บทที่ 1 อารัมภบท

พ.ศ ๒๔๙๗

ท่ามกลางพระนครใหญ่โตที่ถูกแบ่งเป็นอาณาเขตการปกครองกำลังลุกเป็นไฟ ความโกลาหลกำลังทำให้ชาวเมืองแถวนั้นต่างเดือดร้อน ผู้คุมถิ่นอย่างกำนันชัชและลูกชายหัวแก้วหัวแหวนหายตัวไปอย่างปริศนาซึ่งมันหมายความว่าเมืองแห่งนี้ไร้ผู้ปกครองที่มีความสามารถมากพอจะควบคุม หน้าที่อันหนักอึ้งจึงตกมาแก่ลูกคนที่สามของตระกูล

ภูพิงค์มองเบื้องหน้าด้วยความสั่นกลัวเพราะเขาไม่เคยรับมือกับเรื่องแบบนี้มาก่อนเลยสักครั้ง แต่ถ้าหากตัดสินใจพลาดไปแม้แต่นิดเดียวมันจะทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาลเลยก็ว่าได้

"สรุปคุณหนูจะตัดสินใจเรื่องนี้ยังไงครับ" เสียงทุ้มแหบแห้งของชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งเอ่ยถามออกมา เรียวคิ้วข้างหนึ่งยกขึ้นสูงเหมือนต้องการรอคำตอบที่น่าพอใจ

"...."

"ว่ายังไงครับคุณหนู?" ชายหนุ่มถามขึ้นอีกครั้ง ถึงเขาจะไม่มีเวลามากพอที่จะอยู่เจรจาด้วยแต่หากได้ตัวคุณหนูภูพิงค์ลูกชายที่กำนันชัชหวงแหนยิ่งกว่าชีวิตมายังไงก็คุ้มไม่น้อยเลย เด็กตรงหน้าของเขาสามารถตั้งครรภ์บุตรได้แถมยังหายากมาก เลยเป็นที่ต้องการของชายหนุ่มทั่วทั้งพระนครเพราะลักษณะพิเศษและความเชื่อที่หากได้ครอบครองจะสร้างความมั่งคั่งให้แก่สามีและลูกชายที่จะเกิดมา ซึ่งเหตุผลหลักๆ ไม่ใช่แค่นี้แต่ชายท้องได้อย่างคุณหนูภูพิงค์มีเสน่ห์ดึงดูดบุรุษเพศมากได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งใบหน้าที่เรียวเล็กน่ารักและดวงตากลมโตเหมือนมีประกายเม็ดทับทิมอยู่ภายในนั้น ริมฝีปากแดงระเรื่ออย่างเป็นธรรมชาติมันช่างน่าบดขยี้ไม่น้อยเลย

"ขอผมตัดสินใจสักหนึ่งอาทิตย์นะครับ" ภูพิงค์พึมพำเสียงแผ่ว ต่อให้เลือกทางไหนเขาก็เสียเปรียบมากอยู่ดี มือเล็กทั้งสองข้างที่กุมอยู่ด้วยกันกำลังบีบแน่นเพราะความกดดัน

"สามวัน..ผมให้เวลาคุณหนูได้เพียงเท่านี้" พูดจบชายร่างสูงที่มีรอยสักเต็มกายก็หมุนตัวเดินออกจากบ้านหลังใหญ่โตนี้ไป ซึ่งคำสั่งแบบนั้นมันเด็ดขาดเสียจนภูพิงค์ปวดหนึบในอกเพราะเขาไร้ทางออกมากจริงๆ

กว่าพวกมาเฟียต่างถิ่นจะเดินออกไปจากบ้านหลังใหญ่แห่งนี้ครบทุกคนภูพิงค์ก็แทบหยุดลมหายใจ แม้จะเกิดเป็นลูกของพ่อที่ได้ชื่อว่าคือกำนันชัช แต่เขาแทบไม่เคยสัมผัสบรรยากาศน่ากลัวแบบนี้มาก่อนเลย หากจะพูดให้ถูกภูพิงค์นั้นถูกเลี้ยงมาราวกับไข่ในหินก็ไม่ผิดนัก

"พี่" น้องชายอีกคนที่อายุห่างกันเพียงสี่ปีเดินออกมาจากซอกแคบของห้องโถงก่อนจะพุ่งตัวมากอดพี่ชายที่กล้าออกไปเผชิญหน้ากับคนพวกนั้น ตั้งแต่พ่อและพี่ชายอีกสองคนหายตัวไปภายในบ้านนี้จึงเหลือเพียงภูพิงค์และน้องชายอย่างพักพิง

"ไม่ต้องกลัวนะ"

"พี่จะแต่งงานกับเขาจริงๆ เหรอฮะ" ภูพิงค์เม้มริมฝีปากเพราะเขาไม่รู้ว่าจะตอบน้องชายอย่างไรดี หากไม่ยอมแต่งถิ่นของคุณพ่อก็จะถูกคนพวกนั้นยึดไปโดยใช้วิธีโหดร้ายอย่างการเข่นฆ่ากัน

"พี่ไม่รู้" เป็นเพียงน้ำเสียงแผ่วเบาที่ตอบกลับไป ดวงตากลมโตกวาดมองรอบๆ บ้านพลันน้ำตาก็ไหลอาบแก้มลงมา เขาไม่เข้มแข็งพอจะปกป้องถิ่นใหญ่โตนี้ได้จริงๆ

"ผมไม่อยากให้พี่แต่งงาน" น้องชายเขาพึมพำ

"พี่จะหาทางออกเรื่องนี้ให้ดีที่สุดนะ" ภูพิงค์ให้คำตอบได้เพียงเท่านั้นจริงๆ เพราะเรื่องนี้มันมีแค่ทางออกที่แย่และแย่มาก สองพี่น้องที่เหลือกันอยู่สองคนกอดกันอย่างนั้นสักพักใหญ่ก่อนจะเป็นภูพิงค์ที่ผละออกแล้วเช็ดคราบน้ำตาของตนเอง เพราะร้องไห้ไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา

"ไปอาบน้ำอาบท่าไปเดี๋ยวพี่ทำอะไรให้กิน"

"ครับ" พักพิงตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินหน้าหม่นขึ้นไปด้านบน ถิ่นกำนันชัชกำลังจะตกไปเป็นของคนอื่นซึ่งมันจะไม่แย่ขนาดนี้หากผู้สืบทอดอย่างพี่ชายทั้งสองอยู่ที่นี่..

เป็นเวลาสองวันที่เขาไม่สามารถตัดสินใจได้จริงๆ การอดนอนเพราะความเครียดทำให้ภูพิงค์มีสภาพกึ่งทรุดโทรม รอบดวงตากลมบวมช้ำจากการร้องไห้และเครียดหนัก ใบหน้าสวยกำลังจะไร้ความสดใสเหมือนอย่างที่ผ่านมาจนคนใช้ในบ้านต่างมองด้วยความสงสาร พรุ่งนี้คนพวกนั้นก็จะกลับมาที่นี่พร้อมมาเอาคำตอบที่ตกลงกันไว้ พักพิงมองดูพี่ชาย เขาเสียใจที่ตนเองนั้นทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง

วันต่อมาภูพิงค์ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ ดวงตากลมกวาดมองรอบๆบ้านที่ตนอาศัยมาตั้งแต่เด็ก มันน่าใจหายเพราะตั้งแต่วันนี้เขาอาจจะไม่ได้เห็นมันอีกแล้ว พักพิงเม้มริมฝีปากมองพี่ชายตนเองที่กำลังเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าใบโต

"พี่จะไม่หนีจริงๆ เหรอฮะ" เป็นคำถามที่ทำให้ภูพิงค์ชะงัก

"พี่ไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อน" พูดจบก็รูดซิปกระเป๋าแล้วยกมันขึ้นมาตั้งบนเตียงนอน

"ถึงพี่จะแต่งงานกับพวกมันถิ่นของพ่อชัชก็เป็นของมันอยู่ดี" พักพิงพูดเสียงสั่น พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าวันนี้มันจะมาถึง

"พวกเขาจะฆ่าคนของคุณพ่อที่เหลืออยู่ทั้งหมด.." ภูพิงค์บอกน้องชายทั้งที่เด็กวัยนี้ไม่ควรจะได้รับรู้เลยด้วยซ้ำ เพราะหากมีคนเก่าของคุณพ่ออยู่ ในอนาคตอาจจะกลายเป็นหนอนบ่อนไส้ ภูพิงค์ไม่อยากให้ใครต้องมาตายจากหรือเจ็บตัว วิธีการแบบนี้มันไม่ต่างจากการเอาเขาไปเป็นเชลยเลยสักนิด เพราะหากภูพิงค์แต่งงานไปแล้วมีคนในคิดอยากจะยึดคืนเขาจะกลายเป็นตัวประกันทันที

เสียงโหวกเหวกเชิงขำขันดังเข้ามาถึงภายในตัวบ้านหลังใหญ่โตบ่งบอกว่าคนพวกนั้นมาถึงที่นี่แล้ว

ภูพิงค์ลูบหัวน้องชายก่อนจะลุกขึ้นเดินลงไปด้านล่างเพื่อขอเจรจาอีกครั้ง ถ้าหากมันไม่เป็นผลเขาคงต้องจำยอมรับชะตากรรมของตน ดวงตากลมโตมองชายหนุ่มที่กำลังยืนยิ้มเหมือนรอวันนี้มานาน ลมหายใจผะแผ่วผ่อนออกมาเบาๆ

