บทที่ 4 LOSE BALANCE+ : CHAPTER 2
LOSE BALANCE+
2
ผมมองสบตากับคนตัวเล็กที่ทำหน้าสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก รอยยิ้มของผมกระตุกขึ้นก่อนจะโน้มใบหน้าจูบประทับไปที่แก้มนุ่นนิ่มที่หอมจนผมต้องหอมย้ำซ้ำๆ
“พะ พี่ขุน...”
“ทำไมคะ? ให้พี่หอมไม่ใช่เหรอถึงจะหายโกรธ”
“แก้มรู้ค่ะ” ใบหน้าหวานก้มต่ำจนผมเห็นนะว่าแก้มสีชมพูขึ้นแดงระเรื่อเพราะความเขินอาย ทีเมื่อกี้ไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย เด็กน้อยของผม แก้มยุ้ยเงยหน้าสบตากับผมพร้อมกับคล้องลำแขนเล็กๆ รอบลำคอแกร่ง รอยยิ้มของเธอปรากฏขึ้นจนผมเลิกคิ้วมองด้วยสีหน้าสงสัย
“งั้นพี่ขุนต้องหอมตามที่แก้มบอกนะ แก้มถึงจะหายโกรธ”
“เอาสิคะ พี่บอกแล้วไงว่าจะหอมแก้มให้ร้องขอชีวิตเลย” ผมยิ้มมุมปากมองสบตากับแววตาที่ไร้เดียงสา แต่แค่แวบเดียวที่ผมเห็นแก้มยุ้ยมีแววตาที่ยั่วยวนยังไงก็ไม่รู้ สงสัยผมคงจะตาฝาด แก้มยุ้ยชี้นิ้วไปที่แก้มตัวเองผมก็โน้มใบหน้าไปหอม นิ้วมือเรียวชี้ไปที่หน้าผาก ตามด้วยปลายคาง กระทั่งเลื่อนลงมาที่ทรวงอกอวบอิ่มที่ดันล้นออกมา ผมลอบกลืนน้ำลายและเงยหน้าสบตากับแก้มยุ้ยที่เอียงคอมองผมด้วยแววตาไร้เดียงสา
“หอมตรงนี้สิคะ แก้มหายโกรธเลย”
“...”
“หรือพี่ขุนไม่อยากหอม งั้นแก้มจะได้งอนพี่ขุนเหมือนเดิม” แก้มยุ้ยทำท่างอแง จนผมถอนหายใจออกมาอย่างอดกลั้น รั้งเอวบางให้แนบชิดกับตัวของผมจนทรวงอกดันแผ่นอกจนล้น ฝ่ามือบางของแก้มยุ้ยดันไหล่ของผมไว้พร้อมกับเอียงใบหน้าหลบผมที่ก้มหน้าลงไปที่ทรวงอกของเธอ กลิ่นหอมๆ ของแก้มยุ้ยทำเอาผมแทบคลั่ง ริมฝีปากของผมบรรจงจูบไปที่ก้อนเนื้อจนเธอสะดุ้ง นิ้วมือเรียวจิกลงกับไหล่ของผมทันที่ลงรอยจูบลงไป ฝ่ามือของผมกระชับเอวบางไว้แน่น พรมจูบไปทั่วจนแก้มยุ้ยโน้มตัวมากดศีรษะของผมให้สูดดมความหอมหวาน
“อื้อ” น้ำเสียงเล็กๆ ดังขึ้นจนผมผละใบหน้าออกมา สบตากับแก้มยุ้ยที่หน้าแดงกร่ำ เธอเลื่อนมือลูบบริเวณแก้มของผม ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาจนริมฝีปากของเราสองคนเกือบจะชิดกันอีกนิดเดียวถ้าไม่...
ปี๊นนนนน...
“ไฟเขียวแล้ว”
“เดี๋ยวแก้มลงจากตักพี่ขุน...”
“ไม่ทันแล้วค่ะ” ผมตะปบแผ่นหลังของแก้มยุ้ยให้กอดผมไว้ และบึ้งรถออกไปทันทีอย่างเร่งรีบ เนื่องจากรถคันหน้าออกตัวไปไกลแล้ว แสดงว่าไฟเขียวนานแล้วสินะ แก้มยุ้ยผละใบหน้าออกจากไหล่ผมพร้อมกับจับจ้องไปด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
“ทำไมตักพี่ขุนแข็งจัง?”
