บทที่ 1 มาร์ตินี

ตึกสูงห้าชั้นถูกติดตั้งด้วยกระจกกินพื้นที่อาณาบริเวณเกือบหนึ่งไร่ตั้งตระหง่านยังเขตชานเมืองกรุงเทพ ทำให้มันดูโดดเด่นมาแต่ไกล เมื่อรอบบริเวณมีเพียงบ้านและแหล่งชุมชน สิ่งก่อสร้างไม่สูงนัก ป้ายสีเงินวาววับทำจากสเตนเลสชั้นดีส่องประกายอยู่ด้านหน้า บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่รุ่นบิดามารดา สร้างผลกำไรให้ตระกูล ภิสรินธรณ์ มากมายจนได้ขึ้นมายืนเป็นแนวหน้าของแวดวงไฮโซ

พนักงานมากมายนั่งประจำโต๊ะ แอร์เย็นเฉียบแต่ก็ไม่ได้ทำให้ผ่อนคลายแต่อย่างใด สายตาจดจ้องอยู่กับงานอันแสนวุ่นวายเบื้องหน้า ทุกคนต่างทราบดีถึงความเจ้าระเบียบของทายาทสุดหล่อ จึงไม่มีใครกล้าอู้หรือว่อกแว่กในเวลางานเลย

ยังชั้นบนสุดของตัวตึกเป็นห้องทำงานของบรรดาผู้บริหาร หนึ่งในนั้นก็คือ มาร์ตินี ณภัทร ภิสรินธรณ์ นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่บัดนี้ได้รับตำแหน่งรองประธานบริษัท ดูแลทุกอย่างในระหว่างที่ประธานบริษัทตัวจริงมักควงสามีบินไปเที่ยวต่างปร­ะเทศบ่อยๆ และโยนภาระอันหนักอึ้งให้ลูกชายคนโตรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

ร่างกำยำในชุดสูทสีดำนั่งหลังตรงอ่านเอกสารในมือด้วยสีหน้าจริงจัง เครื่องหน้าหล่อเหลาคมเข้มของหนุ่มลูกครึ่งเด่นชัด ทั้งโครงหน้าเป็นสันมีเหลี่ยมมุมชัดเจน ขับเน้นให้มาร์ตินีดูดุดัน แผ่กลิ่นอายความเป็นชายออกมาเต็มที่ เรือนผมหยักศกสีน้ำตาลเข้มถูกเสยขึ้นลวกๆ คิ้วหนาขมวดเข้ากันหลังจากดูผืนที่ดินที่เลขาเสนอมาให้ และราคาที่สูงเสียเวอร์เกินพอดี เขาก็ต้องพ่นลมหายใจยาว นัยน์ตาสีน้ำตาลทองปิดลงช้าๆ ยกฝ่ามือนวดขมับบรรเทาอาการหงุดหงิด

หลังจากนั่งหลับตาครุ่นคิดคำนวณในหัว ก็คิดว่าที่ดินแปลงนี้ไม่สวยมากพอที่เขาจะยอมทุ่มเงินลงทุนมากขนาดนั้น ก้านนิ้วยาวกดปุ่มยังโทรศัพท์บนโต๊ะติดต่อหาเลขาส่วนตัวอีกครั้ง

ตืด

(ค่ะ! คุณณภัทร)

“คุณปลาย ที่ดินที่คุณหามาให้ ยังไม่ตรงเป้าหมายของผมเลย ผมบอกแล้วไงว่าต้องการที่ดินเพื่อสร้างโรงงานกลั่นแอลกอฮอล์ ต้องการพื้นที่สิบห้าไร่ขึ้นไป และต้องไม่ใช่เขตชุมชน คุณไปหาให้ผมใหม่ด้วย!” เสียงเข้มเอ่ยกับโทรศัพท์ไร้สายของตัวเองด้วยความหงุดหงิด ทำเลขาสาวหน้าเสียไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบรับคำ

(ค่ะ! ปลายจะรีบหาที่ใหม่มาให้คุณณภัทรดูทันทีเลยค่ะ)

มาร์ตินีไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ กดวางสายทิ้งไปทันที ก่อนจะเอนพิงเก้าอี้ทำงานของตนเอง แผนการดำเนินงานมากมายวิ่งพล่านในหัวสมอง เพราะนอกจากต้องรับผิดชอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวแล้ว ชายหนุ่มยังทุ่มเทเวลากับธุรกิจใหม่ที่ถือเป็นความชอบส่วนตัวของเขา นั่นก็คือการสร้างแบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นของตัวเอง ให้สมกับที่พ่อตั้งชื่อเขาว่า ‘มาร์ตินี’

หลังจากลงทุนลงแรงร่วมสามปี แบรนด์ L'alcool ก็เริ่มเป็นที่รู้จัก นอกจากนี้เขายังนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขึ้นชื่อจากหลากหลายประเทศเข้ามา ให้คอแอลกอฮอล์เมืองไทยได้มีโอกาสชิม ทั้งเหล้า เบียร์ ไวน์ หรือเครื่องดื่มดีกรีแรงกว่านั้น

ชายหนุ่มปล่อยความคิดมากมายฟุ้งเต็มหัว หายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ปลอบใจตัวเองว่าอีกไม่นานเขาก็ไม่ต้องรับผิดชอบงานทั้งหมดคนเดียวอีกต่อไป เพราะอีกไม่นานน้องชายตัวดีจะกลับไทย ถึงเวลานั้นเขาจะโยนภาระหน้าที่นี้ให้มันไปซะ ส่วนเขาก็จะได้เต็มที่กับธุรกิจของตัวเองเสียที

มาร์ตินีพักการหาที่ดินสร้างโรงงานกลั่นเครื่องดื่มเอาไว้แต่เพียงเท่านั้น เอื้อมหยิบแฟ้มโครงการหมู่บ้านจัดสรรแห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้างอยู่ขึ้นมาพลิกเปิด แต่ยังไม่ทันจะได้ดูผลสรุป ประตูห้องทำงานสีน้ำตาลเข้มก็ถูกเปิดเข้ามาโดยไม่มีสัญญาณเตือน

จากที่ตั้งใจจะเงยหน้าขึ้นไปด่าคนไร้มารยาท รองประธานหนุ่มก็ต้องกลอกสายตาเป็นเลขแปดเมื่อเจอหน้าสวยๆ ของเพื่อนสนิทยืนหน้าบึ้ง พุ่งสายตาหงุดหงิดไม่พอใจตรงมาหาเขาอย่างไม่ปิดบัง

เขาไม่ได้พูดอะไรออกไป เบนสายตาคมกริบไปยังเลขาส่วนตัวที่ยืนอมยิ้มขวยเขินมองเขาและยี่หวาสลับกันนิ่งๆ จนอีกฝ่ายรู้สึกตัว ก็สะดุ้งน้อยๆ และส่งยิ้มแกนๆ กลับมาให้ ก่อนจะรีบปิดประตูห้องให้พวกเขาได้พูดคุยกันเป็นส่วนตัวขึ้น

“มาร์ มึงให้กูทำอะไรนะ ทำงานกับเตเหรอ มึงจะบ้าหรือเปล่าเนี่ย...มาร์อย่าเมินนี่”

เสียงแหลมแว้ดขึ้นทันทีอย่างไม่รักษาภาพลักษณ์ดาราสาวแสนสวยอีกต่อไป ทำเจ้าของห้องพ่นลมหายใจยาวแล้วก้มหน้าอ่านเอกสารต่ออย่างไม่สนใจ

“นี่! มาร์ ได้ยินที่กูพูดไหม กูไม่โอเคนะโว้ย” สาวตรงหน้าก้าวตรงมาหน้าโต๊ะทำงานของเพื่อนสนิทด้วยความเกรี้ยวกราดหงุดหงิด ซึ่งชายหนุ่มก็เพียงละสายตาจากแฟ้มเล็กน้อย

