก็แต่ความรู้สึกของผู้หญิงคนหนึ่งที่รักผู้ชายคนหนึ่งสุดหัวใจ ถึงแม้ว่าพี่ขุนจะไม่ได้คิดแบบนั้นกับฉันก็ตาม
“จริงเหรอ? ทำไมล่ะ”
“ก็พี่ขุนพี่ชายแก้มกลับมาแล้ว ไม่อยากโดนดุ”
“ฮ่าๆ ไม่จริงหรอกมั้ง แก้มยุ้ยสาวน้อยในโรงเรียนที่ดูสดใสแต่ออกนอกโรงเรียนทีไร เป็นสาวแซ่บอยู่ตลอด จะมากลัวกับอีแค่พี่ชายตัวเองเนี่ยนะ” เพื่อนสาวของฉันที่ไม่ใช่มุกกับป่านพากันแซวฉัน มันก็จริงอย่างเธอพูด ฉันน่ะในสายตาของอาจารย์ในโรงเรียนและที่บ้าน ฉันจะดูเป็นสาวน้อยไร้เดียงสา แต่ใครจะรู้ว่าตัวตนของฉันจริงๆ ไม่ใช่อย่างที่ทุกคนเห็นสักนิด
“กลัวสิ ไม่อยากโดนพี่ขุนดุ พี่ขุนของแก้มไม่เหมือนใครนะ แก้มก็ต้องฟังสิ”
“ตลกล่ะ คนอย่างแก้มยุ้ยเนี่ยนะจะฟังใคร ไม่น่าเชื่อ? แบบนี้ไม่ลงแดงหรือไง”
“ไม่หรอก แค่ทำตัวให้พี่ขุนสบายใจก่อน เดี๋ยวเรื่องอื่นค่อยว่ากัน... ฉันไม่อยากเก็บกดนาน” และถึงแม้ว่าตัวฉันจะไม่ได้ใสอย่างที่ทุกคนคิด ฉันอาจจะดูเป็นเด็กแก่แดดในสายตาของคนอื่น แต่ฉันก็ไม่ได้มั่วยาเมาเซ็กส์ขนาดนั้น ฉันเคยจูบกับมุกเพราะว่าแค่อยากลองแต่พี่ขุนมาเห็นก็เลยทำให้ฉันต้องรีบทำตัวดีกลบเกลื่อน ขืนพูดไปว่าฉันกับมุกทำแบบนี้กันมาตลอด พี่ขุนอาจจะไม่เชื่อว่าฉันเป็นน้องสาวที่น่ารักของเขาน่ะสิ ตอนนี้ฉันควรทำตัวดี เป็นเด็กดีเชื่อฟังพี่ขุนก่อนดีที่สุด
“กับมุกเนี่ย เลิกกันแล้วเหรอ?”