“หือ”
“อะไรไม่รู้มันทิ่มเข้ามาในกระโปรงแก้มอะ แก้ม... แก้มขนลุกไปหมดแล้ว” แก้มยุ้ยทำหน้าเหยเก จนผมกลืนน้ำลายลงคอ หรือว่าขุนทัพที่อยู่ในกางเกงจะพองตัววะเนี่ย? ริมฝีปากของผมกัดกันแน่นไม่รู้จะอธิบายให้แก้มยุ้ยฟังยังไงดี
“เออ คืองี้นะคะแก้ม ของลับพี่ขุนมันตื่นน่ะค่ะ”
“ของลับ? ของลับอะไรของพี่ขุน ทำไมแก้มไม่เคยรู้เลยล่ะว่าพี่ขุนมีของลับด้วย”
“ของลับของพี่ขุนมันเอาให้ใครดูไม่ได้ค่ะ คือยังไงดีวะเนี่ย!” ผมสบถออกมาอย่างหัวเสีย พยายามมองทางข้างหน้าและพยายามข่มใจตัวเอง ภาวนาให้ขุนทัพของผมมันสงบลงสักที มาตื่นอะไรกับน้องสาวตัวเองเนี่ย! ทุเรศจริงๆ เลยไอ้ขุน
“งั้นแก้มขอดูได้ไหมอะ?”
“ไม่ได้!”
“เอ๋? ทำไมต้องตวาดแก้มด้วยล่ะ ไม่ให้ดูแก้มไม่ดูก็ได้” ใบหน้าหวานเบือนหน้าหนีผมทันที สบลงกับไหล่ของผม พลางขยับเอวไปมาเพราะความงอน จนผมขับรถไปไม่เป็นแล้วที่กลางกายของแก้มยุ้ยเสียดสีไปมากับแท่งเนื้อของผม
“กะ แก้มหยุดส่ายสะโพก”
“ไม่หยุด! แก้มงอนพี่ขุนต่อแล้ว!” แก้มยุ้ยขยับมามองหน้าผม พร้อมกับขยับเอวตัวเองอย่างช้าๆ จนผมกัดฟันแน่น เหงื่อออกไปตามใบหน้า ก่อนจะหักรถเลี้ยวเข้าข้างทางจนแก้มยุ้ยตกใจ
“อ้ะ พี่ขุนจอดทำไม?”
“กลับไป... นั่งที่ตัวเอง”
“พี่ขุนเหงื่อออก พี่ขุนเป็นอะไร? แก้มขอโทษนะที่ไม่หยุดขยับสะโพกตามที่พี่ขุนบอก แก้ม...”
“ไปนั่งที่เดิม”
“พี่ขุนโกรธแก้มเหรอ?” ผมไม่พูดอะไร แต่กลับขับรถออกไปทันทีที่แก้มยุ้ยไปนั่งที่ตัวเอง เกือบจะตบะแตกแล้วไงไอ้ขุน!
รถของผมแล่นเข้ามาจอดในบ้าน ลงจากรถและเดินตรงเข้าไปในบ้านโดยไม่ฟังเสียงเรียกของแก้มยุ้ย ผมเดินเข้าห้องตัวเองพลางล็อกเสร็จสัพ เดินเข้าห้องน้ำไปจัดการขุนทัพลับที่กำลังชูชันอยู่ ผมถอนหายใจออกมาถึงแม้ว่าจะเคยช่วยตัวเองหลายครั้งเวลาเกิดอารมณ์แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน ผมดันมีอารมณ์กับแก้มยุ้ย ซึ่งมันไม่สมควรเลยสักนิด ผมเงยหน้ามองเพดาน ฝ่ามือหนาก็รูดแท่งกายตัวเองแต่ทว่าใบหน้าของแก้มยุ้ยดันโผล่ขึ้นมาจนผมส่ายหน้า พร้อมกับความสำเร็จที่ได้ปลดปล่อย หลังจากนั้นผมก็อาบน้ำแต่งตัวเพราะวันนี้ต้องเข้าผับ เปิดประตูห้องออกมากก็เห็นแก้มยุ้ยที่ยืนรอผมอยู่
“พี่ขุน แก้ม...”
“ไปอาบน้ำ กินข้าว ทำการบ้านซะ พี่ต้องไปทำงาน”
หมับ
“พี่ขุนอย่าโกรธแก้มเลยนะคะ แก้มขอโทษ” ร่างเล็กสวมกอดผมจากด้านหลัง แขนเล็กๆ กอดรัดเอวผมไว้แน่นไม่ยอมให้ไปไหนจนผมหลับตาลง พลิกตัวหันไปมองแก้มยุ้ยที่น้ำตาคลออยู่ เธอยกมือเช็ดน้ำตัวเองจนผมต้องเอื้อมมือไปแก้มเธอไว้
“พี่ไม่เคยโกรธแก้มนะคะ”
“ฮึก แต่พี่ขุนเมินแก้มนี่นา”
“พี่เปล่าเมินนะคะ แก้มคิดมากไปแล้ว” ผมยิ้มให้คนตัวเล็ก เพื่อให้เธอสบายใจ พลางลูบศีรษะของแก้มยุ้ยที่เงยหน้าสบตากับผม
“จริงๆ นะคะ”
“อืม พี่ไม่ได้โกรธแก้ม สิ่งที่พี่บอกพี่แค่อยากให้แก้มทำตาม ตอนนี้ดึกมากแล้ว แก้มควรอาบน้ำและก็อ่านหนังสือเตรียมตัวนอน”
“แต่พรุ่งนี้โรงเรียนหยุดนะคะ แก้มก็ไม่มีการบ้านด้วย”
“แล้วยังไงคะ?”
“แก้มขอไปกับพี่ขุนด้วยได้ไหม?” ผมหน้าชาทันทีที่แก้มยุ้ยอยากจะไปผับกับผม เออ ผมควรทำยังไง? ผับผมเนี่ยห้ามเด็กต่ำกว่า 18 ปี เข้าผับด้วยนะถึงแก้มยุ้ยจะอายุเข้าเกณฑ์แล้วก็ตาม และเจ้าของอย่างผมจะทำผิดเองงั้นเหรอ? แม้ว่าแก้มยุ้ยจะเป็นน้องสาวของผมก็ตามที ผมถอนหายใจออกมาพร้อมกับเสยผมตัวเองขึ้น มองสบตากับแก้มยุ้ยที่มองผมอย่างไร้เดียงสา
“แก้มเหงานะคะ อยู่กับคุณแม่ก็ไม่ค่อยได้ไปไหน บางทีคุณแม่ไปสังสรรค์แก้มก็อยู่คนเดียวมาตลอด” แก้มยุ้ยก้มหน้าลงจนทำให้ผมรู้สึกผิดโคตรๆ ที่ทิ้งน้องไปสำเริงสำราญอยู่คนเดียว ผมหลับตาลงพลางคิดเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนจะตัดสินใจในสิ่งที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ
“ก็ได้ค่ะ”
“เย้ จริงนะคะพี่ขุน! พี่ขุนให้แก้มไปด้วยจริงๆ นะคะ”
“ค่ะ แต่ว่าแก้มจะต้องแต่งตัวให้สมวัย ห้ามแต่งตัวโป๊ๆ แบบนั้นพี่ขุนไม่ให้ไปแน่นอน”
“ได้ค่ะ แก้มขอไปเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ แก้มรักพี่ขุนที่สุดเลย จุ๊บ!” ริมฝีปากอุ่นของแก้มยุ้ยโน้มขึ้นมาแตะที่แก้มซ้ายของผม ก่อนที่ยัยตัวเล็กจะเดินเข้าห้องตัวเองไปอย่างตื่นเต้น ผมพ่นลมออกจากปากพลางเดินลงไปรอแก้มยุ้ยที่โซฟาด้านล่าง ผมมองไปรอบบ้านก็พบแต่ความเงียบ จริงอย่างที่แก้มยุ้ยว่าถ้าเกิดผมไม่ได้กลับมาอยู่ที่นี่ แม่กับพ่อผมไม่อยู่แบบนี้ แก้มยุ้ยก็คงจะเหงาเป็นของธรรมดา และเด็กรุ่นนี้ด้วยไม่หนีเที่ยวก็ดีแค่ไหนแล้ว ภายในบ้านที่ใหญ่โตมีแต่คนใช้และคนสวนไม่กี่คนเท่านั้น ขนาดผมมาที่นี่ผมยังสัมผัสได้เลยว่าที่นี่มันช่างเหงามากจริงๆ แล้วแก้มยุ้ยล่ะ จะไม่เหงาเหรอ? เป็นไปไม่ได้หรอก
“แก้มมาแล้วค่ะพี่ขุน” ผมลุกขึ้นยืนมองร่างบางที่เดินมาหยุดตรงหน้าผม แก้มยุ้ยแต่งตัวได้น่ารักมากจนผมอึ้งไปเลย เธอสวมชุดเอี๊ยมยีนส์กางเกงขาสั้นและเสื้อกล้ามสีขาวตัวเล็ก ผมยาวๆ ก็มัดแกะทั้งสองข้างปล่อยหน้าม้าที่จัดทรงอย่างน่ารัก สะพายกระเป๋าใบหรูแต่งหน้าอ่อนๆ จนผมนิ่งไป
“พี่ขุน เป็นอะไรเหรอ? แก้มแต่งตัวไม่เหมาะเหรอคะ?”
“ปะ เปล่า... น่ารักมาก” แก้มยุ้ยสบตากับผม พร้อมกับแก้มป่องๆ จะแดงระเรื่อ เธอเบือหน้าหนีผมยกมือเกาแก้มตัวเอง จนผมหันหลังเดินออกจากบ้านไป ทำไมเห็นแก้มยุ้ยแล้วใจเต้นแบบนี้วะไอ้ขุน! แม่งเป็นอะไรของกูวะเนี่ย
หลังจากที่เราสองคนเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว ผมก็ขับรถพาแก้มยุ้ยมาถึงที่ผับของผม ตอนนี้เป็นเวลาที่นักท่องเที่ยวเริ่มจะเยอะแล้วด้วย ผมลงจากรถก่อนจะหันไปมองแก้มยุ้ยที่มองผับของผมด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ผับพี่ขุนเหรอคะ ใหญ่จังเลย ใหญ่กว่าที่แก้มเคย...”
“เคย? เคยอะไรเหรอคะ”
“เออ ใหญ่กว่าที่แก้มเคยเห็นในทีวีอีกน่ะค่ะ แก้มจะพูดแบบนี้ แหะๆ” ใบหน้าหวานหัวเราะกลบเกลื่อนแต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร เดินไปคว้ามือของแก้มไว้และพาเดินตรงไปที่ประตูผับ การ์ดสองคนมองผมอย่างมึนงง
“คุณขุนทัพพาเด็กมาเต๊าะเหรอครับ?”
“เต๊าะป้ามึงสิ! น้องสาวกู ชื่อแก้มยุ้ย”
“อะ เออขอโทษนะครับ” ผมส่ายหน้าไปมาก่อนจะตบหัวมันอย่างแรงจนแก้มยุ้ยขำ เราสองคนตรงเข้ามาในผับที่ตอนนี้นักท่องเที่ยวกำลังระเริงกับเสียงเพลง แสงไฟและแอลกอฮอล์ ผมหันไปมองแก้มยุ้ยที่มองไปรอบๆ อย่างตื่นเต้น จนผมเดินพาเธออ้อมไปที่หน้าเคาน์เตอร์และพาร่างบางเข้าไปในห้องทำงานของผมที่มีทั้งเตียงนอนที่อยู่อีกประตูหนึ่ง และโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่ แก้มยุ้ยเดินไปนั่งโซฟาในขณะที่ผมเดินไปนั่งดูเอกสาร
“อาจจะน่าเบื่อนะคะ”
“ไม่เบื่อหรอกค่ะ แค่แก้มได้มองหน้าพี่ขุนก็ไม่เบื่อแล้วล่ะ” แก้มยุ้ยเท้าคางมองผมอย่างยิ้มๆ ก่อนจะหยิบมือถือออกมาเสียบหูฟังและเปิดเล่นไปด้วย ผมลอบมองร่างเล็กที่กำลังยิ้มให้กับหน้าจอมือถือกระทั่งเธอหันมาสบตากับผม
“พี่ขุนมองแก้ม”
“เออ...”
“มองทำไมเหรอคะ? แก้มมีอะไรผิดปกติเหรอ” ผมส่ายหน้าไปมาและก้มทำงานของตัวเองต่อ ไหงถึงได้จ้องน้องตัวเองราวกับกลืนกินแบบนั้นวะไอ้ขุน!
“เฮีย!”
“มีอะไรสัด?” จริงๆ มันชื่อซัส คือน้องคนสนิทของผมที่ไว้ใจให้ดูแลร้านในตอนที่ผมดูแลบริษัท มันเป็นคนที่หล่อใสอายุก็แค่ยี่สิบต้นๆ แต่มาทำงานกับผมเพราะว่าไม่อยากเรียนต่อ ทำงานกับผมจนมีเงินเก็บเยอะมาก มันทำงานกับผมมาตั้งแต่อายุแค่สิบเจ็ด ผมถึงได้ไว้ใจมันไง ซัสมีส่วนสูงเท่ากับผม มีใบหน้าหล่อเหลาตามที่ผู้หญิงชอบ แต่นิสัยมันโคตรเลวเลยถ้าไม่รู้จักมันจริงๆ ฟันผู้หญิงแล้วทิ้งมาเยอะ มันเดินเอาเอกสารมาให้ผมก่อนจะเสยผมตัวเองที่ยาวปะบ่าสีดำแดงขึ้นไป
“ผมชื่อซัส เฮียช่วยเรียกดีๆ”
“เหรอ ทีมึงยังเคยเรียกกูว่าเห้เลย”
“ก็คำว่าเฮียกับคำว่าเห้ มันคล้ายกันนี่หว่า ผมก็สับสนเป็นปะวะเห้ เอ้ย เฮีย!”
“กวนตีนไงมึง”
“คิคิ”
“หัวเราะอะไรพี่คะ?”
“หัวเราะพี่ขุนนั่นแหละ มีชื่อเรียกใหม่ก็ไม่บอกนะคะ”
“ใครอะ? เด็กเอามาตั้มเหรอ”
“ไม่ใช่เว้ยไอ้ซัส! น้องกู” ผมลุกขึ้นยืนจนไอ้ซัสยักไหล่และหันไปโค้งศีรษะให้กับแก้มยุ้ยก่อนจะเดินออกไป มันรู้อยู่แล้วไงว่าแก้มยุ้ยคือน้องสาวของผม แก้มยุ้ยสบตากับผมพร้อมกับหัวเราะไปด้วย
“ตลกดีนะคะ”
“ไม่ฟังคำหยาบแล้วเก็บไปพูดนะคะ ไม่ดี”
“แก้มรู้แล้วล่ะค่ะ” แก้มยุ้ยส่งยิ้มให้ จนผมโทรสั่งให้พนักงานเอาน้ำส้มมาให้แก้มยุ้ยพร้อมกับขนมเค้กเกือบทุกรสชาติมาให้
“ว้าว เค้กน่าทานจังเลยคะ”
“พี่สั่งให้แก้มเองล่ะชอบก็กินเยอะๆ นะคะ” ผมมองแก้มยุ้ยที่ตักเค้กกินด้วยสีหน้าอิ่มเอม ส่วนผมก็นั่งเช็คบัญชีของผับ กระทั่งประตูเปิดขึ้นโดยมีพนักงานของผมที่ทำหน้าตาตื่นอยู่
“มึงมีอะไร?”
“ข้างนอกมีเรื่องกันครับ”
“แล้วไอ้ซัสล่ะ?”
“คุณซัสพาสาวไปแล้วครับ”
“ไอ้เวร! พอกูมาทีไรทิ้งร้านทุกที... แก้มเดี๋ยวรอพี่ที่นี่ก่อนนะ ห้ามออกไปไหนล่ะ?”
“ค่ะ” แก้มยุ้ยพยักหน้ารับโดยมีครีมเค้กติดอยู่ที่ข้างปาก ผมโน้มตัวยื่นนิ้วโป้งไปเช็ดครีมเค้กให้เธอที่กำลังอึ้งอยู่ ผมชูมือให้แก้มยุ้ยดูจนเธอเขินหน้าแดง ผมไม่รอช้าที่จะเดินตามพนักงานไป ตอนนี้ผมเดินแหวกผู้คนไปหาคนที่มีเรื่องแต่พบว่าเป็นเพียงแผ่นหลังของผู้หญิงคนหนึ่งที่แต่งตัวเซ็กซี่มาก ผมเดินไปคว้าแขนเธอไว้พร้อมกับสั่งให้พนักงานคุมตัวผู้ชายที่ยืนจ้องหน้าเธออยู่
“เฮ้เธอมีเรื่อง...!”
“พี่ขุน”
“นารา?” ผมมองใบหน้าสวยที่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะมองไปที่แก้มบางก็พบว่าเป็นรอยแดง คิ้วทั้งสองของผมขมวดเข้าหากันและเบนสายตาไปมองผู้ชายคนนั้นด้วยสีหน้านิ่งเฉย
“มึงมีเรื่องในผับกู?”
“เออ! ก็อีนี่มันตบกูก่อน”
“เหรอ? นายหรือเปล่าที่จับก้นฉัน ที่สำคัญพูดจาหยาบคาย ฉันไม่ใช่อีตัวนะ!”
“เหอะไม่ใช่อีตัว ก็เหมือนล่ะวะ แต่งตัวแบบนี้ฉันก็คิดว่าใช่น่ะสิ”
ผัวะ!
ผมผลักนาราไปด้านหลังและซัดหมัดไปที่หน้าของมันจนล้มลงไป นักท่องเที่ยวที่นี่ต่างรู้กฎของที่นี่ดีและรู้จักผมดีด้วย แต่มันน่าจะไม่รู้ ผมเดินไปกระชากคอเสื้อมันขึ้นมาก่อนจะโยนให้กับการ์ดที่ยืนรออยู่
“มึงไม่รู้จักอ่านกฎของที่นี่ให้ดีก่อนเข้ามานะ และกูก็ไม่ชอบที่มึงมาดูถูกผู้หญิงแบบนี้”
“...”
“พาแม่งไปจัดการ อย่าให้มาเหยียบที่ผับของกูอีก! ถ้ากูเห็นไม่ได้ตายดีแน่”
“ครับคุณขุนทัพ” การ์ดของผมลากมันออกไปทันที โดยที่ผมคงใบหน้าเรียบนิ่งเอาไว้ จับจ้องแขกที่พากันหลบสายตาของผม ปกติผมจะไม่เข้าโหมดนี้นะถ้าไม่มีเรื่องมาสะกิดให้ต้องทำ
“สนุกกันต่อ มึงเปิดเพลง... นาราไปกับพี่”
“พี่ขุน เดี๋ยวสินาราไม่เป็นอะไร เพื่อนนารารออยู่” ผมไม่ฟังนาราแต่กลับจูงมือเธอเข้าไปในห้อง แก้มยุ้ยที่เห็นผมก็ยิ้มกว้างแต่ก็หุบยิ้มทันทีที่มองนาราและมองเลื่อนต่ำมาที่มือของผมกำลังกุมมือนาราอยู่ สีหน้าของแก้มยุ้ยนิ่งไปทันทีจนผมมึนงง
“ใครคะ?”
“อ่อ นาราเป็นรุ่นน้องพี่ที่มหาลัย นารานี่น้องสาวพี่คนที่พี่ซื้อของไปให้ แล้วเราเลือกให้ไงชื่อแก้มยุ้ย”
“เอ๋? น้องสาวพี่ขุนเหรอคะ น่ารักจังเลย... สวัสดีจ้ะแก้มยุ้ย พี่ชื่อนารานะ” แก้มยุ้ยมองสบตากับผมและเบือนหน้าหนีนาราที่หุบยิ้มไปทันทีกับท่าทางที่เมินเฉยต่อนารา
“แก้มคะ ทำไมทำแบบนี้ ไม่น่ารักเลยนะ” ผมเอ็ดแก้มยุ้ยที่กอดอกหันมามองผม ใบหน้าหวานงอเป็นหลังกุ้ง พอโดนผมเอ็ดไปก็เลยยกมือไหว้นาราด้วยท่าทีลวกๆ
“เออ อย่าเอ็ดน้องเลยค่ะพี่ขุน”
“นั่งก่อนสิ พี่มีเรื่องจะคุยกับเราด้วย” นาราพยักหน้ารับและเดินไปนั่งที่โต๊ะตรงข้ามกับผม ส่วนแก้มยุ้ยก็นั่งลงที่โซฟา เธอมองผมด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างมาก ซึ่งผมไม่รู้ด้วยว่าน้องสาวตัวน้อยเป็นอะไร? แต่ก็ปล่อยไปก่อน มองสบตากับนาราที่บริเวณแก้มเป็นรอยแดงคล้ายโดนตบ
“มันทำอะไร?”
“ก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เขาจับก้นนาราและก็ถามราคาที่จะไปคืนนี้ด้วย... เขาคิดว่านาราเป็นอีตัว”
“พี่ไม่ชอบเลยนะ และยิ่งเป็นคนที่พี่รู้จักด้วยแล้ว”
“แต่พี่ขุนไม่น่าสั่งให้คนของพี่จัดการเขานะคะ เดี๋ยวจะมีเรื่องเปล่าๆ นาราไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้พี่อีก”
“ที่นี่ผับของพี่ มีกฎระเบียบทุกอย่าง มันสมควรแล้วที่โดนแบบนั้น พี่ไม่สนกับอีแค่นักเที่ยวกากๆ หรอกนะ” ผมพิงเก้าอี้มองสบตากับนาราที่ยิ้มขำ นานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้เห็นเธอยิ้ม ตั้งแต่ครั้งนั้น... นาราสบตากับผมที่จับจ้องเธออยู่
“แค่กๆ”
“แก้ม เป็นอะไรคะ?”
“เค้กติดคอค่ะ แค่กๆ” แก้มยุ้ยไอออกมาด้วยสีหน้าที่แดงไปหมด ผมลุกจากเก้าอี้ไปนั่งข้างเธอ พลางลูบแผ่นหลังให้แก้มยุ้ยที่ยังคงไออยู่
“กินเร็วไปน่ะสิ ค่อยๆ กินสิคะ”
“แก้มขอโทษ ก็พี่ขุนอุตส่าห์สั่งมาให้ แก้มก็อยากกินให้หมดนี่นา” ใบหน้าหวานมองผมพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา เนื่องจากการไออย่างรุนแรง ผมส่ายหน้าไปมาและเช็ดน้ำตาให้คนตัวเล็ก
“อย่าฝืนสิคะ ฝืนแล้วก็เป็นแบบนี้อะ”
“ของพี่ขุน แก้มก็อยากกินทั้งนั้นล่ะ ฝืนแค่ไหนก็อยากกิน” แก้มยุ้ยเอนศีรษะมาซบกับอกของผม สายตาของผมหันไปมองนาราที่ลุกขึ้นอย่างยิ้มๆ
“นาราขอตัวก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเพื่อนจะรอ”
“ระวังตัวด้วยนะ พี่เป็นห่วง”
“ขอบคุณค่ะ พี่ไปก่อนนะแก้มยุ้ย”
“ค่ะ” นาราเดินออกจากห้อง มีผมที่มองตามอย่างเป็นห่วง นารามักจะโดนแบบนี้มาเสมอล่ะตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงตอนนี้ อาจจะเพราะงานที่เธอทำมันทำให้รูปลักษณ์ของเธอดูไม่ดีไปด้วย
“เป็นห่วงมากขนาดนั้นเลยเหรอคะ?”
“หืม”
“กับพี่นารา เป็นห่วงขนาดนั้นเชียว”
“แล้วทำไมเราจะต้องใช้เสียงแข็งๆ กับหน้าตาที่ดูหงุดหงิดแบบนี้ด้วยล่ะคะ”
“แก้มไม่ชอบไง” แก้มยุ้ยผละจากกอดของผม เธอกำลังหงุดหงิดอะไรกัน ปกติแก้มไม่เคยเป็นแบบนี้นี่นา ผมเองก็งงใจตัวเองเหมือนกันที่เจอโหมดนี้ของแก้มยุ้ย
“ไม่ชอบอะไรคะ พี่ทำอะไรให้?”
“พี่ขุนดูห่วงพี่นาราออกนอกหน้า แก้มไม่ชอบให้พี่ขุนห่วงใครทั้งนั้นนอกจากแก้ม”
“เฮ้อ ไม่งี่เง่าสิคะ ทำไมน้องสาวพี่ถึงได้งี่เง่าแบบนี้ล่ะ” ผมยกมือไปลูบศีรษะของแก้มยุ้ย แต่เธอก็ปัดมือผมออกไปจนผมอึ้ง แก้มยุ้ยดูจะโกรธจริงจนผมมึนงง
“โกรธอะไรพี่คะเนี่ย”
“โกรธที่พี่ขุนเห็นคนอื่นสำคัญกว่าแก้มไง!”
“แต่นาราโดนทำร้ายมานะคะ พี่ก็ต้องเป็นห่วงสิ พี่รู้จักกับนารามานานนะ”
“แล้วกับแก้มรู้จักมานานหรือเปล่าคะ? พี่ขุนรู้จักกับแก้มมาตลอดชีวิตแล้วนะคะ” ยิ่งพูดแก้มยุ้ยก็ยิ่งออกทะเลไปเยอะจนผมกุมขมับ ผมมองใบหน้าหวานที่ทำหน้าบูดก่อนจะเอื้อมมือไปดึงยางรัดผมที่มัดแกะทั้งสองข้างออกมาคืนให้ผม
“เอาไป ของที่พี่ขุนไม่ได้เลือกแก้มจะไม่ใช้มัน!”
“แก้ม ทำไมเราถึงงี่เง่าแบบนี้ล่ะ”
“แก้มเปล่างี่เง่า แก้มแค่ไม่ชอบที่เห็นพี่ขุนมองพี่นารา ห่วงใยพี่นาราทั้งๆ ที่แก้มก็นั่งอยู่”
“...”
“แก้มหวงพี่ขุน ไม่อยากให้พี่ขุนยุ่งกับผู้หญิงที่ไหน พี่ขุนเป็นของแก้มนะ!” แก้มยุ้ยลุกขึ้นจะเดินหนีผมไปแต่ทว่าผมก็คว้าแขนเธอไว้ แต่เป็นเพราะว่าแก้มยุ้ยสะบัดแขนทำให้ผมเซล้มลงโดยมีร่างของแก้มยุ้ยทาบทับร่างของผมที่นอนอยู่บนโซฟา ใบหน้าของเราสองคนชนกันจนรับรู้ถึงลมหายใจที่รดกันไปมา สายตาของแก้มยุ้ยจับจ้องสายตาของผม ริมฝีปากของผมเลื่อนขึ้นไปที่แก้มนุ่มนิ่มและกดจูบลงไปจนใบหน้าหวานเอนหนี
“หายงอนพี่นะคะ ให้พี่ทำอะไรก็ได้ ยอมทุกอย่างเลย”
“จริงนะคะ” ทำไมน้ำเสียงมันแตกต่างจากเมื่อกี้เลยวะ แก้มยุ้ยจากที่ทำหน้าบึ้งตึงกับผม ตอนนี้เธอกำลังส่งยิ้มมาให้จนผมคิดผิดหรือเปล่าที่โพลงคำพูดออกไปแบบนั้น เธอยกนิ้วมือเกี่ยวเส้นผมตัวเองทัดใบหู
“เรามีเรื่องที่ค้างคากันอยู่นะคะ”
“ค้างคา? เรื่องอะไรคะ”
“ของลับของพี่ขุน”
“!”
“ให้แก้มดูนะ แก้มอยากเห็นของลับของพี่ขุน” ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ กูควรทำยังไงดีเนี่ย! ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ทำไมจะต้องขอดูอะไรแบบนี้ด้วยวะเนี่ย ตอนมันสงบก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าแก้มยุ้ยมาขอดูแบบนี้ กลัวแม่งจะตื่นแล้วกล่อมให้สงบไม่ได้นี่สิ!
“สัญญากับแก้มแล้วไม่ใช่เหรอ ยอมทุกอย่างเลยถ้าจะทำให้แก้มหายงอน พี่ขุนอย่ากลืนคำพูดตัวเองนะ”
“เออ พี่ว่าให้พี่ทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าเหรอ? อย่างเช่น หอมแก้ม หรือพาไปกินข้าว”
“ไม่เอา แก้มจะเอาของลับพี่ขุนมาดู”
“แก้ม...” แก้มยุ้ยลุกขึ้นนั่งโดยมีผมที่นั่งเกาหัวตัวเองอยู่ เอาไงดีวะเนี่ย! จะมาทุเรศเปิดของลับให้น้องดูไม่ได้นะเว้ยไอ้ขุน มึงจะอุบาทว์เกินไปแล้ว แค่หวั่นไหวกับน้องตัวเองก็เลวพอแล้วนะ นี่ยังจะหน้าด้านเปิดของตัวเองให้น้องดูแบบนี้ไม่ได้นะเว้ยเฮ้ย! ริมฝีปากของผมเม้มเข้าหากัน ก่อนที่ความคิดบางอย่างจะแล่นเข้ามา สบตากับแก้มยุ้ยที่นั่งยิ้มให้ผมอยู่
“เอาสิ พี่เปิดให้ดูก็ได้ อยากดูนักพี่จัดให้”