“มึงรับปากแล้ว”

เขาตอบห้วนๆ ไม่สนใจว่าเพื่อนสาวจะอ้าปากค้าง กำหมัดแน่น พยายามจะคิดหาคำด่ากลับหลังจากถูกเขามัดมือชก

“มึงเล่นกูทีเผลอ กูทำงานกับน้องมึงไม่ได้จริงๆ โว้ย มึงก็รู้!”

“ไอ้เตมันโตแล้ว คงน่าจะแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้”

หญิงสาวมุ่ยหน้าขัดใจกับคำตอบที่โคตรจะไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย ได้แต่ยืนกระฟัดกระเฟียดอยู่เช่นนั้น แต่ก็ไม่อาจจะเรียกร้องความสนใจจากมาร์ตินีได้อีก ทำให้ยี่หวาพ่นลมหายใจยาวๆ ก่อนจะหมุนกายไปยังโซฟายาวอีกด้านของห้องทำงานกว้าง แล้วทิ้งน้ำหนักลงไปแรงๆ เพื่อหวังระบายความหงุดหงิดที่เกิดขึ้นในใจ

“ฝากด้วย ที่กูให้มึงช่วย เพราะมั่นใจว่ามึงจะสามารถสอนไอ้เตได้”

น้ำเสียงนุ่มทุ้มลึกดังขึ้นมาจากรองประธานหนุ่มกะทันหัน มันแฝงความจริงใจในประโยคนั้น ทำให้ยี่หวาหมดคำพูดจะมาอ้าง เป็นฝ่ายเบนสายตาหนีไปอีกทางแทน

มาร์ตินีก็ก้มหน้าจัดการงานของตนเองต่อ ไม่มีใครพูดอะไรกันขึ้นมาอีก ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสนิท แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วนหรืออึดอัดใจแต่อย่างใด เมื่ออารมณ์ของดาราสาวเริ่มคงที่ เธอก็ล้วงมือถือขึ้นมาเล่นแก้เบื่อแทน

มาร์ตินีและยี่หวารู้จักและสนิทสนมกันมาตั้งแต่พวกเขาเรียนอยู่ ม.1 ยี่หวาเป็นเด็กเรียนดีทำให้ได้รับทุนเข้ามาศึกษายังโรงเรียนไฮโซของบรรดาลูกผู้ดีมีเงินได้ ทั้งฐานะและนิสัยทำให้ยี่หวาไม่เป็นที่ต้อนรับของเพื่อนนักเรียนคนอื่นเท่าไร ส่วนมาร์ตินีก็เป็นหนุ่มฮอตประจำชั้น เขาเบื่อหน่ายที่เหล่าสาวๆ มักจะมาวุ่นวาย และพวกเพื่อนผู้ชายก็เข้าหาแบบหวังผลประโยชน์ เขาจึงเลือกที่จะอยู่คนเดียว จนกระทั่งทั้งคู่ได้ทำงานกลุ่มด้วยกัน ทำให้เขามองเห็นถึงความแตกต่างจากคนอื่นในตัวยี่หวา หลังจากนั้นทั้งคู่จึงกลายเป็นเพื่อนซี้กันนับแต่นั้น

แต่มันก็เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะถูกเข้าใจผิดว่าแอบคบแอบชอบกัน ถือเป็นเรื่องที่น่าสยดสยองเหลือเกินที่มีคนกล้าคิดว่าเขาจะชอบยัยห้าวเช่นนี้ลง ซึ่งหลังจากปฏิเสธมาหลายครั้ง ผลก็เหมือนทำให้ทั้งคู่เลิกจะสนใจเรื่องนี้ ปล่อยให้ชาวบ้านเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการโดยไม่อธิบายอะไรอีก

