บทที่ 5 3 ดีไม่พอ

3

ดีไม่พอ

ภายในงานวันนี้จัดขึ้นทุกครั้งที่มีการเปิดตัวรถใหม่ วันนี้เขาออกแบบมาในตรีม ‘ความทันสมัย’ วันนี้จะมีการนำเสนอตัวรถพร้อมระบบให้ลูกค้าได้ทดลองฟังก์ชั่นต่างๆได้อย่างใกล้ชิด และเขาอยากให้งานออกมามีหลายมิติจึงมีงานแฟชั่นเสื้อผ้าเข้ามาร่วมด้วย

          หลังจากการโชว์บนเวทีขึ้นเสร็จสิ้น เขาก็เดินลงมาดูแลลูกค้าเพื่อน้อมรับคำติชม ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดีในการผลิตรถรุ่นถัดไป

          “เก่งมากเบนซ์”

          “เข็มชื่นชมในตัวเบนซ์นะ” เข็มเป็นเพื่อนในชมรมงานบริหาร เป็นเพื่อนผู้หญิงคนเดียวต่างสาขา ทั้งสองจึงได้ใกล้ชิดกันตั้งแต่นั้นมา มือบางเอื้อมมือจับมือแกร่งอย่างให้กำลังใจไม่ได้มีความรู้สึกอะไรที่เกินเลย แม้ว่าเพื่อนสนิทของเขาจะชอบแซวอยู่บ่อยครั้ง

          “เมื่อไหร่จะเป็นแฟนกันครับสองคนนี้” เสียงเอ่ยแซวของไม้ เพื่อนสนิทของเขาเอง

          “มึงอยากตาย”

          “เพราะโดนผัวเข็มต่อยใช่ไหม” เขาสวนกลับอย่างติดตลก เพราะเพื่อนเขารู้ดีว่าเข็มและเขาไม่มีความรู้สึกลึกซึ้งต่อกัน

          “ฮ่าๆ ฮึก” เข็มส่ายหน้าไปอย่างรู้สึกขบขันในความแซวของชายหนุ่มอีกคน

          “คุณไม้จองทันหรือเปล่าคะ รอบนี้”

          “แม้ เอาอะไรมาทันละครับ”

          “รถยนต์บ้าอะไรคนจองหมดภายในครึ่งชั่วโมง” ไม้กล่าวอย่างติดตลก เพราะรถยนต์ของเพื่อนเขานั้นเครื่องยนต์ทนและดี ดีไซส์เรียบหรูไม่แปลกยอดจองหมดภายในครึ่งชั่วโมง

          “รอบหน้ากูขอรถสำหรับครอบครัวดิ”

          “กูจะเอาไว้ใช้กับปิ่น” ไม้เสนอแนะเพื่อน เพราะตนนั้นวางแผนไว้ว่าจะขอแฟนสาวแต่งงาน หลังจากแฟนสาวจบปริญญาโทต่างประเทศ

          “ไม่ยากสำหรับเบนซ์หรอก”

          “ถ้าเบนซ์ออกแบบสั่งผลิตเสร็จ เข็มขอจองไว้ก่อนคันหนึ่งนะ” ไม้และเข็มซัพพอร์ตชายหนุ่มมาตลอดจนเขานั้นรู้สึกดีที่อย่างน้อยในชีวิตก็ยังมีเพื่อนดีคอยสนับสนุนตลอด

          “เออ ไอปัญมันฝากยินดีมา”

          “รอบนี้มันติดคุยงานที่กระบี่” ปัญ คือเพื่อนสนิทของเขาอีกคน รายนั้นเป็นประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์จึงต้องออกดูพื้นที่บ่อยครั้ง ซึ่งเขานั้นเข้าใจเพื่อนดี

          “อืม ขอบใจ”

          “กูไปดูลูกค้าก่อน” เบนซ์ต้องคอยตอบคำแนะนำให้ลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพราะรถยนต์ของเขาราคาสูงเริ่มต้นสิบล้านขึ้นไป ลูกค้าจึงอยากได้คำแนะนำจากเขาซะส่วนใหญ่

          “งั้นกูไปละ”

          “เข็มไปก่อนนะเบนซ์ ต้องไปคุยงานกับน้องอีก”

          “อืม”

หลังจากเพื่อนทั้งสองออกไปเขาก็เดินเข้าไปหาลูกค้าคนสำคัญหลายๆท่าน บางคนก็มีอิทธิพลด้านสังคม รวมถึงบางท่านก็เป็นมาเฟียจากต่างประเทศ

          “ผมนึกว่าจะไม่ได้คุยกับคุณแล้วซะอีก” ชายหนุ่มลูกครึ่งไทย-สเปน รูปร่างสูงใหญ่หน้าตาคมคายจัดว่าเป็นที่น่าจับตามองในสังคมธุรกิจเลยก็ว่าได้

          “ขอบคุณครับ ผมรีบแล้วจริงๆ” ชายหนุ่มโค้งหัวให้กับหนุ่มลูกครึ่งตรงหน้า

          “ความคิดคุณดีนะ ขาดเหลืออะไรก็บอกผม” เขามีนามว่ากระทิง เป็นถึงมาเฟียแห่งประเทศสเปน เขาไม่เคยสนใจใครแต่ทว่ากับชายหนุ่มคนนี้ เขาเป็นเด็กที่มีความตั้งใจ ภายนอกอาจจะดูเย็นชาแต่ภายในจิตใจนั้นกลับอ่อนแอ ซึ่งเขาก็รู้สาเหตุนี้ดี จึงอยากจะสนับสนุนหนุ่มคนนี้

          “ขอบคุณครับท่าน” เบนซ์มักจะบินหาพาร์ทเนอร์ต่างๆ ทั้งด้านอะไหล่การผลิตมอเตอร์เครื่องยนต์ หลายๆประเทศเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ วันนั้นเขาไปที่ประเทศสเปนเจอท่านกระทิงกำลังโดนลอบทำร้าย ตอนนั้นเขาไม่ได้คิดอะไร คิดเพียงแค่ว่าชายท่านนี้ต้องปลอดภัย

          “ฉันอยากให้ลูกชายฉันมาฝึกงานกับคุณนะ”

          “เผื่อจะได้นิสัยดีๆแบบนี้บ้าง” ท่านกระทิงมีลูกชายอยู่หนึ่งคนชื่อเสือ ซึ่งตอนนี้กำลังเรียนคณะวิศกรรมศาสตร์

          “ยินดีครับ ผมอยากเจอน้องพอดี”

•••

หลังจากจบงานเขาก็ขับรถกลับบ้านทันที ขณะรถติดไฟแดงสายตาคมเหลือบมองเห็นผู้หญิงขี้เมาคนนั้นซึ่งเธอดูเหมือนรู้จักกันกับเพื่อนสาวเขาอยู่ไม่น้อย สภาพของหญิงสาวดูอิดโรยสวมใส่ชุดนักศึกษารัดรูป มองจากภายนอกเธอเป็นคนรูปร่างดีไม่น้อย เมื่อได้สติชายหนุ่มรีบสลัดความคิดนั้นออกไป

          “คิดเรื่องแบบนี้ได้ไงวะ”

          “เข็มไปรู้จักกับผู้หญิงแบบนี้ยังไง” สัญญาณจราจรแปรเปลี่ยนเป็นไฟเขียวทำให้เลิกสนใจทันทีพร้อมกับเหยียบคันเร่งมุ่งหน้ากลับบ้าน

เอี๊ยด

          ร่างสูงเดินเข้ามาในบ้านที่มีแต่ความเงียบสงัด พ่อแม่ของเขากำลังนั่งทานข้าวในห้องอาหาร แม่บ้านสูงวัยในบ้านที่เห็นเจ้านายน้อยเดินเข้าบ้านมา รีบตักข้าวพร้อมน้ำดื่มไว้ให้ เพราะเธอเองรู้สึกสงสารเจ้านายน้อยที่ตนได้ใกล้ชิดมากที่สุดหลังจากเจ้านายอีกคนจากไป

          “คุณเบนซ์เหนื่อยไหมลูก”

          “ป้าทำของโปรดไว้ให้ด้วยนะ” ป้าดาถามด้วยความเป็นห่วงเพราะหลังๆมาชายหนุ่มโหมงานหนักเอาใจคุณผู้ชายคุณผู้หญิงแทนพี่ชายคนโต

          “ขอบคุณครับ”

          “ยอดจองรถวันนี้หมดตั้งแต่สามสิบนาทีแรกครับพ่อ” ชายหนุ่มพูดออกไปด้วยขณะกำลังจะตักซุปต้มยำของโปรดของเขาที่ป้าดาตั้งใจทำให้ ครอบครัวของเขาค่อนข้างทานเผ็ดไม่ได้ จะมีเพียงแค่เขาชอบทานเผ็ดได้อยู่คนเดียว

          “อืมดี รอบหน้าแกคิดไว้ยังจะออกแบบระบบอะไรต่อ” บีมตักข้าวไป ถามคำถามโดยไม่ได้มองหน้าลูกชายแต่อย่างใด

          “ลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงอยากได้ความปลอดภัย”

          “รวมถึงอยากใช้รถกับครอบครัวครับ”

          “ทำเสร็จก็เอามาให้ฉันดูก่อน” บีมตอบกลับลูกชายเมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอิ่มจึงเดินขึ้นบนบ้านไป ส่วนผู้เป็นแม่นั่งทานข้าวไปเงียบๆอย่างไม่พูดอะไร พร้อมกับลุกตามพ่อออกไป ซึ่งเขานั้นชินกับการนั่งทานข้าวที่บ้านคนเดียวอยู่แล้ว

          “ป้าดาทานข้าวยังครับ”

          “มาทานกับผมได้นะครับ มามา” ชายหนุ่มเอ่ยเรียกแม่บ้านที่คอยดูแลเขามาตั้งแต่เด็กอย่างไม่ถือตัว หากช่วงเวลานั้นไม่มีป้าดาเขาคงไม่เป็นผู้เป็นคน

          “ป้ารอคุณเบนซ์ทานเสร็จ ป้าค่อยกินค่ะ”

          “ป้าทานบนโต๊ะคุณท่านไม่ได้หรอกค่ะคุณหนู”

          “งั้นเราย้ายไปทานห้องครัวก็ได้ครับ ไปกัน” ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินถือจานข้าวกับข้าวย้ายไปทานในครัวกับแม่บ้าน เพราะตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกโดดเดี่ยวที่ไม่ว่าทำดีเท่าไหร่ก็ ดีไม่พอ สำหรับครอบครัวอยู่แล้ว

          “ผมขอส้มตำเผ็ดๆด้วยนะครับ”

          “วันนี้ผมอยากกินอะไรแซ่บๆ” ป้าดาสงสารคุณหนูของตัวเองอย่างมาก แต่เธอก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนักนอกจากให้กำลังทำกับข้าวของโปรดเพียงเท่านั้น

          “ได้ค่ะ ป้าทำให้คุณเบนซ์ได้เสมอ”

อีกด้าน

          เธอเดินกลับมานั่งรอรถที่กำลังซ่อมจนฟ้าเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีดำ ร้านซ่อมรถที่นี่ เป็นร้านซ่อมรถขนาดเล็ก และรถของเธอเป็นรถคันหายาก ซึ่งคนปกติก็ไม่ได้ซื้อรุ่นนี้ขับกันอยู่แล้วเพราะราคาสูงลิ่ว ทำให้อะไหล่บางตัวไม่มีสต็อคในร้าน

          “อะไหล่มาแล้ว อีกแปบเดียวนะหนู” ลุงสูงวัยขับมอเตอร์ไซค์พร้อมกับหอบหิ้วล้อรถยนต์เพื่อมาเปลี่ยนให้เธอ

          “ค่ะลุง” หญิงสาวตอบกลับไปแต่จริงๆแล้วเธอเหนื่อยจนแทบจะนั่งรอไม่ไหว มือบางคอยตวัดไล่ยุงเริ่มกัดตามขาและแขน ลุงซ่อมรถที่เห็นแบบนั้นจึงเดินเอายากันยุงมาจุดให้อย่างใจดี ซึ่งการกระทำนี้ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นอยู่ไม่น้อย

          “ยุงมันเยอะ”

          “ลุงรีบเร่งมือให้” จากนั้นลุงก็เริ่มเปลี่ยนล้อรถอย่างชำนาญ

          “ขอบคุณนะคะ”

          ใช้เวลาไม่นานรถของเธอก็ซ่อมเสร็จ ทำให้การกลับมาบ้านรอบนี้ช้ากว่าปกติ แน่นอนพ่อแม่ของเธอนั่งรออยู่ห้องรับแขกด้วยใบหน้าเคร่งเครียด

          “พ่อแม่ยังไม่นอนอีกเหรอคะ” เธอถามออกไปแต่จริงๆแล้วเธอรู้ว่าเพราะอะไร

          “สอบเสร็จตั้งแต่เที่ยง”

          “แกกลับมาบ้านสองทุ่มเนี่ยนะ”

          “วันนี้ฉันนัดหัวหน้าแผนกให้มาสอนงานแก” ใช่ เธอลืมสนิทเลยว่าพ่อนัดหัวหน้าแผนกมาสอนงานเธอ เธอทราบดีว่าหัวหน้าแผนกก็มีงานของพ่อที่ต้องรับผิดชอบ

          “ขอโทษค่ะ หนูลืม”

          “ลืมหรือตั้งใจ อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะ”

          “ว่าแกไปงานแฟชั่นบ้าบออะไรนั่น” พ่อคงส่งคนไปตามดูฉันว่าทำอะไรบ้างในแต่ละวันอีกสินะ

          “มันคือความฝันของหนู” มันก็มีบ้างที่ฉันเริ่มทนไม่ไหว เลยต้องแย้งเหตุผลกลับไปบ้าง เช่นรอบนี้

          “ความฝันบ้าๆ มันกินไปได้ไหม”

          “รีบๆขึ้นห้องไป พรุ่งนี้แกต้องไปออกงานกับฉัน”

          “อย่าคิดออกไปกินเหล้าเมายาอีก ฉันขี้เกียจตาม”

          “เข้าใจไหม!”

          ฉันไม่รอให้พ่อพูดจบ รีบเดินขึ้นห้องทันทีอย่างเบื่อหน่าย ส่วนคุณแม่ยืนข้างๆคุณพ่อ ไม่ว่าพ่อจะพูดอะไรช่างเป็นผู้ตามที่ดีซะเหลือเกิน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป