บทที่ 9 PART 8 | โลกกลม
PART 8 | โลกกลม
@ร้านอาหาร
“หวังว่าอนาคตเราจะมีโอกาสได้ร่วมงานกันนะครับ”
“แน่นอนครับ”
เคย์สันจับมือกับลูกค้าคนสำคัญหลังจากที่คุยเรื่องธุรกิจกันเสร็จเรียบร้อย เนื่องจากประสบการณ์และอายุที่ใกล้เคียงกันทำให้ทั้งสองคุยกันราบรื่นและทุกอย่างก็เป็นไปในทางที่ดีไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
ครืด~ ครืด~
แต่ยังไม่ทันจะได้คุยกันต่อ อยู่ๆ โทรศัพท์ของชายหนุ่มก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน สายตานิ่งเรียบจ้องมองหน้าจอและทำท่าทางลังเลที่จะรับสาย
“รับสายก่อนก็ได้ครับ” เคย์สันเอ่ยบอกไปตามมารยาท
“ขอโทษด้วยนะครับ” น้ำเสียงนิ่งเรียบตอบกลับด้วยความเกรงใจ ก่อนจะกดรับสายที่เขาไม่อาจจะปฏิเสธได้
(พี่มาทานข้าวกับใครคะ?)
เมื่อกดรับสายปลายสายก็ตามขึ้นด้วยความอยากรู้ทันที ถึงแม้เธอจะรู้คำตอบอยู่ในใจแล้วก็ตาม
“มีอะไรหรือเปล่า?” เฮย์เดนว่าที่ประธานบริษัทคนใหม่เอ่ยถามคนในสายอย่างไม่รอช้า
(ก็หนูเห็นรถพี่จอดอยู่หน้าร้านอาหารอะ)
“พี่มาคุยงานกับลูกค้า” เฮย์เดนตอบน้องสาวในสายอย่างไม่อ้อมค้อม
(อย่ามาโกหกหนูนะ) ปลายสายถามติดตลกและไม่ยอมเชื่อพี่ชาย
“พี่มาคุยงานจริงๆ” เฮย์เดนยังคงยืนยันคำตอบเดิม
(คุยงานแล้วทำไมถึงรับสายหนูได้คะ? พี่มาทานข้าวกับสาวก็บอกมาตรงๆ เถอะ ไม่ต้องมาโกหกหรอก)
“พี่มาคุยงานจริงๆ” ชายหนุ่มยังคงยืนยันคำตอบเดิมด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น
(โอเคๆ หนูยอมเชื่อก็ได้ค่ะ) ปลายสายยอมเชื่อก่อนจะวางสายไป
“ต้องขอโทษด้วยนะครับ พอดีน้องสาวโทรมา” เฮย์เดนยิ้มให้ก่อนจะเก็บโทรศัพท์ไว้ที่เดิม
“ไม่เป็นไรครับ”
“เรื่องรายละเอียดและเอกสารต่างๆ ผมจะส่งให้ทางอีเมลนะครับ” เฮย์เดนเข้าประเด็นในเรื่องที่คุยกันค้างไว้ก่อนหน้า
“ได้ครับ”
“งั้นวันนี้ผมต้องขอตัวก่อนนะครับ พอดีมีงานด่วนที่จะต้องรีบไปเคลียร์ต่อ”
“ครับ”
เฮย์เดนยิ้มให้อย่างเป็นกันเอง ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปก่อน เพราะเขามีธุระที่จะต้องไปจัดการต่อ
“อ้าว!! ไหนว่ามาคุยงานไงคะ” สาวสวยทักขึ้นเมื่อบังเอิญเจอพี่ชายในร้านอาหารในระหว่างที่เดินเข้ามา
“พี่คุยเสร็จแล้ว แล้วเรามาทำอะไร”
“หนูมาทานข้าวกับเพื่อนค่ะ แล้วนี่พี่จะกลับแล้วเหรอ?”
“ใช่สิ พี่ต้องรีบกลับไปทำงานต่อไม่มีเวลาว่างเหมือนเราหรอก”
ในระหว่างที่สองพี่น้องกำลังยืนคุยกันอยู่ ก็มีชายหนุ่มอีกคนเดินเข้ามาเจอพอดี สายตานิ่งเรียบมองหญิงสาวในชุดนักศึกษาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะได้เจอเธออีก
“ยังไม่กลับเหรอครับ”
ทั้งๆ ที่เขาไม่จำเป็นที่จะถาม แต่เคย์สันกลับเลือกที่จะถามออกมา และในใจก็อยากรู้ว่าสองคนนี้รู้จักกันได้ยังไง ทำไมถึงดูพูดคุยกันด้วยความสนิทสนมแบบนี้
“พอดีเจอน้องสาวครับ นี่ฮันน่าน้องสาวผม ส่วนนี่คุณเคย์สันคนที่พี่มาคุยงานด้วย” เฮย์เดนแนะนำให้ทั้งสองคนรู้จักกันตามมารยาท โดยที่ไม่รู้ว่าทั้งสองคนรู้จักกันมาก่อนแล้ว
“สวัสดีค่ะ” ฮันน่าแกล้งตีหน้าซื่อทักทายพร้อมรอยยิ้ม และทำตัวเหมือนกับว่าไม่เคยเห็นหรือรู้จักกับอีกฝ่ายมาก่อน
ใบหน้าหล่อกระตุกยิ้มด้วยความพอใจ เขาไม่คิดเลยว่าโลกจะกลมได้ถึงขนาดนี้
“อย่ามัวแต่เที่ยวเล่นนะ รีบตั้งใจเรียนให้จบแล้วมาช่วยพี่ทำงาน” เฮย์เดนหันไปบอกน้องสาวด้วยความเป็นห่วง
“พี่ก็อายุยังไม่เยอะนะ แต่ทำไมชอบบ่นเหมือนคนแก่จังเลยเนี่ย”
“พอพี่บอกก็หาว่าพี่บ่นให้ อ้อ!! อย่าลืมกลับบ้านบ้างนะป๊ากับม๊าอยากเห็นหน้าลูกสาวแล้ว”
“ได้ค่ะๆ หนูต้องไปแล้ว เพื่อนๆ รออยู่” ฮันน่ายอมตกลงง่ายๆ เพื่อให้จบๆ ไปก่อน พร้อมกับเอาเรื่องเพื่อนมาอ้าง เพราะเริ่มจะอายสายตาของบอดี้การ์ดที่กำลังมองมาที่เธออยู่
ส่วนอีกคนก็มองหญิงสาวในชุดนักศึกษาที่ดูเรียบร้อย ไม่เหมือนกับชุดที่เธอใส่วันนั้น ซึ่งมันดูต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“ขอตัวก่อนนะคะ”
ฮันน่าก้มหน้าก้มตาบอกด้วยท่าทางเลิ่กลั่ก ในหัวคิดไปถึงเรื่องราวที่เพนส์เฮาท์วันนั้น ถ้าเขาเล่าเรื่องวันนั้นให้พี่ชายของเธอฟัง แล้วถ้าเรื่องนี้ไปถึงป๊ากับม๊ามีหวังชีวิตเธอแย่แน่
ฮันน่าไม่รอช้ารีบเดินออกไปทันที ทางที่ดีเธอควรถอยไปตั้งหลักก่อน รอเวลาและโอกาสที่ดีกว่านี้ค่อยหาทางคุยเรื่องนี้กับเขาให้รู้เรื่องอีกที
“มึงไปไหนมา?” นาเดียถามขึ้นเมื่อเห็นฮันน่าเดินกลับเข้ามา
“บังเอิญเจอพี่ กูก็เลยแวะคุยด้วย”
“พี่!! อย่าบอกนะว่าพี่เฮย์เดน มึงทำไมไม่ชวนกูไปด้วย!!” นาเดียทำท่าทางตื่นเต้น ก่อนที่จะทำหน้าผิดหวังในประโยคต่อมา
“ขอโทษนะ!! มึงตามจีบพี่หมออยู่ไม่ใช่เหรอ!!” ฮันน่ามองบนให้กับท่าทางลืมตัวของเพื่อนรัก
“กูลืมไป” นาเดียยิ้มแก้เขินเมื่อนึกถึงพี่หมอขึ้นมา
“คืนนี้ไปเที่ยวกันปะ” กวินชวนเพื่อนๆ ในระหว่างที่รออาหารมาเสิร์ฟ
ฮันน่าทำทางท่าทางคิดหนัก ในใจก็อยากจะไปเที่ยวผ่อนคลายบ้าง ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมาเธอเครียดมาทั้งอาทิตย์แล้ว แต่ถ้าไปก็กลัวจะไปเจอใครที่ทำให้เครียดหนักมากกว่าเดิม
ส่วนกวินก็คอยสังเกตอาการและท่าทางของฮันน่าที่ดูมีพิรุธและชอบทำตัวแปลกไปตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องแล้ว
“วันนี้วันศุกร์เที่ยวได้เต็มที่ พรุ่งนี้ไม่มีเรียน” กวินยังคงหาคำพูดมาพูดเชิญชวนเพื่อนๆ ทุกคน แต่ก็เหมือนจะไม่เป็นผล เมื่อทุกคนเอาแต่นั่งเงียบกัน
“มึงไปปะ!” กวินหันไปถามฮันน่าคู่ขาคู่เที่ยวด้วยกันเป็นประจำ
“อืมไปก็ไป กูไม่ติดอะไรอยู่แล้ว”
ตอนแรกฮันน่าลังเลที่จะไป แต่ถ้าปฏิเสธก็กลัวจะดูน่าสงสัยจนเกินไปก็เลยยอมตกลงไปด้วย
“กูกับมึงคงได้ไปกันสองคนอีกตามเคย” กวินตัดพ้อทำหน้าเซ็ง พอเพื่อนมีแฟนก็หายเงียบกันไปหมด
“ทำใจให้ชินเถอะ” ฮันน่าไม่เพียงแค่พูดปลอบใจกวิน แต่เธอพูดเพื่อปลอบใจตัวเองด้วย
ทุกคนนั่งกินข้าวกันไปคุยกันไปเกือบหนึ่งชั่วโมงก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับคอนโด
ฮันน่ากลับมาถึงคอนโดและยังพอมีเวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัด เธอจึงทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้างก่อนจะเผลอหลับไป
ร่างเล็กนอนหลับสบายอยู่หลายชั่วโมงก่อนจะงัวเงียตื่นขึ้นมาเมื่อมีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นมาไม่หยุด
“เผลอหลับไปนานเหมือนกันนะ” ฮันน่าบ่นให้ตัวเองเบาๆ เมื่อถึงเวลานัดแล้วแต่เธอพึ่งจะตื่น
หญิงสาวลุกขึ้นไปอาบน้ำก่อนจะเดินออกมาหาชุดที่จะใส่ไปเที่ยวคืนนี้ ใบหน้าสวยขมวดคิ้วเป็นปมด้วยความสงสัย เมื่อเห็นชุดที่ขาดหลุดลุ่ยแต่กลับถูกแขวนอยู่ในตู้เหมือนเดิม
“ทิ้งไปแล้วไม่ใช่เหรอ” ฮันน่าถามตัวเองเสียงเบา วันนั้นเธอโยนชุดนี้ทิ้งไปแล้ว แต่ทำไมถึงมาอยู่ในตู้เสื้อผ้าของเธออีก
อยู่ๆ เหตุการณ์ในวันนั้นก็ลอยเข้ามาในหัว ภาพชายหนุ่มยังคงเด่นชัดในโซนประสาทไม่เคยจางหายไปเลยสักนิด
ครืด~ ครืด~
“ว่าไง” ฮันน่าสะดุ้งตื่นจากความคิด ก่อนจะกดรับสาย
(เสร็จหรือยังกูรอนานแล้วนะ) กวินบ่นให้หลังจากที่นั่งรอมานานแล้ว บอกให้เขามารับแต่กลับให้เขานั่งรอมาเป็นชั่วโมง
“เสร็จแล้วๆ กำลังจะลงไป” ฮันน่าเลือกที่จะโกหกคำโตออกไป เพราะถ้าขืนพูดความจริงมีหวังโดนกวินบ่นให้จนหูชาแน่
ร่างเล็กรีบแต่งหน้า แล้วหาชุดใส่ทันที ถ้าชักช้ากว่านี้กวินคงขึ้นมาตามถึงบนห้องแน่ ไม่รู้จะรีบไปไหน
..
คอมเมนท์ = กำลังใจ