เวลาผ่านไปเกือบสามสิบนาที

เพื่อนรักทั้งสองก็ยังไม่มีใครคิดจะพูดคุยอะไรกัน ยี่หวาเองก็เลื่อนมือถืออ่านข่าวคนรู้จักในวงการบันเทิง และก็มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นมา

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“เชิญ” มาร์ตินีเอ่ยนิ่งๆ โดยที่สายตายังไม่ยอมละจากแฟ้มเอกสารเบื้องหน้า

คนที่หันไปมองก็คือยี่หวา ใบหน้าสวยสง่าของดาราแถวหน้าระบายยิ้มให้กับ ‘ปลาย’ เลขาส่วนตัวของเพื่อนสนิท ซึ่งอีกฝ่ายก็ฉีกยิ้มกว้าง หลุบสายตามองหน้าตาเคร่งขรึมของชายหนุ่มที สลับกับหญิงสาวที่หล่อนเห็นพวกเขาอยู่ด้วยกันเสมอ

“มีอะไร”

เสียงของมาร์ตินีเรียกสติที่หลุดลอย ฟุ้งซ่านกับข่าวซุบซิบดาราในหัวปลายให้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง

เลขาส่วนตัวยิ้มเจื่อน ก้มหน้าเก็บสายตาอยากรู้อยากเห็นแล้วก้าวมาหน้าโต๊ะเจ้านาย เพื่อวางแฟ้มข้อมูลที่ดินที่คนตรงหน้าต้องการเพิ่ม

“อันนี้เป็นแปลงที่ดินที่มีประกาศขายอยู่ โดยปลายพยายามคัดเลือกตามที่คุณณภัทรต้องการมาให้ดูเพิ่มค่ะ หากว่ายังไม่มีที่ชอบ เดี๋ยวปลายจะหามาให้เลือกอีกค่ะ”

“อืม ขอบใจ ไปได้”

ชายหนุ่มพยักหน้า เอื้อมรับแฟ้มสีดำเล่มใหม่ขึ้นมาเปิดดูด้วยความสนใจ เลขาสาวจึงโค้งตัวแล้วเดินออกไป ไม่ลืมส่งสายตาวิบวับรู้ทันให้ดาราสาวอีกครั้งด้วย

ปึก

“อึ๋ย ขนลุกว่ะ นี่อย่าบอกนะว่าเลขามึงยังคิดว่ากูกับมึงมีซัมติงกันอยู่” ยี่หวาทำท่าราวกลับถูกบังคับให้กลืนแมลงสาบเข้าปาก พลางยกมือขึ้นลูบขนแขนที่ลุกของตัวเอง

“กูขี้เกียจอธิบาย”

“ไม่ได้ไหม! กับคนใกล้ตัวก็ควรพูดหน่อยเถอะ กูสยองทุกครั้งเลยที่แวะมาหามึง...หรือจริงๆ แล้วมึงคิดอะไรกับกู”

ยี่หวาอมยิ้มมุมปาก เชิดหน้า เอนพิงเบาะโซฟาพร้อมเอ่ยแซวด้วยสีหน้าเหมือนตัวร้ายในละครแอบไปรู้ความลับพระเอก ซึ่งก็ถูกสายตาคมกริบติดสังเวชใจตวัดขึ้นมองทันที

“อย่าหลงตัวเอง กูก็ขยะแขยงมึงไม่ต่างกันหรอก” พูดจบเขาก็ส่ายหัวระอาแล้วดูแปลงที่ดินต่อ ซึ่งคำพูดจิกกัดแบบไม่ไว้หน้าของมาร์ตินีก็ทำดาราสาวหน้ามุ่ย ยกนิ้วชี้ด่ากลับเพื่อนสนิทเสียงดังไม่เหลือภาพลักษณ์ดาราสาวคนสวยอีกต่อไป

“อีมาร์! อีเพื่อนเลว!”

บทถัดไป