บทที่ 11 ตอนที่6/1 เปลือยเปล่าต่อหน้าเธอ (1)
เมลลินลงเงินเล่นพอหอมปากหอมคอก็ผละจากเถ้าแก่ปล่อยเดิมพันนอกระบบมาหาบิดา คู่ต่อไปเป็นคู่เอก นักชกฝั่งตรงข้ามมาจากค่ายเคโอซึ่งเป็นดาวรุ่งในช่วงนี้ ส่วนนักชกฝั่งค่ายครูเฉลิมเป็นลูกพี่ลูกน้องเธอเอง
ต่างฝ่ายต่างพึ่งเข้าวงการสะสมชื่อเสียง เมื่อเปรียบเทียบสถิติจึงไม่ค่อยแปลกนักหากผู้ชมจะเอนเอียงไปทางนั้นมากกว่า ลูกพี่ลูกน้องเธอไม่เคยชกใครจนน็อคเลยสักครั้ง
“ไอ้แสนน้องรัก อย่าติดเล่นนะ พี่ลงเงินฝั่งเอ็งไปตั้งเยอะ ถ้าแพ้ล่ะน่าดู” เมลลินบีบนวดทุบไหล่ให้นักมวยมุมแดงรูปร่างสูงโปร่ง กำชับเขาอย่างเข่นเคี่ยวไม่ว่าอย่างไรก็ต้องชนะให้ได้
“จะบอกให้ หมอนั่นน่ะคล่องแคล่วหาจังหวะทำคะแนนเก่ง ทางเดียวที่จะตัดสินแพ้ชนะก็คือน็อคเอ้าต์เท่านั้น”
“ผมไม่ชอบ ผมกลัวทำเขาตาย” แสนชัย ฉายาในวงการ แสนชัยเทพพิทักษ์ ส่ายหน้าน้อยๆ
“ไม่ตายหรอกน่า เอ็งนี่ก็เป็นนักมวยใจเสาะไปได้ สบจังหวะให้อัดรัวๆ เลยนะ เดี๋ยวชนะจะให้ค่าขนม”
“พี่เมล ผมอายุสิบแปดปีแล้วนะ ไม่ใช่เด็กกะโหลกกะลาตามก้นพี่ต้อยๆ แล้ว พี่ยังทำเหมือนผมเป็นเด็ก”
แสนชัยยักไหล่ค่อนแคะ ใบหน้าหล่อเหลาแฝงความตึงเครียดคุกรุ่นทำให้คนนอกมองมาดูน่ายำเกรง ทว่าสำหรับญาติผู้พี่ของเขาคนนี้ ต่อให้ชักสีหน้าดุแทบตายกลับกลายเป็นเหมือนมีดพร้าทื่อไม่คม ยังยกมือมาลูบหัวเขาเฉย
“เอาไม่เอา”
“เอา ขอสี่สิบเปอร์เซ็นต์ อยากได้โทรศัพท์ใหม่”
เมลลิน (“…”) ไอ้เด็กนี่!
กรรมการประกาศให้ขึ้นสังเวียน นักชกไทยกับนักชกตาน้ำข้าวรูปร่างปราดเปรียวใกล้เคียงกันเดินไปยังกึ่งกลางเวที สถานที่เสียงตะโกนโหวกเหวกบรรยากาศคละเคล้าไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและหยาบกระด้างแห่งนี้ ดูไม่เหมาะกับหญิงสาวผุดผาดผิวขาวผ่องอย่างยิ่ง เมลลินซึ่งมีใบหน้าอ่อนหวานสะสวย รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นเปราะบางหาใดเปรียบ ชวนให้มองพินิจยิ่งกว่าความดุเดือดบนสังเวียน
หากไม่ติดว่าพ่อของเธอแก่หัวหงอกแล้วยังยกแข้งขาคล่องแคล่ว ป่านนี้พวกหนุ่มๆคงเข้าไปต่อแถวจีบเรียงคน เสียดายปะป๊าดุไปหน่อย
“พ่อครูสวัสดีครับ”
“ไหว้พระเถอะ คนนี้ไม่เลวเลยนะ ดูกระตือรือร้นดี ไอ้แสนคงเหนื่อยหน่อยแล้ว”
พ่อครูเฉลิมหันไปพูดกับคนที่มานั่งลงข้างตน เมลลินเดินกลับมาพอดีเห็นคนๆ นี้เข้าก็ขมวดคิ้วมุ่นประหลาดใจ หากแต่แววตาสั่นไหวยินดี
“ปราบ มาที่นี่ด้วยเหรอ พ่อๆ นี่ป้อมปราบไง เขากลับมาแล้ว เรียนคณะเดียวกับเมลด้วย พ่อจำได้ไหม ป้อมปราบที่อยู่ข้างบ้านเรา เพื่อนเมลไงพ่อ” เมลลินบอกกล่าวอย่างตื่นเต้น
“รู้แล้ว”
“หา?รู้แล้วเหรอ แต่เมลพึ่งเจอปราบวันนี้เองนะ พ่อรู้ตั้งแต่ตอนไหน”
“รู้ก่อนเอ็งมา”
พ่อครูเฉลิมเก่งกาจเรื่องขี้โม้วีรกรรมสมัยหนุ่มขั้นเทพ แต่ไม่ถนัดเรื่องหลอกลูกสาวสักนิด ปกติเขามักจะพูดจ้อไม่หยุดปาก ทว่าเมื่อโกหกตาข้างซ้ายจะกระตุก เมลลินทราบได้ทันทีหลังจากเห็นการตอบสนองเช่นนี้
“คุณเฉลิม คุณกำลังโกหกลูกสาวของคุณ”
บัดซบ!ลูกคนนี้เป็นหนอนในลำไส้อ่านความคิดคนได้หรือไง ข้ายังไม่เอ่ยปากสักคำก็รู้แล้วเหรอว่าโกหก
“แค่นี้เองไม่เห็นต้องโกหกเลย หรือว่าพ่อรู้เรื่องปราบมาตั้งนานมากๆ แล้วแต่ไม่บอกเมล ไม่พูดจะโกรธแล้วนะ”
“อะแฮ่ม!เอ็งๆ ไอ้ลูกบ้า มีที่ไหนรีดเค้นพ่อตัวเอง ข้าไม่รู้โว้ย ไม่รู้…” ลงท้ายด้วยเสียงสูงชะลูด
“คุณเฉลิม”
“คุณฉลงเฉลิมบ้าบอคอแตก อย่ามาเรียกข้าเหมือนเป็นเพื่อนเล่น ข้าเป็นพ่อเอ็งนะเฮ้ย”
เห็นเมลลินหน้างอจนหูตาไหลมารวมกัน สุดท้ายแม้จะรู้แน่นอนแล้วว่าไอ้ตัวดีต้องโกรธ แต่พ่อครูเฉลิมก็ยอมรับเสียงอ่อน ไม่มีทางเลือกอื่น
“เออๆ รู้มาสองปีแล้ว เอ็งจะเลิกคาดคั้นข้าได้หรือยัง”
“สองปี! พ่อรู้แต่พ่อไม่บอกเมลเหรอ นายเหมือนกันป้อมปราบ บอกพ่อแต่ไม่บอกเมล นิสัยไม่ดีกันทั้งคู่”
เมลลินกอดอกเชิดหน้าจนคอแทบเคล็ด สองปีที่เธอเป็นห่วงกินไม่ได้นอนไม่หลับเอาไปโยนให้หมาเถอะ อุตส่าห์ตามหารอข่าวใจจดใจจ่อ ที่แท้อยู่แค่ปลายจมูกนี่เอง ทำไมถึงไม่บอกเธอกันล่ะ ทำไมปล่อยให้กระวนกระวายขนาดนี้
พ่อครูเฉลิมมองหน้าป้อมปราบ ป้อมปราบเองก็เหมือนจะรู้สึกผิดจึงเอ่ยว่า “จะบอกอยู่ แต่มีเหตุผล”
“ไม่ต้องพูด” เมลลินตัดบท
“ไอ้เมลลิน เอ็งก็ฟังหน่อย” พ่อครูเฉลิมขอเป็นตัวกลางช่วยไกล่เกลี่ย แต่ลืมไปว่าตัวเองก็มีส่วน
“ทั้งคู่เลย เมลโกรธแล้ว”
นอกจากจะโดนพ่อบังเกิดเกล้ากับเพื่อนรักคลานตามกันมาร่วมมือปิดบัง เมลลินยังได้รู้ว่าป้อมปราบไปทำงานให้กับค่ายมวยคู่แข่งอย่างเคโอ เขามาที่นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่พานักมวยมาขึ้นชก หลายครั้งที่ไม่ได้เจอหน้าเขาเลยเป็นเพราะคนไม่ยอมปรากฏตัวให้เห็น
นี่ยิ่งทำให้เมลลินอารมณ์เสีย หลังจากแสนชัยต่อยฮุคเสยคางคู่ต่อสู้จนล้มลง ด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่านใจ หญิงสาวรีบผุดลุกเดินดุ่มๆ ไปรับเงินเดิมพันจากเถ้าแก่นอกระบบแล้วสาวเท้าออกจากที่นั่นทันที ไม่ยอมคุยกับใครเลยสักคน
“เมล คุยกันก่อนดิ เมล”
เสียงเรียกไล่หลัง ป้อมปราบตามออกมาติดๆ เมื่อหญิงสาวไม่แม้แต่จะหันมองก็เร่งก้าวสาวเท้ายาวขึ้น ชั่วอึดใจจึงคว้าตัวเธอไว้ได้ เมลลินเซถอยหลัง รอบเอวถูกโอบไว้ด้วยอ้อมแขนกำยำเนื้อแน่นแข็ง
“เมลฟังก่อนได้ไหม อย่าพึ่งโกรธ”
“ไม่ให้โกรธเหรอ สองปีเป็นห่วงมากเลยรู้ไหม ไม่สนเลยล่ะสิว่าเมลจะรู้สึกยังไง”
“ไม่ใช่ไม่สน”
“ไม่ต้องมาแก้ตัว ไม่อยากฟัง”
ป้อมปราบกอดคนโมโหควันออกหูแนบชิดจากทางด้านหลัง ในน้ำเสียงของเธอทั้งน้อยใจทั้งกรุ่นโกรธ และคงเป็นเพราะอารมณ์ขุ่นเคืองนำโด่งเกินไปเมลลินจึงไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ในท่วงท่าชวนให้เข้าใจผิดแค่ไหน ตั้งแต่โตเป็นสาวเข้ามหาวิทยาลัย นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้ชายตัวใหญ่เบ้อเร่อกอดเสียแน่น
“ปล่อย”
“ไม่ปล่อย ฟังก่อนได้ไหม”
