บทที่ 4 ข่าวการซื้อที่

ดวงตากลมโตล้อมด้วยแพขนตากะพริบปริบๆ ก่อนร่างบางจะบิดกายขับไล่ความเกียจคร้าน แขนขาเมื่อยตึงไปหมดจากการนอนมาราธอนเกือบสิบห้าชั่วโมงเต็ม ตั้งแต่ห้าโมงเย็นจนถึงเจ็ดโมงเช้า ชดเชยวันก่อนที่อดนอนไปอย่างเต็มที่

หญิงสาวหยัดกายขึ้นมาจากเตียงกว้าง ขยี้ตาปลุกให้ตนเองตื่นเต็มตา พลางเอื้อมคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลา มีข้อความแชตจากเพื่อนสาวบ้าง ซึ่งเธอก็ตอบกลับแล้วก้าวลงจากเตียงมุ่งหน้าสู่ห้องน้ำกว้าง เพื่ออาบน้ำล้างตัวให้สดชื่นพร้อมรับวันอันแสนยุ่งเหยิงอีกวันหนึ่ง

เฌอปรางใช้เวลาไม่นาน แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าทะมัดทะแมง เธอตรวจเช็กความเรียบร้อยอีกครั้งในกระจก พลางคลี่ยิ้มเย้ายวนส่งให้สาวสวยในเงาสะท้อน

“สู้! วันนี้ยังต้องลุยอีกเยอะ”

เสียงหวานเอ่ยปลุกใจตนเอง ให้ไฟในการทำงานลุกโหม ก่อนออกจากห้องไม่ลืมที่จะกวาดเสื้อผ้าที่เมื่อเย็นโยนทิ้งเอาไว้เรี่ยราดเก็บใส่ตะกร้าผ้าให้เรียบร้อย

เธอเชิดหน้าด้วยความมั่นใจ สลิปเปอร์สีชมพูแปร๊ดกระทบพื้นไม้ของตัวบ้านชั้นสอง ก่อนที่สาวเจ้าของบ้านจะลงบันไดไปด้านล่าง

หัวใจเธอมันทั้งอบอุ่นและเจือความเศร้าอยู่ลึกๆ ยามกวาดไปรอบบ้านหลังใหญ่ที่เงียบเหงา ความทรงจำมากมายวิ่งเข้ามาในหัว ไม่ว่ามุมไหนก็มีแต่เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของบิดามารดา แต่บัดนี้กลับมีเพียงเธอคนเดียว และคนงานอีกไม่กี่ชีวิตที่อยู่กันมาตั้งแต่สมัยครอบครัวรชานนยังอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา

เวลาเกือบแปดโมงเช้าปลอดโปร่งและไม่ร้อนมากเกินไป ด้วยบิดาของเธอรักต้นไม้ และมีสวนกล้วยไม้ขนาดใหญ่ปลูกไว้หลังบ้าน ทำให้เฌอปรางรู้สึกเหมือนได้ยืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติทุกครั้งที่ได้กลับมาบ้าน

หญิงสาวเดินเรื่อยๆ อย่างไม่รีบเร่งออกไปชมวิวด้านนอก มุมปากระบายยิ้มจางๆ เมื่อเห็นหลังของลุงชัยแวบๆ กำลังแบกถุงปุ๋ยขึ้นหลัง ทำท่าจะเดินไปยังเรือนปลูกกล้วยไม้ด้านหลังบ้าน

“ลุงชัยคะ”

“อ้าว สวัสดีครับคุณปราง จะออกไปทำงานแล้วเหรอครับ”

ลุงสูงวัยอายุหกสิบกว่าปีหันมาตามเสียงเรียก ยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตรเอ่ยถามคุณหนูของบ้านด้วยความเอ็นดู

“ยังหรอกค่ะ ลุงชัยจะเข้าสวนเหรอคะ”

“ใช่ครับ”

“งั้นปรางขอไปด้วยดีกว่าค่ะ ไม่ได้ไปดูกล้วยไม้ของคุณพ่อนานแล้ว” เธอยิ้มจางๆ ดวงตาวูบไหวเล็กน้อยเวลาพูดถึงบิดามารดาที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

ลุงชัยส่งยิ้มอ่อนโยนกลับมา เดินนำหญิงสาวไปยังสวนกล้วยไม้ขนาดใหญ่ด้านหลังบ้าน

บ้านของเฌอปรางมีเนื้อที่กว่าสิบไร่ แบ่งเป็นสัดเป็นส่วน พื้นหญ้าโล่งรอบคฤหาสน์ก็มีพื้นที่เกือบสองไร่แล้ว นอกนั้นบิดาของเธอก็ลงต้นไม้ใหญ่เอาไว้ และยังมีสวนผลไม้ แปลงผัก และบ่อน้ำใหญ่

ทั้งคู่เดินไปตามทางเดินปูด้วยหินกรวดขนาดเล็ก มีหญ้าแซมประปรายผ่านศาลาริมน้ำ แววตาของคนตัวเล็กก็อ่อนลง คิดถึงสมัยเด็กที่บิดาออกแบบและลงมือสร้างศาลาเล็กๆ เอาไว้ให้เธอ ภายในพื้นที่กว้างขวางนี้ยังมีสิ่งของมากมายที่บิดาลงแรงสร้างมันขึ้นมาให้ลูกสาวเพียงคนเดียว ทั้งชิงช้า บ้านไม้ สมกับที่เป็นเจ้าของกิจการขายวัสดุก่อสร้าง

หญิงสาวก้าวตามหลังชายชราอายุมาก ใช้เวลาเดินเกือบสิบนาที แม้จะอยู่ใต้ร่มไม้ตลอด แต่ความร้อนจากพระอาทิตย์ก็เริ่มทำให้ทั่วบริเวณอบอ้าว พอมาถึงเรือนกล้วยไม้ ใบหน้าสวยจัดของเธอก็มีเม็ดเหงื่อซึมออกจากไรผมแล้ว

“ไปนั่งพักก่อนไหมครับคุณปราง” ลุงชัยหันมาถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นอาการหอบเหนื่อยจากคุณหนูของบ้าน

“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ ปรางไม่ค่อยได้ออกกำลังกายด้วย เลยเหนื่อยนิดหน่อย”

“เอางั้นเหรอครับ”

“ค่ะ! ลุงชัยไปทำงานของลุงเถอะค่ะ เดี๋ยวปรางเดินเล่นแถวนี้ก็จะกลับไปที่บ้านแล้วค่ะ”

“โอเคได้เลยครับ ป่านนี้ยัยน้อยคงเตรียมข้าวให้คุณปรางแล้ว”

“นั่นสิคะ ปรางเดินกลับไปถึงคงหิวโซพอดี”

“ฮ่าๆๆ ที่เยอะก็แบบนี้แหละครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”

“ค่ะ”

เฌอปรางส่งยิ้มให้ลุงชัย คนงานที่เธอเห็นมาตั้งแต่เกิด ลุงชัยเป็นคนขับรถและคนสวนของบ้าน จนได้มาพบรักกับป้าน้อยจนแต่งงานมีลูกและอยู่ดูแลครอบครัวเธอมาโดยตลอด

เมื่อลุงชัยจากไปแล้วเธอก็กวาดสายตามองเรือนกล้วยไม้กินเนื้อที่เกือบไร่ ซึ่งมีกล้วยไม้หายากมากมายเป็นของสะสมราคาแพงของบิดาผู้ล่วงลับ

มุมปากอวบอิ่มคลี่ยิ้มกว้าง ดวงตาเปล่งประกายกับดอกไม้หลากสีแข่งกันอวดโฉม ไม่ต่างจากในสมัยก่อนแม้แต่น้อย และเท่าที่ดูจากสายตาเธอว่าตอนนี้มีกล้วยไม้เยอะกว่าเดิมด้วยซ้ำ ดูท่าลุงชัยคงทุ่มเทดูแลสมบัติสุดรักสุดหวงของบิดาเธออย่างดีแน่นอน

เฌอปรางเดินทอดน่องไม่เร่งรีบ ซอกแซกไปตามซอกซอยย่อยๆ เพื่อที่จะได้ชมดอกไม้สวยอย่างใกล้ชิด ความทรงจำเก่าๆ ย้อนมา เธอมักมาวิ่งเล่นบริเวณนี้ ขณะบิดาเดินสำรวจดูแลเหล่าต้นไม้ทีละต้น ทุกครั้งที่เด็กน้อยหันมาก็จะเห็นดวงตาเต็มเปี่ยมด้วยความสุขของท่านยามได้ใช้เวลากับงานอดิเรกนี้

หญิงสาวถอนหายใจยาว อกซ้ายอุ่นวาบสลับปวดหน่วงกับความทรงจำดีๆ ในอดีต แม้ปัจจุบันจะเหลือเธอแค่คนเดียวก็ตาม

คนตัวเล็กเดินชมความสวยของกล้วยไม้นานาชนิด ก่อนจะเดินวนมาเจอลุงชัยที่กำลังง่วนกับต้นกล้วยไม้ต้นหนึ่ง

“มันเป็นอะไรเหรอคะ” เฌอปรางถามขึ้นมา หลังจากเห็นสีหน้าหนักใจของอีกฝ่าย

“น่าจะจุดสนิมน่ะครับ”

“จุดสนิมเหรอคะ”

