บทที่ 6 ตอนที่3/2 เจอกันอีกครั้ง (2)
แรกๆ มันดูแปลกหว่าเหว่ แต่สองปีที่ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยกัน ได้รู้ว่าบางคนทึ่มทื่อจนน่าทุบแค่ไหน ก็คิดใหม่ หนุ่มยานยนต์สิบเก้านายนี้ไม่เลวเลยทีเดียว
หญิงแกร่งเมลลินก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์คั่นเวลา ระหว่างรอให้ปีสองนำน้องใหม่วัยขบเผาะเข้ามาตั้งแถวในลานเชียร์ บรรยากาศช่วงเปิดเทอมมักคึกคักสนุกสนานแบบนี้ โดยเฉพาะกับคณะที่ขึ้นชื่อว่ามีคนหน้าตาดีมากที่สุด ขี้เก๊กที่สุด และคารมคมคายยิ่งกว่ามีดโกนหนวด จึงไม่แปลกหากจะได้ยินเสียงน้องใหม่ไร้เดียงสาวี้ดว้ายมาเป็นระยะ
“คุยกับแฟนเหรอ…”
“จะเอาโทรศัพท์ฉันไปตรวจไหม” เมลลินยื่นโทรศัพท์ไปต่อหน้าเจตน์ เขาไม่ได้รับไว้แต่เป็นอนุรักษ์ตัวป่วนคนเดิมมาฉวยตัดหน้า
ชายหนุ่มเลื่อนจอดู บุ้ยปากแสดงอาการสงสารคนในช่องแชทจับใจ “อิเจ๊ไปหลอกเด็กที่ไหนอีก คบๆ เลิกๆ แต่ละคนสามวันบ้างไม่ถึงวันบ้าง ระวังเวรกรรมที่ก่อไว้กับหนุ่มๆ ทั้งหลายจะตามทันนะ”
“เหรอจ๊ะคุณอนุรักษ์ อย่างคุณนี่เอาอะไรมาสั่งสอนคนอื่น ตัวเองสับรางสาวไม่ซ้ำหน้า เอามา นั่นลูกพี่ลูกน้องเว้ย”
“แน่ใจ”
“เออ!…”
เมลลินตวัดหางตาดุดัน เธอก็ไม่ทราบว่าดวงความรักโดนราหูอมไม่ยอมคายไปแล้วหรือเปล่า สองปีมานี้เลยเทียวโสดเทียวคุย ทว่าไม่เคยได้คบใครพ้นเดือนสักคน
เล่นตัวหน่อยเขาก็ไปมีสาวอื่น ว่าง่ายแอ๊บแบ้วจนรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองก็ยังไปไม่รอด น่าสงสัยว่าจะโดนสาปหรือเปล่า
ใช่แน่ๆ มันต้องเป็นเพราะจูบต้องคำสาปเมื่อคืนสองปีก่อนนั้น
นึกถึงคนบางคน ริมฝีปากของเมลลินราวกับมีกระแสไฟ จี้ดจี้เข้าแสกกลางหน้า เล่นเอาเสียวสันหลังอยู่ไม่เป็นสุข
นั่นเป็นประสบการณ์แนบชิดผู้ชายเพียงครั้งเดียวครั้งแรก แถมเจ้าคนไม่ได้เรื่องยังเป็นเพื่อนสนิทด้วย จะไม่ให้เธอโมโหได้หรือ จูบแรกควรเป็นจูบที่โรแมนติกน่าจดจำ แต่พอคิดเกี่ยวกับมัน ก็เห็นแต่หน้าป้อมปราบ ไอ้เพื่อนรักหัวโล้นที่เป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้มาจูบเธอ
อนุรักษ์คืนโทรศัพท์ให้สาวเจ้าแก้มพอง หยอกล้อจนเกือบจะโดนเธออัดอีกรอบถึงได้ยอมรามือไปเตาะสาวน้อยปีหนึ่งหน้าตาสวยใส เขาก็เป็นแบบนี้ ทะเล้นขี้เล่น ขนาดว่ามีแฟนแล้วยังไม่หยุดหว่านเสน่ห์ เมลลินสวดภาวนาขอให้มีสักวันที่แฟนมันมาเห็นแล้วทุบตีจนตาย
พิธีกรเรียกรวมพล รุ่นพี่ปีสองปีสามสวมช็อปคณะวิศวะสีกรมท่าทยอยมาล้อมลานเชียร์ยืนเหนือน้องปีหนึ่ง
เป็นธรรมเนียมที่จะต้อนรับด้วยบูม ขณะกอดคอกับพวกเพื่อนชายขายาว นักศึกษาใหม่สาขายานยนต์คนหนึ่งได้หันคอแหงนมองเมลลิน เขานั่งขัดสมาธิอยู่หัวแถวใกล้กับจุดที่เธอยืนที่สุด
แม้จะมีคนดาษดื่นพันกว่าชีวิต แต่ลักษณะท่าทางที่คมเข้มเด่นชัด เส้นผมสั้นดำขลับ แถมบ่าไหล่ยังกว้างกล้ามเนื้อกำยำกว่าใคร ทำให้คนๆ นี้สะดุดตาชวนมอง
เมลลินสังเกตเห็นเขาได้ไม่ยาก แวบแรกหญิงสาวคิดว่าตัวเองตาพร่า ใบหน้านี้คุ้นเคยคล้ายคนๆ หนึ่งอยู่หลายส่วน ทว่าดูภูมิฐานเป็นผู้ชายอกผายไหล่ผึ่งกว่า ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน เพอร์เฟ็คอย่างกับนายแบบนิตยาสารแฟชั่นไม่ก็พวกคนมีเงินที่ดูแลตัวเองอย่างดี
ชายหนุ่มยักคิ้วหนาให้เธอ กดยิ้มลึกตรงมุมปากไม่ปิดบัง เมลลินชะงักตาค้าง เลื่อนลงมาอ่านป้ายชื่อบนอกเขาช้าๆ
“เชี่ย!...”
