บทที่ 2 ชีวิตวุ่นๆ ของลูกชายคนโต
รถสปอร์ตสีดำมันวาวแล่นออกจากลานจอดรถกว้างของบริษัท เขาล้วงบุหรี่ในกระเป๋าขึ้นมาจุดสูบบรรเทาความเครียดจากงานมากมายที่ต้องเผชิญ กระจกรถหรูถูกเลื่อนลงให้สายลมเอื่อยๆ ของหน้าร้อนพัดเข้ามาปะทะใบหน้าคมเข้มดุดัน
ควันสีขาวถูกพ่นออกมาคละคลุ้งในอากาศ ก่อนจะสลายไปรวดเร็วตามความแรงของเครื่องยนต์
มาร์ตินีค้ำศอกกับขอบประตูรถ จ้องมองรถราคับคั่งเบื้องหน้า ก็พ่นควันพิษออกมาอีกครั้ง ก่อนจะขยี้มวนบุหรี่ในมือกับที่เขี่ยในรถ แล้วเลื่อนกระจกขึ้นทันทีเมื่อเข้าสู่ตัวเมืองที่อัดแน่นไปด้วยมลพิษ
ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเย็น จึงไม่แปลกที่รถจะติดเช่นนี้ เพราะเป็นเวลาที่เหล่าคนเมืองต่างทยอยกลับบ้าน
ขณะชายหนุ่มกำลังมุ่งหน้ากลับคอนโดส่วนตัวที่อยู่ใจกลางเมือง คิ้วหนาก็ต้องขมวดเข้าเมื่อเห็นชื่อของมารดาบังเกิดเกล้าปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
เขากลอกสายตาเหนื่อยหน่าย ก่อนจะกดรับสายอย่างเลี่ยงไม่ได้
ติ๊ด
“ครับ”
(มาร์ เลิกงานหรือยังลูก) น้ำเสียงหวานเชื่อมของมารดาคนสวยลอยออกมาจากลำโพงบลูทูท ทำขนในกายชายหนุ่มลุกวาบอย่างไร้สาเหตุ คิดว่าแม่ของเขาคงมีงานบางอย่างจะโยนให้เขารับผิดชอบอีกแน่
“กำลังกลับคอนโดครับ”
(แวะกินข้าวที่บ้านก่อนสิ)
“แม่กับพ่อกลับมาจากนอร์เวย์แล้วงั้นเหรอ”
เขานิ่วหน้าแปลกใจ เนื่องจากทั้งคู่มักจะควงแขนไปฮันนีมูนรอบที่ร้อยด้วยกันเป็นเดือนๆ นี่เพิ่งจะไม่กี่สัปดาห์เท่านั้นทั้งสองก็กลับไทยมาแล้ว
(เพิ่งกลับมาเมื่อเช้าน่ะ นี่แม่สั่งให้เตรียมอาหารไว้เยอะเลย รีบกลับมากินนะลูก)
“เอาไว้วันหลังแล้วกันครับ ผมใกล้จะถึงคอนโดแล้ว”
(มาร์! แม่บอกให้กลับมากินข้าวที่บ้าน)
เสียงหวานเชื่อมของนายหญิงประจำบ้านเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว ทำลูกชายคนโตได้แต่ระบายลมหายใจยาว รับปากท่านอย่างไม่มีทางเลือก
“โอเคครับ งั้นเดี๋ยวผมเข้าไป”
(คิกคิก ดีมาก แม่คิดถึงลูกนะ)
“...”
หลังจากนฤมลได้สิ่งที่ตนต้องการ ก็หัวเราะเสียงใสก่อนจะกดวางสายทิ้งไป ปล่อยให้มาร์ตินีปวดหัวตุบๆ กับนิสัยเอาแต่ใจของมารดา เครื่องยนต์ส่งเสียงคำรามลั่น พวงมาลัยถูกหักเลี้ยวเบี่ยงออกทางซ้ายอย่างชำนาญ เพื่อขึ้นสะพานไปยังอีกฟากของกรุงเทพ
นัยน์ตาสีน้ำตาลทองเหลือบมองคอนโดหรูสุดคุ้นตาจากบนทางด่วน ก็ได้แต่ทอดถอนใจ เหยียบคันเร่งส่งรถหรูพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า กลืนหายไปกับบรรดารถราบนท้องถนน
คฤหาสน์ตระกูล ภิสรินธรณ์
กว่ามาร์ตินีจะขับฝ่ารถติดกลับมายังคฤหาสน์ของบ้านได้เวลาก็ล่วงเลยเกือบหนึ่งทุ่มเข้าไปแล้ว
ร่างสูงอัดแน่นด้วยมัดกล้ามอยู่ภายในชุดสูทตัดเย็บอย่างประณีตก้าวลงมาจากสปอร์ตหรู ท่อนขากำยำมุ่งตรงเข้าสู่คฤหาสน์สไตล์ยุโรปหลังใหญ่ พร้อมด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากงานตลอดทั้งวัน
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ชะงักฝีเท้ามองใบหน้าหล่อร้ายกวนอารมณ์จากบุคคลที่ไม่คิดว่าจะปรากฏอยู่ที่นี่ในเวลานี้
“ไหนมึงบอกสองอาทิตย์ถึงจะกลับ” เสียงทุ้มถามขึ้นอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นน้องชายเพียงคนเดียวยืนส่งยิ้มกวนเบื้องล่างรออยู่หน้าบ้าน ทั้งที่แผนการเดิมคือจะกลับไทยในอีกสองอาทิตย์ ซึ่งนี่เพิ่งผ่านมาเพียงห้าวัน มันก็โผล่หน้ากลับมาไทยแล้ว
“คิดถึงพี่ชายเลยกลับมาก่อน”
ใบหน้าหล่อเหลาของคนพี่ยังคงนิ่งเฉยเหมือนเดิม ส่ายหัวเบาๆ กับประโยคที่โคตรจะไม่น่าเชื่อของอีกฝ่าย
“จากใจจริง?”
“ใครมันจะไปรู้สึกแบบนั้น”
“น้องเหี้ย...ถึงว่าแม่ตามให้กูกลับมาบ้าน เพราะมึงนี่เอง”
“ไม่บอกคิดถึงน้องหน่อยเหรอ ไปเรียนตั้งสองปี”
ซึ่งคำพูดนั้นก็ทำให้มาร์ตินีปวดหัวจี๊ด เพราะแม้เตกีลาจะบินไปศึกษาต่อยังประเทศอังกฤษถึงสองปีเต็ม แต่ก็มักจะโทรกลับมาพร้อมเรื่องปวดหัวให้คนพี่ช่วยเหลือ นั่นทำให้ชายหนุ่มอยากจะให้ไอ้น้องเจ้าปัญหามันหายไปให้พ้นหน้าเสียเหลือเกิน
แต่เหตุผลเดียวที่มาร์ตินีพอจะยิ้มออกได้บ้าง ก็คือเขาสามารถโยนงานให้น้องชายรับผิดชอบแทนได้แล้ว
สองหนุ่มระบายยิ้มจางๆ สืบเท้าเข้าสู่ตัวคฤหาสน์พร้อมกัน มีเรื่องราวมากมายให้สองพี่น้องต้องพูดคุยกันเป็นภูเขา รวมถึงงานที่เขาตั้งใจจะมอบให้เตกีลารับผิดชอบด้วย
ทั้งคู่พูดคุยเรื่องงานสักพักใหญ่ คนพี่ก็ไม่ลืมย้ำน้องชายด้วยประโยคเดิมที่พูดมาเป็นรอบที่ร้อย
“อย่าสร้างปัญหานะไอ้เต”
“รู้แล้วน่า ถ้าพี่ยี่หวาไม่เริ่มก่อน ผมก็ไม่มีปัญหา”