เธอถามอีกครั้งด้วยความงุนงง แน่นอนว่าสาวสายแฟชั่นแบบนี้ไม่มีความรู้เรื่องต้นไม้อยู่แล้ว พอชายชราเห็นสีหน้าแปลกๆ ของคุณหนูเขาก็ระบายยิ้มอ่อนโยนแล้วชี้จุดสีน้ำตาลบนดอกกล้วยไม้ให้เธอดู

“นี่ครับ เป็นโรคชนิดหนึ่ง ผมคงต้องเอาต้นนี้แยกไปดูแลก่อนที่มันจะลามไปติดต้นอื่นๆ แล้วต้องเดินตรวจอีกว่าไม่มีต้นไหนติดเชื้อ”

“เดินดู...หมดนี่เลยเหรอคะ” หญิงสาวเบิกตากว้าง มองเรือนปลูกเกือบไร่ด้วยความตกใจ เพราะแน่นอนที่นี่มีต้นไม้ไม่ต่ำกว่าพันต้นแน่ๆ”

“ครับ ไม่อย่างงั้นมันจะลาม และทำให้ต้นอื่นติดโรคไปด้วย”

“ที่จริงลุงชัยไม่ต้องทำก็ได้นี่คะ”

คำพูดของเธอทำให้ชายชราชะงักไป ก่อนจะหันมาสบสายตาเกรงใจของคุณหนูที่ไม่ว่าจะนานเท่าไรเขาก็มองเธอเป็นเด็กน้อยเสมอ

“ต้องทำสิครับ...นี่เป็นของที่คุณรุฒิรัก ผมก็ต้องดูแลมันอย่างเต็มที่”

“ขอบคุณนะคะ...ที่ดูแลปรางและบ้านหลังนี้อย่างดีมาโดยตลอด”

แค่พูดไปก็เหมือนมีก้อนน้ำตาแห่งความซาบซึ้งมากระจุกแน่นบริเวณหน้าอก ดวงตากลมเอ่อรื้นด้วยหยาดน้ำใส เธอฉีกยิ้มกว้างพร้อมความอบอุ่นแผ่ทั่วร่าง

แม้จะเจอเรื่องยากลำบากและสูญเสียไป แต่เธอก็ยังมีคนที่รักและเป็นห่วงเธออยู่ใกล้ๆ เสมอ

“เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ เพื่อตอบแทนท่านที่ช่วยคนไร้ที่ไปแบบผมเอาไว้ ผมจะช่วยคุณรุฒิดูแลทั้งสวนนี้และคุณปรางให้ดีที่สุดครับ”

“ขอบคุณค่ะ...ปรางโชคดีจริงๆ ที่มีลุงชัยกับป้าน้อยและคนอื่นๆ อยู่”

ชายชรามอบรอยยิ้มอบอุ่นมาให้อีกครั้ง ก่อนจะขอตัวอุ้มต้นกล้วยไม้ต้นนั้นแยกไปดูแลที่อีกด้านของสวนกว้าง เฌอปรางเองก็เดินเล่นต่ออีกครู่หนึ่ง ก็เดินกลับไปตามทางเดินยาวมุ่งสู่ตัวบ้านหลังใหญ่อีกครั้ง

“ไปไหนมาคะเนี่ยคุณปราง เหงื่อเต็มหน้าเลย” เสียงกังวานของแม่ครัวร่างตุ้ยนุ้ยเอ่ยขึ้นทันทีที่คนตัวเล็กโผล่หน้าเข้าบ้าน ซึ่งก็ได้รับรอยยิ้มแห้งๆ ของคุณหนูสาวเป็นคำตอบ

“ไปเดินดูสวนกล้วยไม้กับลุงชัยมาค่ะ”

“แดดร้อนแบบนี้ไม่น่าเดินไปเลยคุณปราง ดูสิเสื้อชุ่มเหงื่อหมดแล้ว” เธอปรายตามองสภาพของคุณหนูด้วยแววตาตำหนิเล็กน้อย

พอเฌอปรางก้มมองตามก็ต้องพ่นลมหายใจยาว เพราะเสื้อสีเปลือกไข่ของเธอชื้นเหงื่อจนแนบเนื้อ ความบางของมันทำให้เห็นสีเสื้อในจางๆ ด้วยซ้ำ

“สงสัยปรางต้องอาบน้ำอีกรอบก่อนออกไปทำงานแล้วละค่ะ”

“เอาเถอะค่ะ ป้าเตรียมข้าวเช้าไว้ให้คุณปรางแล้ว กินอะไรก่อนดีกว่า เมื่อวานกลับมาก็นอนยาวเลย ข้าวปลาก็ไม่กิน” ป้าน้อยเอื้อมกุมท่อนแขนบางอย่างสนิทสนม พลางลูบผิวกายนุ่มเบาๆ

“แหะๆ ปรางง่วงจริงๆ เลยหลับสนิทเลย” หญิงสาวหน้าหงอยหลังจากได้รับสายตาตำหนิจากแม่บ้านวัยดึก