“เลิกอะไรกันล่ะ แก้มไม่ได้คบกับมุกนะ”
“แต่ก็จูบกันแล้วนี่ แถมยัง... ฮ่าๆ”
“พอเลย ก็แค่ลองเท่านั้นล่ะ ถึงยังไงแก้มก็ยังชอบผู้ชายอยู่ดีนั่นแหละ” ฉันไม่รู้ว่าพี่ขุนพูดอะไรกับมุก แต่ดูเหมือนว่ามุกจะดูห่างฉันมาก แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงนะ
“ถ้าชอบแล้วทำไมไม่ไปกับพวกเราล่ะ พี่บาสเสียใจแย่เลย”
“พี่บาสเสียใจก็ช่างสิ แต่แก้มจะไม่ยอมให้พี่ขุนเสียใจหรอก” ใช่ ใครจะเสียใจฉันไม่สนหรอก ขอแค่พี่ขุนของฉันไม่เสียใจก็พอแล้ว เมื่อถึงเวลาเลิกเรียนฉันก็ได้รับสายจากพี่ขุนว่าจะมาช้าหน่อยเพราะว่างานที่ผับมีปัญหาฉันเลยบอกเขาว่าไม่เป็นไร ทั้งที่เริ่มจะหงุดหงิดแล้วที่พี่ขุนมาช้า ช้าจนโรงเรียนตอนนี้เงียบไปหมด ฉันเดินออกมาจากโต๊ะหินอ่อนในโรงเรียนมายืนที่กำแพงที่มีเก้าอี้นั่ง มองไปตามท้องถนนที่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของพี่ขุนจะมา
“เธอๆ ทำไมมานั่งคนเดียวอะ” ฉันเงยหน้ามองนักเรียนชายต่างโรงเรียนสามคนที่หน้าตาดีกำลังมองฉันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แต่ฉันรู้ว่าพวกเขามาทำไม? เพราะคนที่พูดคือคนที่กำลังตามจีบฉันอยู่ไง
“เรามารอพี่”
“เหรอ แต่นี่ก็เย็นแล้วนะ ไม่ต้องรอหรอกเราไปส่ง”
“ไม่เป็นไร”
“ไม่เอาสิ เราก็ตามจีบเธอมานานแล้วนะ ไปเที่ยวกับเราสักครั้งไม่ได้เหรอ? เธอใจร้ายกับเรามากเลย แม้แต่ชื่อก็ยังไม่ยอมบอกกันเลย” เขาเริ่มจะใช้น้ำเสียงหงุดหงิดกับฉัน อาจจะเพราะอย่างที่เขาพูด เขาตามจีบฉันมานานแต่ฉันไม่เล่นด้วยเพราะว่าเขาไม่ได้อยู่ในสมองของฉันสักนิด ดูเหมือนพวกวัยรุ่นธรรมดาที่ไม่ตั้งใจเรียน อย่างพี่บาสที่ฉันเล็งไว้เขามีดีกรีเป็นถึงนักกีฬาโรงเรียนแถมยังเรียนเก่งด้วย แต่ตรงหน้าฉันอะไม่มีอะไรดีเลยดูก็รู้
“เราบอกว่าไม่ชอบก็คือไม่ชอบนะ”
“เฮ้ เธอทำไมหยิ่งอะ”
“เราเปล่าหยิ่ง แต่เราไม่ได้ชอบนายนี่” ฉันมองสบตากับเขาที่เริ่มจะไม่พอใจที่ฉันพูดตรงๆ ก็ฉันพูดจริงนี่นา และดูเหมือนว่าคำพูดของฉันมันคงจะตรงไปสินะ เขาถึงไม่พอใจคว้าต้นแขนฉันและกระชากไปใกล้ร่างของเขาที่มีกลิ่นบุหรี่เหม็นสุดๆ คนเดียวที่สูบบุหรี่แล้วฉันไม่เหม็นก็มีแต่พี่ขุนนะ คนอื่นฉันไม่ชอบเลย!
“ปล่อยเรานะ!”
“ก็เธอเล่นตัว รู้ว่าเราชอบทำไมต้องปฏิเสธด้วย”
“เราไม่ได้ชอบนายนี่นา ปล่อยเรานะ เราเจ็บ!”
“ไม่ปล่อย ยังไงวันนี้เธอก็ต้องไปกับเรา มา”
“ไม่ ปล่อยเรานะ ไอ้บ้า” เขาฉุดกระชากแขนฉันให้ตามเขาไป ฉันภาวนาขอให้พี่ขุนมาช่วยฉันเร็วๆ เพราะพวกเขามีถึงสามคนและฉันก็สู้อะไรเขาไม่ได้ด้วย แถมตอนนี้บริเวณโรงเรียนก็เงียบราวกับป่าช้า
“เด็กน้อย ปล่อยแขนเธอซะ” จู่ๆ ทุกคนก็หยุดชะงักกับน้ำเสียงแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยพลัง ฉันหันกลับไปมองร่างสูงของชายคนหนึ่งที่ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงอยู่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำผ่าอกจนเห็นอกขาวๆ ไหนจะกางเกงขาเดฟขาดนั่นอีก ใบหน้าหล่อคมดูดุดันจนฉันเองก็ตกใจ สายตาของเขาจับจ้องนายคนนี้จนเขาปล่อยมือและวิ่งหนีไปทันที ฉันลูบแขนตัวเองไปมาและมองเขาที่เดินตรงมาหาฉัน
“ไม่เป็นไรนะ”
“ค่ะ ขอบคุณนะคะที่มาช่วย” เขามองเลยหลังฉันไป แต่ทว่าฉันกลับคุ้นเคยกับใบหน้าของเขามากจนคิดไม่ตกว่าเคยเห็นเขาคนนี้ที่ไหน แต่ก่อนจะนึกขึ้นได้ฉันก็ค่อยๆ เปล่งเสียงออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“พี่... มังกร? ใช่ไหมคะ” ฉันมองสบตากับร่างสูงที่มีรอยสักที่ต้นแขนด้านขวาก่อนจะถึงข้อศอกเป็นรูปมังกรเหมือนกับชื่อของเขา ใบหน้าหล่อคมมีสายตาที่ดุดัน สีหน้าก็เรียบเฉยจนฉันเกิดอาการหวาดหวั่นเล็กน้อย ถ้าขืนทักคนผิดฉันไม่ซวยเหรอเนี่ย? แต่ทว่าสายตาของเขาจับจ้องมองฉันด้วยความสงสัย เบือนหน้าหนีราวกับใช้ความคิดและตวัดสายตามามองฉันอีกครั้ง
“แก้มยุ้ย”
“ชะ ใช่ค่ะ แก้มยุ้ยเอง พี่มังกรเพื่อนพี่ขุนใช่ไหมคะ?” พี่มังกรถอนหายใจก่อนจะพยักหน้ารับ จนฉันยิ้มกว้างกระโดดไปเกาะลำแขนของพี่มังกรที่ก้มหน้ามองฉัน ส่วนสูงของพี่มังกรราวๆ กับความสูงของพี่ขุนทัพเลย
“พี่มังกรหายไปเลย แก้มไม่เจอตั้งนาน พี่ดูดุขึ้นจนแก้มกลัวนะ”
“กลัวทำไม? พี่ไม่ได้ทำอะไรเธอนี่” ฉันยิ้มกว้างให้กับพี่มังกร สายตาของเขาที่ดุดันดูอ่อนลงจนฉันกระพริบตาถี่รัว พี่มังกรขยับตัวออกจากการเกาะกุมของฉัน ก่อนจะดันไหล่ฉันไปติดกับกำแพงโรงเรียนที่ตอนนี้เงียบสงบ ใบหน้าหล่อก้มลงมาจนฉันตกใจใช้มือยันไหล่กว้างที่มันดูแข็งแรงมาก
“น่ารักขึ้น”
“เอ๋? พี่มังกรชมแก้มเหรอ?”
“ไม่ให้ชมเธอ แล้วจะให้พี่ชมใคร ในเมื่อเราอยู่กันสองคน” สายตาของพี่มังกรกวาดไปทั่วใบหน้าของฉัน เขาใช้ปลายนิ้วลากไล้ไปตามแก้มของฉันและเลื่อนมาหยุดที่ริมฝีปาก
“พี่ดูดุจัง แก้มกลัว”
“พี่ดุอะไร ยังไม่ได้ทำอะไรเธอเลยนะ”
“แต่พี่มังกรน่ากลัว” ใช่ พี่มังกรดูน่ากลัวมากกว่าตอนนั้น ตอนที่พี่มังกรมาที่บ้านบ่อยๆ ตอนที่พี่ขุนยังเรียนม.ต้น และมาครั้งสุดท้ายตอนที่พี่ขุนเรียนมหาลัยปีสอง หลังจากนั้นพี่มังกรก็หายไปเลย แต่ฉันจำได้ดีว่าพี่มังกรเป็นยังไงในตอนนั้น เพียงแต่ตอนนี้พี่มังกรแค่ดูดุและนิ่งมากจนฉันแทบหยุดหายใจ
“พี่...”
“แก้ม!” น้ำเสียงที่คุ้นเคยทำให้ฉันหันไปมองพี่ขุนที่กำลังตกใจอยู่ ใช่พี่ขุนตกใจในแบบที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน พี่มังกรผละจากตัวฉันและยืนล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทางที่ไม่เหมือนเดิม จนฉันมึนงงกับเขาทั้งสอง
“ไงไอ้ขุน ไม่เจอกันนานเลยนะ”
“ไอ้กร นี่มึง...” พี่ขุนมองพี่มังกรอย่างตกใจ ราวกับว่าทั้งคู่ไม่ได้เจอกันมานาน ฉันเองก็ตกใจไม่น้อยเหมือนกันนะ พี่มังกรเดินตรงไปเผชิญหน้ากับพี่ขุนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่
“ตกใจมากสินะที่เห็นกู”
“...”
“กูกลับมาแล้วไอ้ขุน กลับมา...” พี่มังกรโน้มใบหน้าลงไปกระซิบที่ใบหูของพี่ขุนแต่ก็ไม่รู้ว่าพี่มังกรพูดอะไร แต่สีหน้าของพี่ขุนดูนิ่งจนฉันกลัวเลย ทำไมเขาสองคนถึงได้ชอบทำหน้าตาน่ากลัวแบบนี้นะ
“พี่กลับก่อนนะแก้ม แล้วเจอกันนะ”
“ค่ะพี่มังกร ขอบคุณที่ช่วยแก้มนะคะ” ฉันยิ้มให้กับพี่มังกรที่เดินสวนพี่ขุนไปขึ้นรถจากัวร์สุดหรูที่ราคาแพงหูฉีกพอๆ กับรถของพี่ขุน ฉันเดินไปหาพี่ขุนก่อนจะมองใบหน้าหล่อที่หันมาสบตากับฉัน
“กลับกันเถอะ”
“แต่พี่ขุนบอกว่าจะพาแก้มไปกินข้าว...”
“พรุ่งนี้แล้วกันนะ วันนี้พี่มีธุระ”
<strong>-KAMYUI TALK END-</strong>
‘กูกลับมาแล้วไอ้ขุน กลับมาเพื่อแก้แค้นมึง’
‘ทุกอย่างที่เป็นของมึง กูจะแย่งมาให้หมด มึงจำไว้!’
ผมกัดเล็บตัวเองขณะที่กำลังคิดเรื่องของของ ‘มังกร’ ใช่ มังกรเพื่อนรักของผม แต่ทำไมเราสองคนถึงได้ดูเหมือนไม่ถูกกัน แหงสิเราสองคนไม่ถูกกันถึงจะเป็นเพื่อนกันมานาน แต่เพราะมีปัญหาบางอย่างทำให้ความเป็นเพื่อนถูกปิดตายลง เหลือก็แต่เป็นศัตรูกันเท่านั้น ผมถอนหายใจออกมาหันไปมองคนข้างกายที่เอาแต่มองออกไปนอกรถ ผมไม่รู้ว่าแก้มยุ้ยเจอกับมันได้ยังไง? แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอกำลังงอนผมอยู่
“แก้มคะ”
“...”
“แก้ม หันมามองพี่ขุนหน่อยเร็ว” ร่างบางยังคงนิ่งไม่สนใจเสียงเรียกของผมสักนิด ดีนะที่รถจอดติดไฟแดงอยู่ แถมไฟแดงยังนานโคตรและรถติดเป็นหางว่าว ทำให้ผมสามารถง้อน้องสาวขี้งอนคนนี้ได้โดยไม่ต้องกังวลว่ารถจะชนหรือเปล่า? แก้มยุ้ยยังคงไม่สนใจจนผมหันไปหยิบของที่ซื้อมาให้เธอ
“พี่ซื้อของมาฝากเราด้วยนะ ไม่สนเหรอ?”
“พี่ขุนขี้โกหก แก้มเกลียด”
“แก้ม...” เธอตวัดสายตามามองผมด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความน้อยใจ แต่ทว่าเรื่องวันนี้ที่เจอกับมังกรมันทำให้ผมรู้สึกไม่อยากไปไหนเลยนอกจากกลับบ้าน กลับไปเพื่อเตรียมตัวรับมือกับมันที่ไม่กลืนคำพูดตัวเอง มันประกาศศึกออกมาแบบนั้น ผมควรจะคิดว่าสิ่งที่มังกรจะทำต่อจากนี้คืออะไร? ปัญหาของผมกับมัน ต่อให้อธิบายมันก็ไม่มีวันฟังผมหรอก ผมถึงต้องรู้ทันทุกอย่างที่มันจะทำไง
“แก้มอุตส่าห์ไม่ไปเที่ยวกับเพื่อนเพราะว่าอยากจะกินข้าวกับพี่ขุน แต่พี่...”
“โอเคคะ พี่ขอโทษนะ”
“ไม่ แก้มไม่ให้อภัย!”
“แล้วจะให้พี่ทำยังไงล่ะคะ?” ผมมองสบตากับแก้มยุ้ยที่มีน้ำตาคลออยู่จนผมสงสาร แต่ตอนนี้บอกตามตรงว่าผมไม่มีอารมณ์จะทำอะไรเลยจริงๆ ตั้งแต่เจอไอ้มังกร แก้มยุ้ยหยิบถุงจากมือผมไปก่อนจะขยับตัวนั่งคุกเข่าบนเบาะโดยหันหน้ามาหาผม เธอโน้มใบหน้าเข้ามาจนผมแทบจะขยับตัวไม่ทัน
“แก้มจะทำอะไร?”
“ถ้าอยากให้แก้มหายโกรธ พี่ขุนต้องหอมแก้ม”
“อะ อ่อได้สิ มาเลย”
“ไม่ใช่แก้มแต่เป็น... ตรงนี้” แก้มยุ้ยยิ้มใสก่อนจะชี้มาที่ริมฝีปากจนผมกลืนน้ำลายลงคอ
“หรือจะตรงนี้แล้วแต่พี่ขุนจะถนัด แต่แก้มอยากให้พี่ขุนถนัดตรงนี้นะ” นิ้วมือเรียวชี้ไปที่ทรวงอกของตัวเอง จนผมกลืนน้ำลายลงคอ ลมหายใจขาดห้วงที่แก้มยุ้ยปลดเนกไทออกปลดกระดุมนักเรียนจนเห็นร่องอกที่ดันล้นออกมาจากชั้นในตัวบาง
“แต่ก่อนพี่ขุนชอบหอมแก้มไปทั่วเลย แบบนี้หอมได้ไหมคะ?”
“เออ”
“งั้นแก้มไม่หายโกรธนะ” น้ำเสียงเล็กกินใจผมเหลือเกิน ให้ตายเหอะ! แม่งจะทนไม่ไหวแล้วนะ ผมสูดลมหายใจเข้าก่อนจะกระชากแก้มยุ้ยมานั่งคร่อมบนตักจนเธอตกใจ รอยยิ้มของผมผุดขึ้นมาพร้อมกับสบตากับแก้มยุ้ยที่ดูตื่นตระหนก
“พะ พี่ขุน”
“ไหน จะให้พี่หอมตรงไหนบ้าง? ถ้าหอมแล้วหายโกรธ จะหอมให้ร้องขอชีวิตเลย แก้มยุ้ย”
