บทที่ 8 ตอนที่4/2 เติบโตเป็นหนุ่มหล่อ (2)
เมลลินจิ๊ปากทำเสียงดุเจาะจงกับป้อมปราบ เธอไม่ละเว้นหรอกนะ เขาเข้ามาเรียนใหม่ อย่างไรคณะวิศวะก็ถือคติที่ว่ามาก่อนเป็นพี่ มาหลังเป็นน้อง มาพร้อมเป็นเพื่อน เจ้าหมอนี่คือรุ่นน้องเธอ อย่ามาตีเนียนใช้บุญเก่าช่วย
ป้อมปราบเดินไปเข้าแถวรวมอย่างว่าง่าย แนะนำตัวเองให้เพื่อนร่วมชั้นปีรู้จัก จากนั้นเกิดเสียงพูดคุยอึงอลตามมา
หนุ่มๆ ปีเดียวกับเมลลินจ้องป้อมปราบอย่างอึ้งๆ ทั้งหมดทั้งมวลในที่นี้ ไม่ว่าจะหล่อล่ำอกผายไหล่ผึ่ง หุ่นดีสูงโปร่ง ขายาวราวกับเสาไฟ ล้วนนิยามความรู้สึกแรกเมื่อพบป้อมปราบ
สาขายานยนต์มีคนหล่อคมไม่น้อยหน้าสาขาอื่นก็จริง แต่ที่หุ่นเพอร์เฟ็คอย่างกับนักกีฬาสมชายชาตรีเช่นนี้กลับไม่มีสักคน นั่นทำให้พวกเขาทึ่งหน่วยก้านปีหนึ่งรุ่นน้องคนนี้นัก
“ไอ้น้องนี่กล้ามแน่นจริง เล่นเวทยิมไหนวะเนี่ย ไอ้ปาลเอ๊ย กูว่าเราแม่งต้องไปออกกำลังกายกันบ้างแล้ว”
“เคโอ” ป้อมปราบตอบคนถามไม่มีหางเสียง ถึงอย่างนั้นรุ่นพี่ปีสามทั้งหลายก็ไม่ตำหนิเขา ยังอยู่ในสภาวะเจอเทพ อึกอักบอกไม่ถูก
“เคโอ?ชื่อไม่คุ้นเลย คงไม่ใช่ค่ายมวยเคโอหรอกมั้ง”
“ค่ายมวยเคโอ” ป้อมปราบยืนยันการคาดเดานั้น ทำเอาพวกรุ่นพี่จีบปากอู้วหู้ว หลุดมาดขี้เก๊กวางท่ากันเป็นแถบ
เมลลินได้ยินคำชื่นชมก็มองรูปร่างที่เติบโตเต็มวัยของป้อมปราบบ้าง เพราะเจอกันกะทันหันจึงไม่มีเวลาตรวจสอบลักษณะภายนอกของเขา พอได้สำรวจคร่าวๆ ไล่จากศีรษะจรดปลายเท้า ก็ค่อนข้างที่จะแปลกตาอยู่สักหน่อย
หมอนี่สูงขึ้นมากจริงๆ คงจะราวๆ หนึ่งร้อยแปดสิบกว่าเซนติเมตรได้ น้ำหนักไม่ทราบ แต่หุ่นดีมากเอวเพรียวไหล่กว้าง ผิวพรรณสีน้ำผึ้งกำลังดี ส่วนเรื่องหน้าตา เอาเป็นว่าหล่อใช้ได้ก็แล้วกัน ยังไงเธอก็เห็นป้อมปราบมาตั้งแต่คลานได้ ย่อมไม่ตัดสินว่าเขาหล่อขึ้นหรือว่าขี้เหร่ ต่อให้จมูกเบี้ยวไม่น่ามอง หมอนี่ก็เป็นเพื่อนของเธอเหมือนเดิม
พักเที่ยงทุกคนรับอาหารแจกฟรี ปีสองตั้งวงเข้าหาน้องปีหนึ่ง ส่วนปีสามในฐานะพี่ใหญ่ใครก็ห้ามตบตูดลูบหัวแยกไปนั่งอีกต่างหาก บนโต๊ะของเมลลินมีเพียงเธอที่เป็นผู้หญิงท่ามกลางผู้ชายสิบเก้าชีวิต กำลังฟังพวกมันขี้โม้ใหญ่โตเล่าว่าปิดเทอมเมื่อกี้ไปทำอะไรกันมา แน่นอนน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง
“พี…” เสียงหวานใสลอยมาจากทางตึกคณะแพทย์ข้างกัน หญิงสาวสวมชุดนักศึกษาทรวดทรงหุ่นดี ด้านนอกคลุมไว้ด้วยช็อปคณะวิศวยานยนต์เดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะของพนัส โต๊ะนั้นมีคนนั่งอยู่ห้าคน พอพวกเขาหันไปเห็นเธอก็ส่งเสียงทักทายอย่างเป็นมิตร
พนัสยีเส้นผมหญิงสาว เอ่ยถามเธออย่างห่วงใย “กินข้าวหรือยัง”
“กินแล้ว ซื้อน้ำมาฝากทุกคนด้วย”
ด้านหลังคนขายน้ำประจำตึกหอบแก้วใส่แดงโซดาตามมา กระจายให้ปีสามยานยนต์จนครบกันทุกคน ยังมีอีกส่วนตั้งไว้ให้ปีสองกับปีหนึ่ง
พอทักทายพนัสเสร็จเหมือนหญิงสาวจะมองเห็นเมลลินเข้าจึงผละจากเขาเดินมาหาเธอ
เมลลินนั่งหน่ายเรื่องเล่าบ้าบอคอแตกของไอ้พวกหมาฮัสกี้โตแต่ตัวอยู่ พอมีคนสวมกอดจากทางด้านหลังก็ตกใจทีหนึ่ง
“เมล ได้ยินว่าเจ็บท้อง เมื่อเช้าเราฝากยากับพีมาให้ กินหรือยัง”
“กินแล้ว”
“รู้สึกดีขึ้นบ้างไหม
“อืม ดีมาก”
ฟองดาวเลื่อนตัวมานั่งข้างพื้นที่เก้าอี้ว่าง ทำให้เมลลินเห็นชัดเจนว่าตอนนี้เสื้อช็อปวิศวะบนตัวเพื่อนสาวเป็นของใคร ฟองดาวเป็นนักศึกษาคณะแพทย์ หากไม่ใช่ใส่ของแฟนคงไม่มีคนอื่น
“ค่อยวางใจหน่อย ถ้าไม่สบายเราอยู่แค่นี้ไปหาเราได้ตลอดนะ” ฟองดาวยิ้มตาหยี แสนดีเอาใจใส่เก่งจนเพื่อนชายรอบข้างเมลลินดวงตาเปล่งประกาย
อาจเพราะอยู่กับเจ้าพวกนี้จนชิน แม้จะเป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่เธอค่อนข้างโผงผางตรงไปตรงมาซ้ำยังมือไวไม่เลือกต่อยคน น่าสงสัยว่าจะโดนมองเป็นผู้ชายเหมือนกันไปแล้ว ต่อให้คนอื่นวิจารณ์ว่าสวยหยาดเยิ้มแค่ไหนก็ไม่ค่อยมีใครในกลุ่มเกิดปฏิกิริยาชื่นชมแบบนี้ กับฟองดาวสาวคณะแพทย์ อ้อนแอ้นบอบบางยิ่งกว่าเยื่อกระดาษ พออยู่ท่ามกลางคนโฉดจึงน่ารักน่าถนอมกว่า
“เมล พี่ปีสองบอกให้มาขอลายเซ็น”
ป้อมปราบยืนทำตัวทะมึนอยู่ด้านข้างเมลลิน ไม่ทราบว่าเดินมาตั้งแต่ตอนไหน ปากเรียกพี่ปีสองอยู่หรอก แต่กับเธอที่เป็นปีสามเรียกชื่อเสียทื่อๆ ในที่นั้นใครบ้างจะไม่อึ้ง
“บอกเซ็นก็ต้องเซ็นเหรอ ไม่ให้จนกว่าจะไปเต้นไก่ย่าง”
“เต้นให้ดูคนเดียวได้ปะ”
“ป้อมปราบ!”
ฟองดาวมองเขาอย่างอึ้งๆ อ่านป้ายชื่อยืนยันถึงได้รู้ว่าหนุ่มหล่อตรงหน้าเป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยม
ป้อมปราบหันสายตามองฟองดาว ทว่าไม่ได้กล่าวอะไร
“เราฟองดาว”
เขาทำหน้าคิดพอเป็นพิธี จากนั้นค่อยตอบ “ขอโทษที จำไม่ได้”
ป้อมปราบจำฟองดาวไม่ได้ จะว่าแปลกก็ค่อนข้างแปลก แต่ก็ไม่ไร้เหตุผลเสียงทั้งหมด
สมัยเรียนมัธยมปลายเมลลินมีเพื่อนคบหาอยู่สามกลุ่มหลักๆ กลุ่มแรกแน่นอนว่าเป็นหัวกะทิตัวท็อปอย่างพนัสกับฟองดาว เนื่องด้วยหลายครั้งที่มีการสอบแข่งขันชิงทุนการศึกษาและประกวดผลงานทางวิชาการ เธอมักจะเป็นม้ามืดคว้าอันดับสูสีกับทั้งคู่เสมอ จึงไม่ยากที่จะเริ่มทำความรู้จักกันมาเรื่อยๆ
กลุ่มต่อมาเป็นเพื่อนห้องสองก็คือห้องที่เมลลินอยู่เรียนมาจนจบ แต่ละคนไม่แบ่งแยกฝักฝ่าย ไม่เคร่งเครียดกับการชิงดีชิงเด่นเท่าห้องหนึ่ง สมัครรักใคร่กลมเกลียว และสุดท้ายก็คือป้อมปราบ
ตามจริงยัดเขาเข้าไปรวมกับเพื่อนห้องสองได้ ทว่าหมอนี่ตั้งแต่เล็กจนโตค่อนข้างเข้ากับคนอื่นยาก มีปัญหาอย่างยิ่งในการเปิดรับสิ่งใหม่ เพื่อนร่วมชั้นห้องเดียวกันเขาแทบไม่สุงสิง เป็นเหตุให้ครั้งหนึ่งพอคุณครูเห็นว่าเกรดเฉลี่ยเธอสูงโดดจึงมาคุยแนะนำให้ย้ายไปเรียนห้องหนึ่ง
