บทที่ 4 Introduced by Fate: บุพเพอาละวาด -4

“นังรินลงไปเลย หนักนมแก” ธเนศไล่พลางผลักร่างเล็กให้พ้นตัว แล้วชิ้นส่วนที่โดนว่าว่า ‘หนัก’ ก็หนักจริงๆ และคงจะมีแต่เพื่อนสนิทอย่างเขาเท่านั้นที่รู้ว่ารินรดาเป็นสาวซ่อนรูปไว้ด้วยอกอวบคัปซี รูปร่างก็อรชรอ้อนแอ้นงามตา แต่เธอมักจะซ่อนตัวเองอยู่ในเสื้อผ้าตัวใหญ่หลวมโคร่งจึงทำให้ไม่มีใครได้เห็นหุ่นที่แท้จริงของหญิงสาวนั่นเอง

“ชิ หนักนมก็ยังดีกว่าหนักชิ้นส่วนที่แกอยากตัดทิ้งล่ะวะ” รินรดายักคิ้วเยาะเย้ยยิ้มพรายอย่างคนได้เปรียบที่เกิดเป็นหญิงแท้ แล้วก่อนที่คนอยากตัดชิ้นส่วนในกายทิ้งจะได้โวยวายเสียงดัง เอกภพที่ยืนส่ายหัวอยู่นานก็ร้องห้ามทัพขึ้นมาก่อน

“พอๆ ไปกันได้แล้ว” เขาปรามก่อนชวนกันเดินออกไปยังพนักงานของบริษัทที่มายืนรอรับพร้อมป้ายอยู่ด้านหน้าทางออก สองคู่กัดจึงได้แต่ตวัดค้อนมองต่ำให้กันในเชิงค่อยคิดบัญชีกันวันหลัง แล้วทั้งหมดก็เดินตรงไปยังจุดนัดพบแต่เดินไปเพียงไม่กี่ก้าวรินรดาก็หยุดเท้าตัวเองเอาไว้...

“พวกแกล่วงหน้ากันไปก่อน ฉันไปชิ้งฉ่องแป๊บหนึ่ง” เธอบอกก่อนวิ่งฉิวไปทางห้องน้ำทันที...

ในอีกมุมหนึ่งของสนามบินเดียวกัน นาซิมที่จะพาครอบครัวย้ายไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษพร้อมกับอยู่คุมงานการขยายสาขาไปที่นั่นด้วย ก็กำลังร่ำลากับคาร์รีมซึ่งเดินทางมาส่งพี่ชายและหลานๆ รวมทั้งรอรับนางแบบสาวนาโอมิคู่ควงคนล่าสุด โดยหญิงสาวจะลงจากเครื่องบินในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าด้วย

“ฝากโรงงานด้วยนะคาร์รีม” นาซิมฝากฝังน้องชายอีกครั้งเพราะโปรเจ็คต์พลังงานแสงอาทิตย์นี้ เขาเป็นตัวตั้งตัวตีและมีส่วนร่วมกับแม็ทธิว แม็คคินลี่ย์มาตั้งแต่ต้น จนตอนนี้ยกให้น้องชายไปดูแลเต็มตัว

และเพราะเขาต้องพาลูกๆ ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษจึงต้องหยุดงานในหน้าที่ของตัวเองทั้งหมดที่ฮาฟาร์ และโอนความรับผิดชอบในส่วนของเขาไปให้น้องสาวลาติฟาห์ดูแลแทน...โดยที่จะมีอดีตผู้ช่วยมือหนึ่งอย่างจามาลเป็นคนคอยช่วยสอนงาน รวมทั้งรับหน้าที่เป็นเลขาส่วนตัวให้หญิงสาวด้วย และทั้งคู่ก็ได้เรียนรู้สอนงานร่วมกันมากว่าสองปีแล้วตั้งแต่ลาติฟาห์เรียนจบกลับมาอยู่ที่ฮาฟาร์นั่นเอง

“ไม่ต้องเป็นห่วงครับพี่ เชื่อมือผมได้เลย และขอให้ทำหลานคนที่สามได้สำเร็จนะครับ” คาร์รีมรับคำพร้อมกับอวยพรในเรื่องที่ทั้งนาซิมและอนามิกาพยายามกันมาสักพักแล้วแต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสำเร็จ

“เฮ้อ ถ้าจะมาก็คงมานานแล้วละ” คนอยากได้ลูกอีกคนถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างยอมแพ้ ก่อนเปรยอย่างหมดหวังพร้อมกับหันไปยิ้มให้ภรรยาที่นั่งป้อนขนมให้เด็กชายอาเมียร์ลูกชายคนโตอยู่

“อย่าเพิ่งท้อครับพี่คราวนี้อาจจะสำเร็จก็ได้” คาร์รีมหัวเราะเบาๆ ก่อนให้กำลังใจพลางหันไปคว้าหลานสาว เด็กหญิงอามีร่าห์ที่ยืนเบียดอยู่ข้างๆ คุณพ่อขึ้นอุ้มแล้วหอมแก้มลาซ้ายขวาอย่างรักและเอ็นดู

“คุงอาคายีมไปเที่ยวกับมีร่าห์มั้ยคะ” เสียงเล็กถามเจ้าของเสียงเล็กแสนน่ารักก็หอมแก้มคุณอาสุดหล่อกลับด้วย

“อาไปไม่ได้หรอกครับ อาต้องทำงาน” คุณอาสุดหล่อปฏิเสธด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ก่อนเปลี่ยนยิ้มหวานร่าเริง “แต่อาสัญญาว่าจะไปเยี่ยมมีร่าห์และพี่อาเมียร์นะครับ”

