บทที่ 1 ขี้หวง

บทที่ 1

​ช่วงค่ำของคืนหนึ่ง

​“มีอะไรหรือเปล่ามะลิ?”

​เสียงทุ้มเอ่ยถามคนปลายสายด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามปกติ เขาโทรกลับไปหาเธอทันที เมื่อเห็นแจ้งเตือนว่าอีกฝ่ายโทรมาหาไม่ต่ำกว่าสิบสาย แต่เขาพึ่งว่างจากงานที่เร่งทำ และดันลืมเปิดเสียงโทรศัพท์ไว้เลยไม่ได้รับรู้ที่เธอกระหน่ำโทรมา

​‘หนูโทรหาเฮียเป็นสิบๆ สาย ทำไมเฮียถึงไม่รับ!’

​ปลายสายตอบกลับมารัวเร็วด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

​‘แล้วทำไมไม่เปิดกล้อง!’ แถมตอนนี้ยังกระชากเสียงใส่ เมื่ออีกฝ่ายไม่เปิดกล้องเพื่อที่จะวิดีโอคอลกันเหมือนอย่างเคย

​“เฮียทำงานอยู่ห้องเพื่อน มีงานกลุ่มต้องเร่งส่ง นี่ก็ต้องรีบกลับเข้าไปช่วยพวกมันทำงานต่อแล้ว”

​ภีมพยายามอธิบายด้วยความใจเย็นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังร้อนเป็นไฟ ด้วยความที่เขาโตกว่าอะไรที่ยอมกันได้ก็ยอมไป เพราะถ้าเขาร้อนด้วยอีกคน เรื่องมันจะยิ่งยุ่งยากบานปลาย

​‘ไหน! เพื่อนคนไหน อยู่ห้องเพื่อนก็เปิดกล้องได้ หรือว่าอยู่กับคนอื่นกันแน่!’

​มะลิยังคงรัวคำถามมาไม่หยุด เพราะเธอติดต่อเขาไม่ได้เลยมาเป็นชั่วโมงแล้ว จะไปไหน จะทำอะไร หรืออยู่กับใคร...เดี๋ยวนี้เขาไม่เคยคิดที่จะบอกให้เธอได้รับรู้เลยเหมือนเมื่อก่อน

​ภีมถอนหายใจออกมา เมื่อมะลิดูเหมือนจะไร้เหตุผลมากขึ้นทุกวัน เธอมักจะคอยจับผิดกันเสมอ พูดหรืออธิบายอะไรไปเท่าไหร่อีกฝ่ายก็ไม่เคยรับฟังหรือพยายามที่จะเข้าใจ เป็นแบบนี้อยู่บ่อยๆ จนเขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยที่จะพูดและอธิบายบอก

​‘ไหนล่ะเพื่อนอ่ะ?’

​เมื่อภีมยอมเปิดกล้องเรียบร้อย มะลิได้กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณที่เขาอยู่ แต่ก็ไม่เห็นว่ามีใครคนอื่นอยู่เลย

​“เฮียอยู่ที่ระเบียง เพื่อนอยู่กันหลายคนพวกมันเสียงดัง เฮียเลยออกมาคุยข้างนอก” เขาอธิบายให้คนใจร้อนฟัง และหาโอกาสเปลี่ยนเรื่องคุย

​“แล้วอ้วนล่ะ?” ภีมเอ่ยถามถึงลูกชายสุดที่รักของเขาและเธอ

​‘หลับไปแล้ว คืนนี้น้องนอนกับหม่าม้า’

​มะลิใจเย็นลงเล็กน้อย เมื่อนึกถึงลูกชายตัวอ้วนกลม แต่มีใบหน้าที่หล่อเหลาคล้ายคลึงกับคนเป็นพ่อ ที่ตอนนี้เขาอยู่ห่างกับเธอและลูกหลายร้อยกิโลเมตร

​พ่อของลูก หรือ ‘เฮียภีม’ เป็นพี่มหาวิทยาลัยชั้นปีสอง เรียนอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ส่วนเธอนั้น...อีกไม่กี่เดือนก็จะก้าวไปเป็นน้องเฟรชชี่ (Freshy) ปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยเดียวกันกับเขา แถมยังเรียนวิศวะฯ เหมือนกัน แต่เรียนคนละภาควิชา

​ตอนแรกมะลิตั้งใจจะสอบเข้าภาคโยธาเหมือนกับภีม แต่เจอเขาขัดซะก่อน

​เขาให้เหตุผลว่า...ไม่ได้อยากจะดับความฝันหรือความตั้งใจของเธอ แต่เขารู้ว่าเธอไม่ได้มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าอยากเรียนอะไรกันแน่ เลยเลือกที่จะเรียนตามเขาก็แค่นั้น

​ซึ่งมันคือเรื่องจริง ตลอดระยะเวลาที่เรียนมอปลาย เธอพยายามค้นหาตัวเองมาตลอด แต่ก็ไม่รู้ว่าอยากเรียนอะไร ไม่มีความชอบทางด้านใดเป็นพิเศษ จนสุดท้ายเลยเลือกสอบเข้าเรียนวิศวะตามพ่อของลูกซะเลย และพอสอบติด...เธอก็ตั้งมั่นเลยว่าจะเป็นวิศวะนี่แหละ ไม่เอาอย่างอื่นแล้ว

​แต่เมื่อต้องเลือกสาขาภาควิชา พ่อของลูกกลับไม่แนะนำให้เข้าภาคโยธาตามเขา เพราะรู้ดีว่าเธอคงไม่ไหว ตัวก็เล็กบอบบาง อ่อนแอ แถมยังป่วยง่าย ลองได้ออกไซต์งานก่อสร้าง เดินตรวจงานตากแดดซักครึ่งวันก็แทบจะเป็นลมแล้ว

​และอีกอย่าง อันนี้คือทัชใจมาก ที่เขาบอกว่า...เขาเฝ้าดูแลเธอมาอย่างดี ทำใจไม่ได้ถ้าต้องเห็นเมียตัวเองต้องลำบาก เลยแนะนำให้เข้าเรียนวิศวะโลจิสติกส์ ที่ดูจะเหมาะกับเธอมากที่สุด และภาควิชานี้ก็มีผู้หญิงเรียนกันค่อนข้างเยอะ เธอจะได้ไม่ต้องไปคบหากับเพื่อนผู้ชาย ให้ผัวอย่างเขาต้องรู้สึกหึงหวงและเป็นห่วง

​“อดส่งอ้วนเข้านอนเลย เฮียมัวเร่งทำงาน ใกล้ถึงกำหนดที่อาจารย์นัดส่งแล้ว...กลัวทำไม่ทัน ตอนนี้ก็คงโดนพวกเพื่อนด่าละมั้ง แอบมาคุยโทรศัพท์นานเกิน”

​ภีมอดเสียดายไม่ได้ วันนี้ไม่ได้เห็นลูกก่อนนอนอย่างทุกๆ วัน ที่ตนจะต้องได้วิดีโอคอลคุยกับลูกอยู่เสมอ แต่เพราะวันนี้มัวรีบทำงานเลยพลาดโอกาสที่จะส่งลูกเข้านอน

​แต่ไม่เป็นไร...อย่างน้อยเมื่อตอนเช้าเขาก็ได้โทรไปคุยกับเจ้าอ้วนมาบ้างแล้ว แม้อีกฝ่ายจะคุยบ้าง มัวเพลินเล่นของเล่นไปบ้าง แต่ก็ทำให้หัวอกของคนเป็นพ่อที่อยู่ห่างไกลลูกได้ชื่นใจอยู่บ้าง

​‘นานอะไร แค่ไม่กี่นาทีเอง’

​มะลิบ่น แอบยู่ปากอย่างไม่เห็นด้วย เขาพึ่งจะโทรมาเองไหม ยังไม่ทันถึงสิบนาทีเลยด้วยซ้ำ

​‘แล้วไหนเพื่อนอ่ะ ขอดูหน่อย...มีสาวรึเปล่า?’

​เธอยังคงถามต่อ ตามประสาคนขี้หวง ยังรู้สึกไม่ไว้วางใจ ก็ใครจะไปรู้ล่ะ อาจจะมีสาวๆ สวยๆ อยู่ด้วยก็ได้! ยิ่งพักหลังๆ มานี้ เขาไม่ค่อยได้กลับบ้านมาหาเธอกับลูกเลย เวลาจะโทรคุยก็แทบไม่มี อ้างว่างานเยอะ เรียนเยอะตลอด

​ไม่รู้ว่าติดเรียนจริงๆ หรือติดอย่างอื่นจนลืมเธอ ลืมลูกกันแน่!

​ภีมแอบถอนหายใจกับความขี้ระแวงของเมียเด็ก แต่ก็ยอมที่จะเปิดประตูระเบียงเข้าห้องไป และกดสลับกล้องไปที่กล้องหลัง เพื่อแพลนภาพให้คนขี้หวงได้เห็นว่ามีเพื่อนๆ ในกลุ่มอีกสี่คน กำลังช่วยกันเร่งทำโปรเจกต์อย่างขะมักเขม้น ซึ่งแน่นอนว่ามีแต่ชายล้วนที่เป็นเพื่อนที่สนิทกันทั้งนั้น ไม่มีคนนอกและไม่มีผู้หญิงอยู่แม้แต่คนเดียว

​“พอใจยังเด็ก? เฮียจะกลับไปทำงานละนะ” เขาสลับกล้องกลับมาเพื่อให้เห็นใบหน้าของตนเหมือนเดิม ก่อนจะเอ่ยถามเมียเด็ก

​‘แล้วเฮียจะกลับตอนไหน?’ มะลิถามเสียงอ่อนลง เมื่อเห็นว่าเขาทำงานกันจริงๆ ไม่ใช่ข้ออ้างที่เขารีบวางสาย

​“อีกซักพักใหญ่ๆ แหละ อยากรีบทำให้เสร็จ งานชิ้นนี้อาจารย์เก็บคะแนนเยอะด้วย ไหนจะต้องเตรียมข้อมูล เตรียมไฟล์ไว้นำเสนออีก”

​‘ก็ได้...งั้นถ้ากลับถึงคอนโดแล้วก็โทรหาหนูด้วยนะ’

​มะลิพยักหน้ายินยอมแต่โดยดี คือถ้าก่อนหน้านี้เขาพิมพ์มาบอกหรือโทรมาบอกกันดีๆ...ว่าวันนี้ไม่ว่างนะ หรือติดงานอยู่ แบบนี้เธอพร้อมเข้าใจ จะไม่ตาม ไม่จิก ไม่โวยวายเหมือนก่อนหน้านี้เลย แต่นี่เขาเงียบไป ใครจะยังใจเย็นอยู่ได้ล่ะ!

​และยิ่งช่วงนี้เธอรู้สึกว่าตัวเองดูโทรมๆ ทั้งสิว ทั้งน้ำหนัก ทั้งสีผิวที่ทุกอย่างดูจะแย่ไปหมด อาจจะเพราะว่าปิดเทอมเรียนจบมอปลายแล้ว...เธอจึงได้ดูแลลูกเต็มเวลา เพราะเกรงใจหม่าม้าของเฮียภีม ที่ผ่านมาท่านต้องคอยช่วยดูแลลูกให้ในช่วงที่เธอยังเรียน ถึงแม้อีกฝ่ายจะเต็มใจก็ตาม

​นอกจากดูแลลูก เธอก็จัดการช่วยดูแลงานบ้าน ทำทุกอย่างที่ตัวเองทำได้ แม้ที่บ้านจะมีคนคอยทำความสะอาดอยู่แล้วก็ตาม แถมยังอาสาไปช่วยหม่าม้ากับป๊าเขาทำงานที่ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้างของครอบครัวอีก ทำให้เธอไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง ความสวย ความน่ารัก ความมั่นใจที่มีในตัวเองก็เริ่มหดหายไป ผิดกับคนเป็นผัวที่ดูจะหล่อขึ้น รูปร่างก็แน่นบึกบึน ดูดีขึ้นในทุกๆ วัน

​ไม่อยากจะอวดว่าผัวเธอน่ะฮอตมาก! เธอรู้จักเขาในฐานะคนหล่อคนดังประจำโรงเรียน ตั้งแต่เธอก้าวเข้าสู่ชั้นมัธยมปีที่หนึ่งเลยก็ว่าได้ ด้วยความที่เฮียภีมมีเชื้อเสี้ยวจีนมาจากทางป๊า แต่เป็นหนุ่มตี๋หน้าคม คิ้มเข้ม ตาชัด สันกรามได้รูป ใบหน้านี่โดดเด่นตั้งแต่เกิดเลยมั้ง ตัวสูง ร่างแน่น หุ่นดีกว่าเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันหลายคน แถมยังเป็นนักกีฬาประจำโรงเรียน เล่นกีฬาได้ทุกชนิด แต่ที่ดูจะถนัดที่สุดคือฟุตบอลล่ะมั้ง

​ทุกอย่างที่เป็นเขา มันตรงคอนเซ็ปต์ ‘รูปหล่อพ่อรวย’ สาวๆ นี่กรี๊ดกันทั้งโรงเรียน บางทีสาวๆ โรงเรียนอื่นยังมีมาแอบมองเขาอยู่นอกประตูรั้วก็มี

​แต่ฟ้าดันประทานพร หรือผีผลักก็ไม่รู้! ส่งให้เธอและเขาได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน ตอนเธอเป็นรุ่นน้องชั้นมอสี่ ส่วนเขาเป็นรุ่นพี่อยู่ชั้นมอหก...จนเกิดเป็นความชอบ และรักกันจนได้พยานรักตัวอ้วนมาหนึ่งคน

​แม้พวกเราจะไม่ได้ตั้งใจที่จะมีลูกในวัยนี้ แต่เธอกลับไม่ได้รู้สึกเสียใจที่มีเจ้าอ้วน ก็ลูกของเธอน่ะ...น่ารักมาก แบบมากๆ! เธอมีความสุขในทุกๆ วันที่ได้ตื่นมาเจอลูก และตอนนี้ชีวิตครอบครัวของเรามันก็ดีมาก แค่ได้มีกันอยู่ครบทั้งสามคน พ่อแม่ลูก แค่นี้เธอก็พอใจกับชีวิตตอนนี้สุดๆ แล้ว

​“อาจจะดึกนะ ถ้าง่วงก็นอนก่อนเลย ไม่ต้องรอเฮียนะ”

​‘โอเคค่ะ แต่ว่ายังไงก็ต้องโทรนะ! ถึงหนูหลับไปแล้วได้ยินเฮียโทรมาหนูก็จะรับ จะได้วางใจว่ากลับถึงห้องแล้ว’

บทถัดไป