เธออุทานลืมตัว ประจวบเหมาะกับที่หัวหน้าสโมสรวิศวะกล่าวต้อนรับจบพอดีคนทั้งแถบจึงได้ยิน
สภาพความเงียบปนตะลึงงันในตอนนี้ไม่ต้องสาธยายก็ทราบได้ว่ามันโคตรอึดอัดแค่ไหน เมลลินทำหน้าบิดเบี้ยวทั้งที่อายเหลือทน ยังหาทางลงให้ตัวเองด้วยการกุมท้องร้องครางโอดโอย
“เจ็บ…เจ็บท้อง ไม่ไหวแล้ว ขอโทษด้วยเมนส์มา”
ไม่รู้พูดแบบนั้นทำไม ดีว่าภรันประคองเธอไว้แล้วพาหลบออกไป ไม่อย่างนั้นกิจกรรมกอดคอบูมอันทรงพลังของคณะวิศวะคงจะไม่ได้เริ่ม
หญิงสาวนั่งจับเจ่ายีเส้นผมตัวเองอยู่บนม้านั่งลับตาผู้คน ให้ตายก็ไม่อยากเชื่อว่าเจ้าบ้าที่กวนอารมณ์เธอที่สุดจะปรากฏตัว
หายหน้าหายตาไปสองปี บทจะมาให้เจอก็มาง่ายๆ ผีไม่ออกมาหลอกคนตอนกลางวันแล้วเหรอ…
เมลลินขบเคี้ยวเคี่ยวฟันสบถคนเดียว ส่วนภรันถูกเธอไล่ให้กลับไปร่วมทำกิจกรรม มองไปรอบด้านไม่มีเงาใครสักคน แม้แต่หมาประจำคณะก็ไปเห่าหอนพวกน้องใหม่กันหมด
ทว่าจังหวะนั้นเอง จู่ๆ นักศึกษาชายรูปร่างสูงยาวก็มาหยุดยืนตะหง่านอยู่ด้านหลังเธอ เมลลินไม่ชอบที่สุดคือการลอบจู่โจมแบบนี้จึงได้เหวี่ยงแขนไม่สนใจถาม หมัดน้อยๆ เกือบจะเสยคางคนไม่ให้สุ้มเสียงสักเปรี้ยง
“ดุจัง” เขารับไว้ง่ายดาย แทบไม่ต้องออกแรงป้องกัน
“รู้ได้ไงว่าดุ เราเคยรู้จักกันเหรอ”
“จุ๊ๆ ปากคอเราะร้ายไม่เบา”
“ฮึ!ไปไกลๆ”
ไอ้คนลืมเพื่อน หายหัวเงียบสองปีไม่แม้แต่จะส่งข่าว ยังมีหน้ามายิ้มทะเล้นกวนประสาทอีก
เธอในวันนี้ไม่ใช่สาวน้อยเมลลินคนขี้ใจอ่อนคนเดิมแล้ว หากไม่มีเหตุผลที่ฟังขึ้นอย่าหวังว่าจะคุยด้วยง่ายๆ
"คิดถึงกันปะ..."
“เรารู้จักกันด้วยเหรอ”
เมลลินชะงักกับคำถามตรงไปตรงมาของอีกฝ่ายอยู่บ้าง หากแต่ยังยืนกรานบริสุทธิ์ใจว่าไม่สนิทชิดเชื้อกับชายหนุ่ม เขายิ้มคล้ายไม่ยิ้มอยู่ในที ยื่นหน้าตาเข้ามาใกล้ๆ เธอราวกับอยากให้ดูได้ชัดเจน
หญิงสาวผงะ บนใบหน้าหวานนวลเนียนเริ่มแสดงออกถึงความฉุนเฉียว ทว่าเพราะเป็นคนที่มีประกายน้ำเจือใสอาบลูกตาอยู่ตลอด ขณะนี้จึงไม่ได้มีลักษณะแม่สาวขี้โมโหร้าย กลับเหมือนว่ากำลังขัดข้องทำตัวไม่ถูก
สุดท้ายเหมือนจะไม่อยากถกเถียงกันอีก คนตัวเล็กพลันหมุนขวับเดินหนี เย็นชาจนน่าใจหาย
“เดี๋ยวดิ…จำไม่ได้จริงเหรอ” หรือบางทีเขาควรกระตุ้นด้วยการกระทำบางอย่าง