"ผมหวังว่าวันนี้จะได้คำตอบจากคุณนะครับ" รอยยิ้มยียวนที่ภูพิงค์มองแล้วก็ไม่อยากจะก้าวขาเดินลงบันไดไปแม้แต่น้อย พวกนักเลงในคราบโจรที่ยืนอยู่ด้านหลังชายคนนี้ต่างหัวเราะชอบใจและมองมาที่ภูพิงค์ด้วยสายตาวาววับราวสัตว์ป่าเห็นกวางน้อยแสนน่ารักก็มิปาน

ความสะอิดสะเอียน..คือความรู้สึกของเขาในตอนนี้

"ผมอยากจะขอ..ต่อรองสัญญากันใหม่" พอจบประโยคของภูพิงค์รอยยิ้มของคนพวกนั้นก็ค่อยๆ จางหายไป เสือเทพมองร่างเล็กด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม เพราะในตอนนี้เขากำลังเกิดความไม่พอใจขึ้นมา

"ผมให้เวลาคุณแล้ว" ชายหนุ่มใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้ม เพราะอย่างไรวันนี้เขาก็ไม่มีทางยอมกลับไปตัวเปล่าแน่นอน ต่อให้ถิ่นนี้จะใหญ่โตและการค้าขายดีซึ่งมันก็แค่เหตุผลหนึ่งเท่านั้น แต่เด็กตรงหน้าคือจุดหมายหลักที่ทำให้เสือเทพคิดจะยึดที่นี่

"...."

"โอกาสสำหรับผมมีครั้งเดียว..และผมก็เตือนคุณไปแล้วว่ามันจะเป็นยังไงหากคุณไม่ยอมแต่งงานและยกพื้นที่นี้ให้ผม"

"...."

"อย่าให้ต้องใช้วิธีที่ผมอยากจะทำ" เสือเทพกระชากแขนเรียวให้เข้ามาประชิดตัวตนเอง ดวงตาเชือดเฉือนมองใบหน้าขาวเนียนราวคาดคั้นเอาคำตอบ

"อึก.." ภูพิงค์เม้มริมฝีปากแน่น เขาเจ็บร้าวไปทั้งวงแขน

"ตอบมา..ก่อนที่ผมจะไม่อยู่คอยเอาคำตอบนั้นอีก..แบบนี้ถือว่าผมให้เกียรติคุณมากแล้วนะภูพิงค์"

"หยุดนะ!..อย่าทำพี่ของผม!" พักพิงที่เห็นพี่ชายถูกคนใจโฉดคว้าวงแขนไปและกำลังมีสีหน้าบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บก็รีบเข้าไปพยายามจะดึงพี่ของตนให้ออกห่างจากเสือเทพที่กำลังทำหน้าเหมือนไม่พอใจขึ้นมาเรื่อยๆ แรงปะทะเริ่มหนักข้อขึ้นเมื่อพักพิงพยายามยื้อตัวให้ภูพิงค์หลุดจากพันธนาการของเสือเทพ ดวงตาคมแข็งกร้าวขึ้นมาก่อนจะผลักให้เด็กชายล้มคะมำไปกับพื้นอย่างแรง

"อ๊ะ!..อย่าทำน้องชายผมนะ!!" ภูพิงค์พยายามขัดขืนผลักไหล่หนาของเสือเทพออกแต่มันดูเหมือนจะไร้ประโยชน์

"ไอ้เด็กเปรต" ดวงตาของภูพิงค์เบิกขึ้นกว้างเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยกปืนสีดำขึ้นมาแล้วเล็งปลายกระบอกไปทางเด็กที่กำลังนอนอยู่บนพื้น

กริ๊ก!

"อย่า!"

ปัง!! เสียงปืนดังลั่นไปทั่วทั้งพื้นที่ ร่างกายของภูพิงค์ชาวาบไปครู่หนึ่งเพราะความตกใจ ดวงตากลมที่เอ่อน้ำตาเพราะกลัวว่าน้องชายจะได้รับอันตรายถูกเช็ดออกจากใบหน้า แต่เสียงปืนมันไม่ได้ดังมาจากเสือเทพที่ตั้งท่าจะยิง

ภูพิงค์หันมองไปทางต้นเสียงก็ต้องชะงักไปไม่ต่างจากคนทั่วบริเวณนี้ ทุกคนต่างหันไปมองผู้มาใหม่ด้วยสายตาที่ยากเกินจะคาดเดา ร่างสูงใหญ่ที่มีหน้ากากสีดำทมิฬตัดกับลวดลายทองคำถูกปกปิดไปทั้งใบหน้าเหลือเพียงดวงตาคมกริบทั้งสองข้างและริมฝีปากหยักได้รูป ปืนที่ถือเอาไว้ถูกเก็บลงข้างตัวพลางมองมาทางภูพิงค์ด้วยสายตาเรียบเฉยก่อนจะละขึ้นไปทางเสือเทพ

"น่ารำคาญจริง"

TBC.

แล้วแกจะเปิดตัวเท่เพื่อ ไม่เม้นงอนนะ

ก่อนไปฝากกดหัวใจให้หน่อยนะคะทุกคน

บทถัดไป