คาร์รีมสัญญาเสียงนุ่มตามประสาอาติดหลานสาวช่างอ้อนและช่างเจรจาอย่างหนูน้อยอามีร่าห์ มือหนาก็ขยี้พุงน้อยๆ ของหลานรักอย่างเอ็นดู ร่างป้อมหัวเราะคิกคักดิ้นขลุกขลักด้วยความจั๊กจี้จึงทำให้ขวดน้ำผลไม้ที่อยู่ในมือป้อมหกรดเสื้อเชิ้ตเนื้อดีของคาร์รีม

“เยอะหมดเยย มีร่าห์ขอโทษค่ะ” หนูน้อยบอกมือป้อมก็ช่วยเช็ดไปบนเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินของอา และจึงยิ่งทำให้เลอะกันไปใหญ่ทั้งอาทั้งหลาน คนเป็นพ่อเห็นไม่ได้การจึงคว้าลูกสาวมาอุ้มแทนก่อนหันไปลาน้องชาย เพราะไพล็อตประจำเครื่องบินส่วนตัวเพิ่งโทรมารายงานเมื่อสักครู่ ว่าเครื่องบินส่วนตัวของเขาพร้อมแล้ว

“งั้นพี่ไปเลยละกัน แกจะได้ไปทำหล่อก่อนเจอสาว” พี่ชายบอกพร้อมยักคิ้วให้นิสัยหนุ่มโสดของน้องชายซึ่งเปลี่ยนคู่ควงเป็นว่าเล่น ไม่คิดจริงจังกับผู้หญิงคนไหนเหมือนเขาในอดีตไม่มีผิด...

“ครับเดินทางปลอดภัยนะครับพี่” เขาพยักหน้ารับพร้อมกับกอดลาพี่สะใภ้และหลานชายด้วย ก่อนหันไปจับแก้มยุ้ยของหลานสาวเป็นการสั่งลา

“เป็นเด็กดีนะครับมีร่าห์หลานอา”

“ค่า คุงอาคายีม เป็นเด็กดีด้วยนะค้า” เด็กหญิงอามีร่าห์ลาอย่างเด็กช่างพูด มือป้อมก็โบกสะบัดไปมาแล้วคำของหนูน้อยก็ทำเอาทั้งพ่อทั้งอาต้องหัวเราะออกมาอย่างเอ็นดูพร้อมกัน แล้วนาซิมก็หันหลังเดินไปขึ้นเครื่องตามอนามิกาที่พาลูกชายเดินล่วงหน้าไปแล้ว

ส่วนคาร์รีมก็เดินตรงไปยังห้องน้ำเพื่อทำความสะอาดคราบเลอะที่หลานสาวทิ้งเอาไว้ และเมื่อทำความสะอาดตัวเองเสร็จเขาจึงถือโอกาสทำธุระส่วนตัวของตัวเองด้วย...

แล้วในขณะที่คุณชายรูปหล่อกำลังปลดปล่อยสายน้ำแห่งความทุกข์อย่างสบายอกสบายใจนั้น จู่ๆ เขาก็เห็นร่างของใครบางคนยืนแน่นิ่งอยู่ทางหางตา...

คล้ายกำลังจ้องมองภารกิจของเขาอย่างสนอกสนใจและไม่คิดจะละสายตาไปไหน มันจึงทำให้คุณชายอย่างเขารู้สึกไม่พอใจกับการโดนละเมิดความเป็นส่วนตัว จึงหันหน้าคมไปมองด้วยประกายตาคมกริบแวววับหมายจะต่อว่าในความไร้มารยาทของคนช่างจ้องนั่น...

ทว่าร่างเล็กของผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่ชาวฮาฟาร์และกำลังจ้องเขาตาไม่กะพริบอยู่นั่นก็ส่งผลให้คนที่กำลังเปิดเปลือยชิ้นส่วนสำคัญของร่างกายตัวเองอยู่ต้องเบี่ยงตัวหลบแทบไม่ทัน...

แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าผู้หญิงคนนี้คงเป็นพวกโรคจิตเป็นแน่แท้ เห็นจากการจ้องเขาแบบตาไม่กะพริบและไร้ซึ่งความอายนั่น คาร์รีมจึงหันตัวกลับมายังตำแหน่งเดิมพร้อมกับดำเนินการปลดทุกข์ต่อโดยไม่ใส่ใจพวกโรคจิต อีกทั้งยังตั้งใจว่าถ้ายายนี่ยังไม่เลิกจ้อง

เขาจะหันตัวเองไปโชว์ให้ยายบ้านี่ดูเสียเลย...

ทว่าฝ่ายที่ยืนทื่ออยู่ด้วยความตกใจกลับร้องถามเสียงหลงออกมาแทน...

“คะคุณเข้ามาทำอะไรในนี้นี่มันห้องน้ำผู้หญิงนะ” น้ำเสียงของรินรดากระชากกระชั้นดวงตาโตก็เบิกโพลงด้วยความตกใจ

ไม่คิดว่าตัวเองจะเจอผู้ชายโรคจิตในห้องน้ำตั้งแต่วันแรกที่มาถึงที่นี่ แถมยังยืนยิงสัตว์ป่าหูยาวให้เธอเห็นต่อหน้าต่อตาด้วย ทำเอาร่างเล็กแข็งทื่อไม่ไหวติงทั้งอายทั้งโกรธปนกัน...

สาวไทยในต่างแดนทะเล่อทะล่าวิ่งเข้าห้องน้ำด้วยความรวดเร็วจนลืมสังเกตให้ดีว่าเป็นห้องน้ำหญิงหรือชาย ด้วยเพราะเพิ่งเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากห้องน้ำนี้ เลยมั่นใจว่าเป็นห้องน้ำหญิงแน่นอน...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป