บทที่ 4 ตอนที่2/2 ลืมไม่ลง (2)

นักมวยหญิงผมสั้นร่างใหญ่เดินรุกเข้าหาเมลลิน ปล่อยหมัดตรงไปยังใบหน้าของเธอด้วยแรงที่มีทั้งหมด เมลลินหลบ ย่อตัวลงแล้วสวนต่อยอีกฝ่ายกลับไป สรีระของเธอดูเสียเปรียบ แต่พอได้สัมผัสหมัดเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยกำลังคู่ชกก็ถึงกับเซถอยไปตั้งหลักแทบไม่ทัน

“เชิงดีนะเนี่ยพ่อครู”

เสี่ยหนูเอ่ยชมเมลลิน แต่ริมฝีปากกระตุกไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไร นี่สิถึงบอกว่าพ่อเป็นเสือจะมีลูกเป็นแมวได้ยังไง ขนาดว่าคนเก่งอันดับต้นๆ ของค่ายยังโดนต่อยจนเสียหลัก ถ้าไม่แน่ใจคนอย่างครูเฉลิมจะกล้าลงเดิมพันเหรอ

“ไม่ขนาดนั้นหรอกเสี่ย ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ”

พ่อครูเฉลิมยิ้มกริ่มพ่นควันยาเส้นคลุ้ง วาจาอ่อนน้อมน่าฟังทว่าในใจปลาบปลื้มไม่น้อย ไม่เสียแรงที่เป็นลูกสาวนักมวย เห็นจับแต่ดินสอแบบนั้นใช่ว่าเมลลินจะต่อยตีไม่เอาถ่าน

ที่คัดค้านลูกตอนแรกเป็นเพราะว่าเธออยากชกคราวเดียวมากเกินไป ไม่ได้กลัวว่าเธอจะทำให้เสียหน้าสักนิด

“เฮ้ย!...”

เสียงอุทานเดียวกันก้องไปรอบทิศ แชมป์มวยจอมผยองเซล้มลง นับจนถึงสามยังไม่สามารถลุกขึ้นได้ กรรมการจึงยกแขนเมลลินขึ้นให้เธอชนะน็อคไป

เด็กสาวสวมนวมสีแดงคิ้วแตกเลือดกบปาก ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้มีทีท่าเหนื่อยล้ายอมถอย พอคนต่อไปขึ้นมาชกเธอก็กระโดดตั้งการ์ดมืออย่างแน่วแน่ ไม่กลัวว่าจะโดนต่อยจนเสียโฉม ไม่กลัวความเจ็บปวด ขอเพียงชนะป้อมปราบก็ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเรื่องไม่ดีแล้ว

พลังใจเมลลินเกินร้อยจนจบคู่ที่สี่ สภาพเธอดูไม่ค่อยดีเพราะคู่สองถึงสามเป็นนักชกผู้ชาย กติกาไม่ได้จำกัดเพศ เสี่ยหนูจึงเอาข้อได้เปรียบนี้เปลี่ยนตัวคนชกกะทันหัน และแม้เมลลินจะผ่านมาได้อย่างเฉียดฉิวทั้งหมดแต่นักมวยแชมป์อีกคนก็ยังไม่ออกมา

ในโค้งสุดท้ายก่อนลงสนามอีกครั้ง ข้างเวทีพนัสอยู่ไม่สุขจนอยากลากเธอลงไป แต่เด็กสาวส่ายหน้าไม่ยอม เขาจึงทำได้แค่ทุบสังเวียนโกรธเธอ

“เราไหว บอกแล้วไงว่าไม่ต้องเป็นห่วง” คนสุดท้ายงานหินของจริง จะโค่นยักษ์คงต้องทุ่มสุดตัว

เมลลินออกไปชกด้วยสภาพที่แม้แต่คนทั่วไปได้เห็นก็ไม่กล้ามอง เพื่อนๆ ของเธอก้มหน้าใจฝ่อส่วนผู้เป็นพ่อถามย้ำกับลูกสาวหลายครั้งแล้วแต่คนยังยืนกรานไม่หยุด

กระทั่งหลังจากนั้นอีกสามวันพอลืมตาตื่นขึ้นมาที่โรงพยาบาล สิ่งแรกที่เมลลินถามคือเธอชนะหรือเปล่า

“ชนะ ได้เงินห้าแสนมาแล้ว” พ่อครูเฉลิมตอบเสียงราบเรียบราวกับไม่ค่อยยินดีนัก

“มีอะไรเหรอพ่อ โทรหาปราบให้เมลหน่อย เขาต้องรีบใช้เงิน”

“ไม่ต้องใช้แล้ว”

เมลลินเจ็บร้าวไปทั้งร่าง พอได้ยินคำพูดนั้นก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก สามวันนี้เธอพลาดอะไรไป “เขาต้องใช้สิพ่อ ด่วนด้วย”

“ตอนที่เอ็งไม่ได้สติพ่อเอาเงินไปให้ไอ้ปราบใช้รักษาแม่มันแล้ว แต่เกิดเรื่องก่อน คนของเสี่ยหนูจับได้ว่าไอ้ปราบเป็นสายให้ตำรวจ ก็เลยส่งคนมาฆ่ายกบ้าน ไอ้ปราบหนีไปได้ แล้วเมื่อวานก็มีข่าวว่าเสี่ยหนูกับลูกน้องโดนฆ่าตาย ไม่มีหลักฐานว่าใครทำแต่พ่อได้ยินนักมวยจากค่ายเสี่ยหนูบอกว่าเป็นไอ้ปราบ ตอนนี้ทั้งตำรวจทั้งคนของเสี่ยหนูตามหาเพื่อนเอ็งกันหมด”

เธอเหมือนพึ่งหลับไปไม่นาน แค่สามวันเท่านั้นก็ตื่นมาเจอกับข่าวร้าย ใครจะไปเชื่อลง เมลลินกุมขมับปวดศีรษะ เอ่ยถามบิดาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พ่อล้อเมลเล่นใช่ไหม”

“…ข้าไม่ได้ล้อเล่น”

จากเหตุการณ์ฆาตกรรมใหญ่วันนั้น สามเดือนต่อมาก็ถึงพิธีจบการศึกษา นักเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่หกต่างล่ำลาอวยพรให้กัน บางส่วนไปสังสรรค์ยินดี บางส่วนเตรียมตัวเดินทางไปทำงานไกล

เมลลินเป็นเพียงไม่กี่คนที่เลือกจะหมกตัวอยู่บ้านในวันพิเศษแบบนี้ เธอไม่มีอารมณ์ออกไปไหน แม้พนัสกับฟองดาวจะคะยั้นคะยอจนปากแฉะก็ตาม

“อยู่ที่ไหนปราบ สบายดีหรือเปล่า ทำไมไม่ได้ยินข่าวเลย”

เมลลินกอดเข่าเลื่อนดูรูปถ่ายวันจบการศึกษา น่าเสียดายที่ช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ไม่มีภาพของเพื่อนสนิท เด็กหนุ่มข้างบ้านคนที่ยอมเป็นเพื่อนเล่นคนแรกของเธอ คนที่ไม่รวมหัวกับคนอื่นแกล้งเธอสมัยที่ยังอ้วนตุ้ยนุ้ย ไม่มีป้อมปราบเธอก็ไม่รู้เลยว่าจะกล้าก้าวขาไปโรงเรียนได้อีกครั้งไหม

ก็อกๆ

เสียงเคาะอยู่ใกล้หูมาก ทีแรกเมลลินคิดว่าเป็นพ่อที่อยู่นอกประตู แต่นึกขึ้นได้ว่าวันนี้คุณเฉลิมเค้ามีนัดก้งเหล้ากับเถ้าแก่โรงสี จึงย่นหว่างคิ้วแล้วหันอัตโนมัติไปทางหน้าต่างแทน นิ้วมือของใครบางคนยังเกาะค้างอยู่ จากนั้นเคาะเรียกเธออีกครั้ง

เมลลินพรวดพราดลงจากเตียงเลื่อนบานหน้าต่างขึ้น ภาพที่เห็นทำให้เธอน้ำตาคลอเบ้า

“ปราบ?...ปราบจริงด้วย!”

เด็กสาวผมยาวดั่งน้ำตกปีนออกมา โผเข้ากอดเด็กหนุ่มที่ไม่ได้เจอกว่าสามเดือนอย่างดีใจ “หายไปอยู่ไหน เมลเป็นห่วงมากเลยนะ หิวข้าวหรือเปล่า เดี๋ยวเจียวไข่ให้กินเอาไหม”

“ไข่เจียวเค็มๆ ของเมลน่ะเหรอ ก็ดีนะ แต่ปราบไม่มีเวลาขนาดนั้นหรอก” ป้อมปราบยื่นดอกไม้ช่อเล็กให้เด็กสาว จากนั้นลูบน้ำตาที่ไหลนองแก้มเธอเบาๆ

“ยินดีด้วยนะ ขอโทษที่ไม่ได้ติดต่อมา”

“ไม่เป็นไร ปลอดภัยก็ดีแล้ว”

เขาแต่งตัวรัดกุมสีดำสนิท สะพายกระเป๋าเป้เล็กๆ เส้นผมโกนโล้นเกลี้ยง ใบหน้าอิดโรยเหนื่อยล้า ที่ผ่านมาคงลำบากไม่น้อย ต้องหนีทั้งคนของเสี่ยหนูกับตำรวจ เสี่ยงกลับมาที่นี่อีกครั้ง หากมีคนเห็นป้อมปราบไม่รอดแน่นอน

“ที่โดนเรียกว่าเต่า เป็นเพราะเมลร้องให้แล้วหน้าย่นแบบนี้ไง เลิกร้องได้แล้ว ปราบต้องไปแล้ว”

“ไปแล้วเหรอ จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่” เด็กสาวเกาะชายเสื้อเขาเอาไว้ ร้องไห้ฟูมฟายหนักหน่วง

ป้อมปราบยิ้มราวกับชีวิตบัดซบไม่ใช่เรื่องใหญ่

บทก่อนหน้า
บทถัดไป