คนพี่ถอนหายใจยาวกับคำตอบที่ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้เขาแม้แต่น้อย ได้แต่ทอดสายตามองหน้าตาหล่อเหลาที่แทบจะถอดแบบจากเขามานิ่งๆ จนอีกฝ่ายต้องเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อไม่ให้พี่ชายหาเรื่องมาบ่นเขาต่อ
“แล้วที่บอกอยากจะขยายบริษัท L'alcool ล่ะ ไปถึงไหนแล้ว”
“เปลี่ยนเรื่องเชียวนะมึง”
มาร์ตินีหรี่ตามองคนน้องอย่างรู้ทัน ซึ่งมันก็ทำเพียงไหวไหล่ยิ้มระรื่น ไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย
“เอาน่า ว่าไงล่ะ”
“กูมีเล็งที่ดินแปลงหนึ่งเอาไว้ อยู่เขตชานเมือง ห่างไกลชุมชน และก็มีคนประกาศลงขายอยู่”
“ก็ดีนี่ แล้วจะติดต่อซื้อเลยไหม”
“อืม กูให้เลขากูติดต่อเจ้าของที่ไปแล้ว”
“ก็เหลือแค่คุยกับทีมช่างก่อสร้างสินะ จะรวยใหญ่แล้วไอ้พี่ชาย แล้วอย่าลืมน้องชายตาดำๆ คนนี้ล่ะ”
เตกีลาเอนพิงโซฟาพลางบิดกายอย่างเกียจคร้าน
“กูก็หวังว่าจะราบรื่น” เสียงทุ้มเอ่ยออกมานิ่งๆ ใบหน้าหล่อเหลาดูเฉยชาไม่เปลี่ยนแปลงก็จริง แต่คนน้องก็สามารถรับรู้ได้ถึงปัญหาบางอย่างแฝงมาในคำพูดนั้น
“มีปัญหาอะไร?”
“แปลงที่ดินที่กูสนใจดันไม่ได้มีเจ้าของคนเดียวกันนี่สิ มีสามคนต้องการขาย ซึ่งมันก็เป็นที่ดินแปลงเล็กๆ รวมกันไม่กี่ไร่ แต่แปลงหลักมีเนื้อที่มากสุดเกือบสิบไร่ เห็นว่ามีบ้านตั้งอยู่”
“อ้าว งั้นหาที่อื่นสิวะ”
“ไม่อะ กูชอบตรงนี้ เดี๋ยวจะส่งคนไปเจรจาดู”
มาร์ตินียกขาขึ้นไขว่ในท่าสบายอารมณ์ เหมือนว่าปัญหานี้ไม่ได้หนักหนาเท่าไร แต่อีกใจของชายหนุ่มก็หวังให้เจ้าของยอมขายที่ดินแต่โดยดี เพราะเขาก็ไม่อยากจะลงมือลงไม้กดดันเท่าไร
น้องชายส่ายหัวพร้อมแค่นหัวเราะ รู้ดีถึงนิสัยชอบเอาชนะของพี่ชาย เพราะหากมาร์ตินีเล็งอะไรไว้ ไม่ว่าวิธีไหนเขาต้องเอามาให้ได้
“หึๆ กูสวดมนต์ให้เจ้าของที่คนนั้นรอเลย”
“ไอ้เวรนี่”
“เอ้าหนุ่มๆ อาหารเสร็จแล้ว มาๆ เราไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันนานแล้ว มากินข้าวกันเร็ว”
นฤมลฉีกยิ้มกว้างก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่นเพื่อตามลูกชายทั้งสองไปกินข้าว คนเป็นแม่กระดี๊กระด๊าเป็นพิเศษ ส่วนเตกีลาก็รีบเออออลุกตามมารดาไปทันที ไม่ลืมกอดเอวท่านและหอมแก้มอย่างประจบประแจงเรียกเสียงหัวเราะจากคุณนายของบ้านได้เป็นอย่างดี
ก่อนที่เธอจะหันกลับมาแว้ดใส่ลูกชายคนโต เมื่อเขาไม่ยอมขยับ มองภาพการแสดงความรักของสองแม่ลูกด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย
“มาร์! หูตึงเหรอไง มากินข้าวได้แล้ว”
“ใช่พี่ชาย อย่าให้แม่พูดหลายรอบสิ”
คนพี่หยัดกายยืนขึ้นเต็มความสูง ระอาใจกับความตอแหลของน้องชาย ก่อนจะก้าวตามมารดาไปยังห้องอาหาร ซึ่งมีบิดาผมสีทองนั่งส่งยิ้มกว้างมาจากหัวโต๊ะ
ถือเป็นมื้ออาหารที่อบอุ่น รื่นเริง ทั้งห้องมีแต่เสียงหัวเราะจากเรื่องเล่าสนุกๆ ของลูกชายคนเล็ก ที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ แม้มาร์ตินีจะนั่งหน้านิ่งตลอดก็ตาม
หลายวันต่อมา
ร่างสูงสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวเข้ารูป อวดมัดกล้ามแน่นหนั่นให้สาวๆ ได้น้ำลายไหล โชคดีที่เขายืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มชายหนุ่ม ถึงกระนั้นก็ยังได้รับสายตาอิจฉาชื่นชมให้ความเพียบพร้อมของเจ้าของบริษัทไฟแรงคนนี้
“ที่ดินตรงนี้เข้ามาไม่ลึกมาก มีถนนคอนกรีต น้ำไฟเข้าถึง หากได้ทั้งหมดตรงนี้ ในอนาคตคุณณภัทรสามารถขยายได้อีกเยอะ” กิตหัวหน้าทีมวางแผนการก่อสร้างมองประเมินผืนดินวางเปล่าเบื้องหน้าด้วยความพึงพอใจ
ในหัวชายวัยกลางคนมีแปลนโรงงานผุดขึ้นมากมาย ก่อนจะหรี่ตามองกำแพงสีขาวไกลสายตา
“เอ่อ...คุณณภัทร บ้านหลังนั้นอยู่ในอาณาเขตที่คุณจะซื้อหรือเปล่าครับ”
“ใช่”
มาร์ตินีตอบนิ่งๆ จ้องมองตัวบ้านหลังใหญ่ หรือจะเรียกว่าคฤหาสน์ด้วยสายตายากจะเข้าใจความคิด พอมาเห็นด้วยตาแล้วชายหนุ่มก็ไม่มั่นใจเอาเสียเลยว่าเจ้าของที่จะยอมขายไหม เนื่องจากตัวบ้านยังคงดูดีราวกับได้รับการดูแลสม่ำเสมอ
แม้แต่กำแพงก็แทบจะไม่มีรอยเปื้อน ขนาดรอบด้านเป็นเพียงผืนที่ดินเปล่ารกร้างบ้างก็มีหญ้าขึ้นสูง แต่คฤหาสน์นั้นกลับตั้งโดดเด่นสวยงามแต่ไกล
“คุณปลาย”
“คะ?”
เลขาสาวที่หอบประคองไอแพดแนบอกรีบขานรับคำเจ้านาย พร้อมก้าวเข้ามายืนข้างร่างสูง
“คุณติดต่อเจ้าของที่ตรงนั้นหรือยัง”
“ตะ...ติดต่อแล้วค่ะ” หญิงสาวตอบกลับเสียงตะกุกตะกัก
“แล้ว?”
“ไม่มีคนรับสายค่ะ”
“...”
มาร์ตินีสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่กดข่มโทสะที่ก่อตัวขึ้นจางๆ สายตาดุดันตวัดมองเลขาส่วนตัวทันที
“ปลายพยายามติดต่อเขาไปหลายครั้งแล้วนะคะ ทั้งโทรเข้าไป ส่งจดหมาย มีเพียงแม่บ้านเท่านั้นที่รับแล้วบอกว่าเจ้านายไม่อยู่ ปลายให้เบอร์ติดต่อกลับไปแล้วค่ะ แต่ก็ยังไม่มีใครโทรกลับมา”
เธอรีบพยายามอธิบายเร็วปร๋อ รู้ดีว่าเจ้านายหงุดหงิดใจแค่ไหนกับงานที่ดูเหมือนไม่คืบหน้าตามที่ต้องการ
“รีบติดต่อให้ได้ ผมให้เวลาคุณอีกหนึ่งสัปดาห์ เพราะเจ้าของที่แปลงอื่นพร้อมขายแล้ว”
“รับทราบค่ะ”
หญิงสาวรับคำเสียงอ่อย ใบหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยครุ่นคิดหาทางติดต่อเจรจาซื้อที่ดินตรงนั้นให้ทันความต้องการของเจ้านาย
