บทที่ 7 ตอนที่4/1 เติบโตเป็นหนุ่มหล่อ (1)

ชายหนุ่มดึงเธอไว้อย่างถือวิสาสะ เดินรุกเข้าหาแล้วดันร่างที่บางกว่าถอยไปเรื่อยๆ จนแผ่นหลังหญิงสาวชนกำแพง

เขาทั้งตัวใหญ่ทั้งไหล่กว้าง สรีระเหมือนหมีป่ากางแขนขังเธอไว้ซ้ายขวา เมลลินแม้จะโกรธจนผมแทบตั้งแล้วก็ไม่ได้ใจฝ่อหลบเลี่ยง จดจ้องเขากลับระยะเผาขน

(“>”) เอ๋?มีอะไรไม่ถูกต้องนะ

หมอนี่ไปศัลยกรรมมาหรือไง รู้สึกได้ว่าใบหน้านี้ของเขาหล่อเหลาหมดจดทุกส่วน แววตายังคงค่อนข้างถือดีเหมือนในอดีต จมูกปากรับกัน คิ้วตาหนาเข้ม ทว่ายามมองมายังเธอรับรู้ได้ถึงรอยยิ้มก้นลึกที่แผ่ซ่าน ดูเป็นมิตรทว่าคุกคาม คล้ายต้องการสื่อความนัยบางอย่างที่ชวนให้ใจคอไม่ดี

ฉับพลันป้อมปราบก็ยื่นหน้าลงมาใกล้อีก ไม่ทราบถึงเจตนาแต่เหมือนอยากลบหลู่ลูบคมหญิงสาวเจ้าของหมัดเผ็ดร้อน เธอมีอุปนิสัยดื้อรั้นไม่ยอมเสียเปรียบใครง่ายๆ บุคลิกภายนอกเชิดหยิ่งบ้าง แต่เขารู้ดีว่าคนๆ นี้รักเขา ไม่มีทางลืมเขาเด็ดขาด

“เธองอน?”

บัดซบเถอะ!

เมลลินคำรามเดือดอยู่ในอก พูดออกมาได้หน้าตาเฉยเสียจริงนะ ใช้คำว่างอนยังน้อยไป ฉันไม่โมโหจนมือกระตุกตีคนก็บุญแค่ไหน หญิงสาวเหลือกตาบุ้ยปาก ค้อนขวับใส่ทีหนึ่งก่อนจะเอ่ยคำ เอาล่ะไม่เล่นเป็นเด็กแล้ว

“นึกว่าตายไปแล้ว ยังมีชีวิตอยู่เหรอ”

ป้อมปราบ (“…”)

ก็ไม่แปลกนักที่เธอจะงอน สองปีมานี้เขาไม่ได้ติดต่อมาเลย ขอแค่หญิงสาวไม่โกรธจนตัดกันออกจากชีวิตก็พอ “ทำยังไงจะหายงอน”

ป้อมปราบใช้น้ำเสียงเอาใจ กับคนที่เขารู้จักมาเนิ่นนานคนนี้ จุดอ่อนจุดแข็งเธออยู่ตรงไหนเขาทราบกระจ่างแก่ใจหมดแล้ว แม้ว่าวันเวลาเปลี่ยนผ่าน แต่เมลลินก็ยังเป็นเมลลิน หากไม่สนจริงๆเธอจะยอมพูดด้วยทั้งที่หน้าคิ้วตายู่เข้าหากันหรือ

“คิดก่อน ตอนนี้อารมณ์ไม่ดีคิดไม่ออก”

ท้ายสุดเมลลินก็หลุดปาก เสมือนยอมรับทางอ้อมว่ารู้จักป้อมปราบ เพียงแค่งอนตามประสาจึงทำกระด้างกระเดื่องใส่เขา

ป้อมปราบกลับมาอยู่ในสายตาหญิงสาว ไม่ได้เลื่อนใบหน้าของเขาถอยไปแต่ถามอีกคำถามหนึ่ง

“มีแฟนยัง…?”

“ยุ่ง!...เรื่องส่วนตัวไม่สะดวกให้คนอื่นถาม”

“ปราบไม่ใช่คนอื่น”

“แล้วเป็นอะไร…”

หน็อยแน่! คิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญนักหรือไง จนกว่าจะหายงอน ตำแหน่งเพื่อนรักเพื่อนแท้นี้ขอยึดไว้ก่อน สะดวกใจเหมือนเดิมเมื่อไร เรื่องราวน่าปวดหัวเกี่ยวกับหนุ่มๆ จึงจะคายให้เขาทราบด้วย

สองคนหันประจันหน้ากัน ใกล้ชิดกันอย่างคลุมเครือในที่ลับตาผู้คน อาจไม่ระวังจนสร้างความเข้าใจผิดโดยง่าย ทว่ายังไม่ทันผละห่างก็มีเสียงหนึ่งกล่าวทัก น้ำเสียงนี้ร้อนรนและคุ้นหูเอามากๆ

“เมล!..”

ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสวมช็อปวิศวะสีกรมท่าเข้าคู่กับกางเกงยีนส์เดินตรงมายังทั้งคู่ เขามองรุ่นน้องป้ายชื่อใหม่เอี่ยมด้วยแววตาแปลกใจ รู้สึกได้ว่าหมอนี่มีปัญหา

“พีเอายามาให้ ได้ยินว่าปวดท้อง”

พนัสยื่นยาแก้เจ็บท้องประจำเดือนกับน้ำเปล่าหนึ่งขวดให้เมลลิน ระหว่างจัดแจงแกะยาให้หญิงสาวก็ไม่พลาดที่จะชำเลืองมองป้อมปราบ

คนๆ นี้ไม่ได้เจอกันเสียนาน ทว่าเพียงแวบเดียวเขาก็ขุดความทรงจำ นึกได้ไม่ยากว่าเป็นใคร พนัสเกิดความรู้สึกระแวดระวังอยากดึงเมลลินถอยห่างจากอีกฝ่าย ชายหนุ่มมือไวกว่าความคิด ไม่ต้องใคร่ครวญว่าจะหยาบคายก็คว้าแขนเมลลินมาอยู่ข้างตัวเอง

“ป้อมปราบ” เขาเรียกชื่อคนออกมา

ป้อมปราบไม่มีทางไม่เห็นสายตาและการกระทำของพนัส ออกจะโจ่งแจ้งอยู่บ้างจึงถามขึ้นดื้อๆ

“คบกันเหรอ?”

พรืด! เมลลินสำลักจนน้ำล้นออกทางจมูก คบบ้าคบบออะไร!เอาตาไหนมองว่าเธอกับพนัสคบกันหา!

เมลลินมัวแต่แสบหูแสบคอจึงไม่ทันแก้ต่าง เป็นพนัสที่หน้าเคร่งขรึมเอ่ยตอบเสียงเรียบ “เราเป็นเพื่อนกัน”

“ใช่…” คนที่สำลักจนแก้มแดงตาแดงสมทบอีกเสียง จากนั้นก็ถูกดึงแขนไปยังฝั่งตรงข้ามเป็นหนที่สอง

ป้อมปราบใช้ความคุ้นเคยวันวานกอดคอเธออย่างสนิทสนม รั้งใบหน้างงๆ ของเธอเข้าไปในอ้อมอกแน่นตึง มุมปากเผยอยิ้มน้อยๆ แผ่ไปถึงดวงตา “ก็ดี…”

ก็ดีในที่นี้ไม่ทราบว่าดีเรื่องอะไร ประโยคต่อมาเขากลับเปลี่ยนหัวข้อสนทนาหน้าตาเฉย ราวกับไม่ใส่ใจเรื่องของพนัสอีกแล้ว “ปราบพึ่งเข้าเรียน เมลก็ดูแลหน่อยแล้วกัน”

“ดูแล? …ยังไม่สะสางบัญชีเก่าเลยนะ”

พนัสแลดูมือของป้อมปราบบนไหล่ของหญิงสาว ใบหน้าหล่อออกอาการไม่ค่อยสบอารมณ์สะท้อนทางแววตา แต่ไม่กล้าแสดงออกมากเกินไปจึงไม่กล่าวแทรกอะไร สถานะของเขาตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ความสัมพันธ์คลุมเครือเหล่านั้นกับเมลลินเหลือไว้เพียงคำว่าเพื่อนแล้ว

ทั้งสามเดินกลับมาที่ลานใต้อาคารเรียนของวิศวกรรมยานยนต์ กิจกรรมที่ลานเกียร์สิ้นสุดลง ต่อจากนี้จะเป็นการพบปะกับรุ่นพี่ประจำสาขาและรับประทานอาหารกลางวัน

เมลลินมาถึงพวกน้องปีหนึ่งกำลังแนะนำตัว ส่วนปีสองรายล้อมยืนกอดคอกันรอบด้าน มีแค่ปีสามที่ทำตัวเคร่งขรึมแยกนั่งวางท่าอยู่พื้นยกระดับข้างหน้า

ตอนเธอเข้ามาเรียนใหม่ๆ ก็รูปแบบเดียวกันนี้ ส่งต่อธรรมเนียมรุ่นต่อรุ่น ขึ้นปีสองก็ได้ไปยืนล้อมน้อง พอปีสามก็มาอยู่ข้างหน้าทำตัวดุเข้ม

อย่างเช่นเจ้าพวกหมาสมองเด็ก เวลาอื่นจะแข่งกันปัญญาอ่อนยิ่งกว่าอะไร พออยู่ต่อหน้าน้องใหม่ต่างก็ทะนงเก๊กวางมาด อาศัยว่าช็อปกรมท่าเริ่มตกสีแล้ว ตัวเองจะสร้างความยำเกรงให้น่าเคารพได้

เฮ้อ! ยิ่งมองยิ่งหมั่นไส้ อยากจะทุบสักคนละทีสองที น้องๆ จะรู้ไหมว่าไอ้พวกนี้มันได้ใจแค่ไหน

“ไปรวมทำกิจกรรมได้แล้ว มายืนอยู่ทำไม”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป