บทที่ 13 Suspicious Behavior: เริ่มงาน บานปลาย กลายพันธุ์ - 8
Suspicious Behavior: เริ่มงาน บานปลาย กลายพันธุ์ - 8
“อุ๊ยแม่หนูนั่นหน้าเหมือนเลขาเราเลยนะ ใช่แน่ๆ พอถอดชุดลูกหมีออกก็ดูน่ารักไปอีกแบบหนึ่งนะคาร์รีม” นาตาลีชมเมื่อเห็นร่างเล็กในชุดกางเกงขาสามส่วนกับเสื้อยืดตัวเล็กลายน่ารักๆ นั่น และมองปราดเดียวก็รู้ว่าฝ่ายชายนั้นเป็นคนไทยด้วยแล้วท่าทีสนิทสนมกันแบบนี้ก็จะเป็นอะไรกันได้นอกจากคนรักกัน
“มาเที่ยวกับแฟนเสียด้วย น่ารักจริงเชียวสมัครทำงานที่เดียวกัน” คนเป็นแม่ยังไม่เลิกปลื้มเอ่ยชื่นชมไม่หยุดพลางชะเง้อมองร่างเล็กให้เห็นชัดๆ
“แหม ดูๆ ไปเลขาเราก็น่ารักดีนะ ไม่ลองจีบล่ะคาร์รีม แต่เห็นกะหนุงกะหนิงกับแฟนแบบนี้คงหมดหวังแล้วมั้ง...แต่มาคิดอีกที แม่ว่าเราอย่าไปยุ่งกับเขาก็ดีแล้ว ไม่เคยคิดจริงจังกับใครอยู่แล้วนี่...” นางนาตาลีแนะนำตามประสาคนปลื้มลูกสะใภ้ชาวไทยมาก่อน ตบท้ายด้วยคำบ่นอย่างระอาในนิสัยบุตรชายตัวเอง
โดยนางไม่ทันได้สังเกตเห็นอาการนิ่งขึงแววตาคมก็โชนแสงเปล่งประกายวิบวับของลูกชายตัวเอง...
“กลับกันเถอะครับ อย่าไปสนใจพวกเขาเลย” คาร์รีมชวนด้วยน้ำเสียงทุ้มติดหงุดหงิดซึ่งเจ้าของเสียงไม่รู้ตัว “แล้วผู้หญิงที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ราบเรียบไม่ต่างอะไรกับกระดาษแบบนี้ ไม่ใช่สเปกของผมหรอกครับ” ก่อนยืนยันรสนิยมตัวเองให้มารดาฟังเสียงแข็งขุ่นเขียว...
คนอารมณ์เสียหันหน้าหนีภาพที่เห็นก่อนคล้องแขนควงร่างมารดาเดินไปขึ้นรถลีมูซีนที่จอดอยู่แล้วสั่งคนขับรถให้ออกรถทันที...
ในทุกคืนวันศุกร์และเสาร์ ทางบริษัทจะมีรถรับส่งพนักงานจากที่พักเข้ามาสังสรรค์หรือเดินเลือกจับจ่ายซื้อข้าวของในตัวเมืองซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมง ถึงแม้ว่าฮาฟาร์จะเป็นประเทศทางตะวันออกกลางและล้อมรอบด้วยทะเลทรายเป็นส่วนใหญ่
หากเป็นประเทศที่อยู่ติดกับทางฝั่งยุโรปและเป็นประเทศที่ร่ำรวยมั่งคั่งไม่ต่างจากดูไบ สิ่งปลูกสร้างในเมืองจึงดูไม่ต่างกับเมืองใหญ่ทางแถบนั้น เพราะนอกจากจะมีตึกสูงระฟ้าแล้ว ยังมีร้านค้าร้านอาหารมากมายตั้งอยู่ตรงใจกลางเมืองด้วย
และค่ำนี้รินรดาก็ควงเอกภพออกมาหาอะไรอร่อยๆ ทาน รวมทั้งแวะหาซื้อเสื้อผ้าสำหรับตำแหน่งเลขาให้ตัวเองด้วย ส่วนธเนศนั้นไม่ได้ออกมาด้วยกันเพราะเจ้าตัวเพิ่งถูกแฟนหนุ่มที่เมืองไทยโทรมาบอกเลิกออกอาการเฮิร์ตจัด ขอนอนตายที่ห้องพักแทน
รินรดาจึงต้องออกมาเดินกะหนุงกะหนิงกับเอกภพสองคน โดยชายหนุ่มที่เดินเคียงข้างร่างเล็กอยู่ในขณะนี้ก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่หุบอย่างคนมีความสุขที่ได้ทำอะไรร่วมกับหญิงสาวซึ่งเขามีใจให้มานานแล้ว
วิศวกรสาวยังอารมณ์เสียไม่หายจากการโดนนายจ้างปากจัดดูถูกไว้ก่อนเลิกงาน เท้าเล็กจึงเดินอย่างกระแทกกระทั้นไปตามถนนสายหลักซึ่งมีร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังมากมายตั้งอยู่ตลอดแนวทางเดิน
“เป็นอะไรไป ฉันเห็นแกหน้าบึ้งตั้งแต่เลิกงานแล้ว” เอกภพถามอย่างเป็นห่วง
“เซ็งนิดหน่อยน่ะ” น้ำเสียงของเธอก็เซ็งจัด
“เซ็งเรื่องอะไร เล่าให้ฉันฟังก็ได้นะ”
“จะเรื่องอะไรอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่เรื่องเจ้านายหน้ายักษ์นั่น”
“ทำไมหรือเขาใช้งานแกหนัก หรือว่าเขามาทำมิดีมิร้ายแก” คนเป็นห่วงถามอย่างร้อนรนห่วงใยยิ่งขึ้นไปอีก เพราะบ่อยครั้งที่หญิงสาวมาบ่นเรื่องนิสัยแปลกๆ ของเจ้านายหนุ่มให้ฟ้ง รวมทั้งความรู้สึกไม่พอใจที่ต้องละทิ้งหน้าที่ที่ตัวเองรักไปทำหน้าที่แสนไกลตัวนั่นอีก
รินรดาสะอึกและฉายแววตื่นตระหนกออกมาทางสายตา แต่ก็เป็นเพียงวูบเดียวเท่านั้นเพราะถึงเขาไม่ทำอะไรกับเธอโดยตรง แต่การสอนวิชาเพศศึกษาทางอ้อมให้เธอแบบนี้นี่ถือว่าเป็นการทำมิดีมิร้ายได้หรือเปล่า
“มะ ไม่ใช่...ช่างเถอะ ไปซื้อของกันดีกว่า” เธอตอบอย่างตัดรำคาญก่อนทำเสียงสดใสและสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง แล้วจัดการลากแขนล่ำของเพื่อนรักเดินเข้าร้านโน่นออกร้านนี่จับมือถือแขนกันอย่างสนิทสนม จนทำให้คนที่มาเห็นโดยบังเอิญอยู่อีกฝั่งถนนนึกดูแคลนอยู่ในใจ
ทว่าไม่ว่าจะเดินเข้าไปกี่ร้านต่อกี่ร้าน รินรดาก็เจอแต่เสื้อผ้าแพงๆ แบรนด์ดังระดับโลกทั้งนั้น หญิงสาวจึงไม่คิดจะควักกระเป๋าซื้อให้เสียดายตังค์ ไม่ใช่ว่าเธอไม่มีเงิน เพราะเธอได้รับเงินค่าตอบแทนจากการทำงานมากมาย ไหนจะเงินเดือนไหนจะเงินค่างานพิเศษ แต่เพราะไม่ชอบการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยต่างหาก
ที่สำคัญ...ทำไมเธอต้องไปเปลี่ยนแปลงตัวเองตามคำดูถูกของนายจ้างสุดมั่วนั่นด้วย เขาจะว่าเธอหน้าจืดหุ่นไม้กระดานหรือแม้แต่ขาโก่งลายพร้อย มันก็เรื่องของเขาเพราะเมื่อครบสัญญาหกเดือน แล้วเธอก็จะบินกลับเมืองไทยทันที ไม่คิดต่อสัญญาทำงานเป็นเลขาให้เขาอีกต่อไป คิดได้ดังนั้นรินรดาก็สะบัดหน้ายักไหล่ไม่ใส่ใจว่าตายักษ์จะพูดจะดูถูกยังไง และไม่คิดจะเดินดูเสื้อผ้าให้เมื่อยตุ้มอีกต่อไป
“กลับเถอะ” เธอหันมาชวน
“อ้าว ยังไม่ได้อะไรเลย” เอกภพท้วง ไม่ใช่เพราะแค่ยังไม่ได้ของตามที่ต้องการแต่เขายังอยากให้เวลาเดินเล่นกับหญิงสาวให้ได้นานที่สุดด้วย
“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าไม่ชอบดูฉันใส่ชุดลูกหมี เดี๋ยวอีตาหน้ายักษ์ก็ไล่ฉันกลับไปทำงานเดิมเองแหละ”
รินรดาสะบัดเสียงตอบแต่ในอารมณ์โมโหตัวต้นเหตุโน่นต่างหาก ก่อนคว้าข้อมือเอกภพแล้วลากเดินไปขึ้นรถตู้สวัสดิการที่จอดอยู่ไม่ไกลนัก โดยมีสายตาคมกริบจ้องทั้งคู่ตาไม่กะพริบจากลีมูซีนคันยาวซึ่งจอดติดไฟแดงอยู่...
“อะไรกันนี่” รินรดาพึมพำอย่างงงๆ พลางมองกล่องพัสดุขนาดใหญ่ในมือซึ่งถูกส่งมาถึงหน้าห้องพักในตอนเช้าวันหยุด ไม่มีชื่อที่อยู่ผู้ส่งนอกจากการ์ดจ่าหน้าซองถึงเธอซึ่งติดอยู่ข้างบนหนึ่งใบ เธอจึงแกะอ่านด้วยความอยากรู้อยากเห็น
‘...โบนัสพิเศษที่ทำงานได้ดี...’ คิ้วสวยได้รูปของรินรดาขมวดเข้าหากันด้วยความแปลกใจ
“จากตาลุงนายจ้างน่ะหรือ” เธอรำพันพลางแกะกล่องไปพลาง
แล้วรินรดาก็ต้องตาโต เมื่อเห็นของใช้สำหรับผู้หญิงมากมายทั้งเครื่องสำอางเครื่องประดับและเสื้อผ้าสวยงามหลากหลายสไตล์ ทั้งชุดทำงานชุดลำลองจนไปถึงชุดราตรี ทุกชิ้นล้วนเป็นของแบรนด์เนมราคาแพงที่เธอไม่คิดจะควักกระเป๋าซื้อเมื่อวานนั่นเอง และที่สำคัญเป็นเสื้อผ้าไซซ์เธอทั้งหมด
รินรดาหยิบเสื้อผ้าทุกชิ้นขึ้นมาดูอย่างตื่นตาตื่นใจ แต่ก็ไม่คิดรับของกำนัลเหล่านี้เอาไว้ เพราะนอกจากไม่กล้าใช้กล้าใส่แล้ว เธอไม่เหมาะกับข้าวของแพงๆ แบบนี้หรอก อีกอย่างแค่งานสปายแบบสบายๆ นั่น เธอก็ได้ค่าตอบแทนมหาศาลอยู่แล้วจะให้เธอรับข้าวของแพงๆ นี้ได้ยังไง เธอขอรับแค่น้ำใจของนายจ้างก็พอ...
หญิงสาวจึงจัดการจัดเก็บของลงในกล่องอีกครั้ง ระหว่างนั้นเธอก็ได้ยินเสียงร้องหวีดว้ายอย่างตื่นเต้นของธเนศซึ่งเปิดประตูห้องพรวดพราดเข้ามาโดยไม่เคาะตามความเคยชินและเห็นเสื้อผ้าในมือเล็กนั่น