ร่างสูงกำยำของชายหนุ่มเดินนำหน้ากลุ่มช่าง ทีมวิศวะ ช่างก่อสร้าง คนวางแบบแปลนโรงงาน ยืนพูดคุยเกี่ยวกับการจัดวางระบบ และยังต้องเตรียมกำลังผลิตให้พร้อมหากเขาสามารถขยายตลาดได้
แสงแดดช่วงบ่ายยังคงแรง บรรยากาศรอบบริเวณร้อนอบอ้าว แม้ใบหน้าหล่อของหนุ่มลูกครึ่งจะมีเม็ดเหงื่อไหลซึมตามไรผม แต่ก็ไม่อาจลบเลือนความหล่อเหลา มุ่งมั่นของเขาได้เลย
ทั้งกลุ่มเดินสำรวจทั่วบริเวณ ก่อนจะโผล่มาทะลุอีกฟากของที่ดิน ซึ่งมีคฤหาสน์หลังนั้นตั้งคั่นกลางอยู่ ทีมช่าง ทีมสถาปนิกเกือบสิบคนจดรายละเอียดแผนการสร้างโรงงาน จนเวลาล่วงเลยเกือบจะสี่โมงเย็น แสงแดดร้อนแรงก็เริ่มอ่อนลง พอมีสายลมอ่อนๆ พัดผ่านให้ความสดชื่นบ้าง แต่ถึงแบบนั้นเสื้อเชิ้ตของมาร์ตินีก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้ว
“เอาละ ทุกคนแยกไปจัดการงานในส่วนของตัวเองตามที่ผมแจ้งได้เลย ส่วนการทำสัญญาซื้อขายผมจะรีบจัดการให้เร็วที่สุด และต้องเริ่มวางเสาเข็มภายในหนึ่งเดือนให้ได้”
“รับทราบครับ/ครับผม”
เสียงตอบรับจากเหล่าชายหนุ่มดังขึ้นพร้อมเพรียง สร้างความพอใจให้มาร์ตินีได้ไม่ยาก เขาพยักหน้าเล็กน้อย
"เอาละ วันนี้แยกย้ายได้ ถ้าติดปัญหาตรงไหนรีบแจ้งผมทันที”
“ได้ครับคุณณภัทร”
สิ้นคำพูด ชายหนุ่มก็ขอตัวจากลูกน้อง ก้าวขายาวๆ กลับไปทางรถสปอร์ตคันโปรดที่จอดเอาไว้ ซึ่งมีทีมช่างหลายคนยังคงเดินสำรวจกะระยะวัดพื้นที่ต่อ
ประตูรถยนต์หรูถูกปิดลง เพียงแค่กดปุ่มเดียวเครื่องยนต์ก็ส่งเสียงคำรามก้องบริเวณ แอร์เย็นฉ่ำปะทะใบหน้าช่วยคลายความร้อนให้เขาได้ทันที
ชายหนุ่มล้วงมือถือขึ้นมาตรวจเช็กอะไรอีกเล็กน้อย ก่อนจะเหยียบคันเร่งหักเลี้ยวพวงมาลัย รถสปอร์ตหรูพุ่งทะยานผ่านดินแดงกลับเข้าสู่ถนนคอนกรีตอีกครั้ง
เสียงเพลงดังคลอเบาๆ แผนงานหลายๆ อย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น ทำให้มาร์ตินีอารมณ์ดีไม่น้อย รถหรูมุ่งหน้าไปเรื่อย ก่อนคนขับจะชะลอความเร็วลงเมื่อเห็นรถยุโรปสีขาวคันหนึ่งขับสวนทางมา
เขาหรี่ตามองรถอีกคันด้วยความสงสัย จนกระทั่งรถทั้งสองสวนกัน ทำให้มาร์ตินีได้สบสายตากับหญิงสาวเจ้าของรถยุโรปคันนั้น
‘สวย’ คือคำแรกที่ผุดเข้ามาในสมองของเขา เพียงแค่เสี้ยววินาทีรถทั้งสองก็ขับผ่านกันไป
ถึงแบบนั้นชายหนุ่มก็ยังคงมองกระจกหลังด้วยความสงสัย เนื่องจากซอยนี้มีบ้านเพียงหลังเดียวเท่านั้น ทำให้มีความเป็นไปได้มากว่าสาวสวยเมื่อกี้จะเป็นเจ้าของที่ที่เขาต้องการซื้อ!