“ดูแลตัวเองหน่อยสิคะ อย่าหักโหมกับงานมากขนาดนี้ ระวังสุขภาพจะเสีย”

“ค่า ทราบแล้วค่า”

คนตัวเล็กปรับอารมณ์ส่งยิ้มน่ารักกลับไปให้ป้าน้อย ขณะทั้งสองก้าวเข้ามาในห้องอาหาร ซึ่งก็มีข้าวต้มอุ่นๆ ตั้งเอาไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว

เฌอปรางเอียงศีรษะซบไหล่นุ่มๆ ของแม่บ้านคนสนิทอย่างออดอ้อน ซึ่งได้รับรอยยิ้มรู้ทันจากท่าน ก่อนที่หญิงสาวจะทิ้งกายลงบนเก้าอี้ กระเพาะส่งเสียงครวญครางทันทีที่กินหอมๆ ของข้าวต้มลอยขึ้นมาสัมผัสจมูก รีบใช้ช้อนคนๆ ตักขึ้นมาเป่าลมช่วยให้ข้าวหอมๆ เย็นตัวเร็วขึ้น

ป้าน้อยแยกไปรินน้ำเย็นฉ่ำให้คุณหนูคนสวย แล้วเธอก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

“จริงด้วย ป้าจะบอกว่าหลายวันก่อนมีคนติดต่อมาค่ะ”

“หื้ม? เรื่องอะไรคะ” คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นจากชามข้าวต้ม

“เห็นว่าสนใจอยากจะซื้อที่ดินที่นี่น่ะค่ะ”

สีหน้าของเฌอปรางครึ้มลงทันทีที่สิ้นคำพูดของป้าน้อย นัยน์ตาสีดำแข็งกร้าว เผลอกำช้อนแน่นโดยไม่รู้ตัว คำพูดจาดูถูกถากถางที่ป้าฝนเคยทิ้งไว้ทิ่มแทงเข้าสู่หัวใจของเธออีกครั้ง

‘เด็กไม่เอาไหนแบบเธอน่ะ สักวันจะต้องขายบริษัทและบ้านของพ่อแม่กิน แค่งานง่ายๆ ยังทำไม่ได้ จะมีปัญญาดูแลชีวิตตัวเองนับจากนี้ยังไง’

ตอนนี้เธอเสียบริษัทของพวกท่านไปแล้ว ไม่ว่ายังไงเธอจะรักษาบ้านหลังนี้ให้ดีที่สุด

“ปรางไม่ขายค่ะ!” หญิงสาวตอบกลับเสียงแข็ง แววตาคู่สวยเข้มขึ้นด้วยความจริงจัง

“เห็นว่าทางนั้นอยากจะเจรจากับคุณปรางดูน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าให้ป้า...”

ป้าน้อยยังพูดไม่จบประโยคคนตัวเล็กก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน

“ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้องให้เบอร์ติดต่อของปรางกับเขา ถ้าทางนั้นโทรมาอีก ป้าน้อยก็ช่วยปฏิเสธด้วยแล้วกันค่ะ”

“ทราบแล้วค่ะ”

แม่บ้านส่งยิ้มให้อีกฝ่ายด้วยความห่วงใย ใจหนึ่งเธอเองก็อยากให้เฌอปรางคิดเรื่องนี้อีกครั้ง เนื่องจากบ้านนี้หลังใหญ่และมีเนื้อที่มาก ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษามหาศาล แม้จะไม่ค่อยรู้เรื่องเงินๆ ทองๆ ของเจ้านาย แต่ความมากประสบการณ์ของเธอก็ทำให้เชื่อว่า คุณหนูของเธอต้องพยายามสายตัวแทบขาดในการรักษาบ้านหลังนี้เอาไว้ทุกทาง แน่นอนว่าธุรกิจเล็กๆ ที่เพิ่งเริ่มเป็นรูปเป็นร่างไม่อาจรองรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้

ป้าน้อยทิ้งให้คุณหนูที่เธอเฝ้าดูแลตั้งแต่เล็กอยู่ตามลำพัง ก่อนจะแยกตัวไปดูแลจัดการในส่วนอื่นต่อ

คนตัวเล็กเหม่อมองชามข้าวต้ม พร้อมใจที่หลุดลอยไปไกล เรื่องที่ป้าน้อยพูดยังไม่อาจหลุดจากหัวไปได้ นี่คงเป็นเหตุผลที่วันก่อนเธอเห็นคนมากมายบริเวณรอบบ้านเธอ

เฌอปรางสลัดเรื่องไร้สาระในหัวออกไป พยายามยึดมั่นในการตัดสินใจของตนเอง แม้การแบกรับภาระบ้านหลังใหญ่นี้จะหนักหนามาก แต่เธอก็จะสู้ให้ถึงที่สุด!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป