บทที่ 10 ตอนที่ 10

เขมทัตกระแอมในลำคอแล้วผละออกจากภูพิงค์

"รู้สึกดีขึ้นแล้วใช่ไหม"เขมทัตเอ่ยถามเพราะเมื่อครู่เขาเผลอลูบกลุ่มผมร่างเล็กจนยุ่งเหยิง ภูพิงค์ทัดผมตนเองเพราะตอนนี้ต่างฝ่ายต่างหลบสายตากัน พอความเงียบเข้าปกคลุมภูพิงค์จึงลุกขึ้นจากโซฟาเดินไปที่โต๊ะไม้สำหรับทานอาหาร 

"วันนี้ผมทำกุนเชียงทอดกับปลาผัดใบขึ้นฉ่ายมาให้ครับ" ภูพิงค์ยิ้มขณะเรียงปิ่นโตวางลงบนโต๊ะ เขมทัตไม่ตอบแต่ลุกขึ้นมาจากโซฟาตัวนั้นแล้วมาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ประจำของตนเอง เขมทัตเหลือบสายตามองภูพิงค์ที่เจื้อยแจ้วตามวิสัย ตั้งแต่เจอหน้ากันมาเขาแทบไม่เคยเห็นเด็กคนนี้หยุดยิ้มเลย 

"ทำไมเธอถึงทำดีกับฉัน" เขมทัตถามออกไปเพราะความใจลอย ภูพิงค์ชะงักมือก่อนจะนั่งลงด้านข้าง 

"ทำไมเหรอครับ..การที่ผมจะทำดีกับคุณต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ" ภูพิงค์ตักปลาไร้ก้างวางลงบนถ้วยข้าวสวย 

"ฉันไม่ใช่คนที่เธอควรจะทำดีด้วยหรอกนะ" เขมทัตตักข้าวเข้าปากเคี้ยวเอื่อยๆไม่ได้หันไปสบกับดวงตากลมที่มองมาทางเขาอยู่

"ทุกคนล้วนมีเหตุผลเป็นของตัวเองทั้งนั้น..ถ้าไม่ได้คุณผมแย่กว่านี้อีก..เพราะยังไงพื้นที่ของพ่อผมก็ต้องโดนยึดไปอยู่ดี" ภูพิงค์เทน้ำกระเจี๊ยบเย็นๆใส่แก้วแล้ววางลงตรงหน้าเขมทัต 

"...." 

"คุณคิดมากกว่าที่ผมคิดไว้อีกนะเนี่ย" ภูพิงค์หัวเราะในลำคอแล้วเล่าเรื่องของตนเองให้เขมทัตฟังบ้าง ทุกคำพูดมักจะมีรอยยิ้มประดับเอาไว้เสมอ ซึ่งเจ้าตัวน้อยไม่รู้เลยว่ากำลังถูกดวงตาคมภายใต้หน้ากากมองมาอย่างไร 

"อยากไปเที่ยวหรือเปล่า" ภูพิงค์เอียงคอเพราะจู่ๆคุณเขมที่ไม่เคยพาไปไหนนอกจากตลาดโพล่งออกมาแบบนี้ แถมตอนพูดก็ไม่ได้มองหน้าเขาทำเพียงแค่ตักข้าวคำโตเข้าปาก 

"ยะ..อยากครับ" ภูพิงค์ทำท่าดีใจมือเลยเผลอเกาะแขนเขมทัตอย่างไม่รู้ตัว เขมทัตมองมือเล็กจ้อยที่จับแขนเขาเอาไว้แต่ไม่ได้เอ่ยพูดว่าอะไร เขาเพียงสบมองดวงตากลมโตราวลูกกวางน้อยก็สัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นที่แสดงออกมาจากใจจริง

"เดี๋ยวมะรืนนี้จะพาไป..ส่วนพรุ่งนี้เตรียมตัวด้วยจะพาไปออกงาน" ภูพิงค์พยักหน้าหงึกๆ ใบหน้ายังคงแสดงรอยยิ้มออกมาเหมือนไม่ได้ตงิดใจกับประโยคของเขมทัตเมื่อครู่ 

"เธอจะต้องออกงานกับฉันนะภูพิงค์" เอื้อนเอ่ยเสียงแผ่ว 

"ครับ?..มีอะไรหรือเปล่า" ภูพิงค์เอียงคออีกคราซึ่งเป็นนิสัยประจำยามสงสัยใคร่รู้ ทำไมคุณเขมถึงต้องพูดคำนั้นซ้ำอีกที เหมือนกับว่าต้องการถามเขาให้แน่ใจอย่างนั้นแหละ

"ออกงานกับฉันไม่คิดอะไรเลยหรือไง" ภูพิงค์ย่นคิ้วเมื่อได้ยินเขมทัตพูดออกมาเช่นนั้น ใบหน้าสวยส่ายช้าๆกับความคิดของอีกฝ่าย 

"แล้วทำไมผมต้องคิดมากเรื่องการออกงานกับคุณด้วย" ภูพิงค์ย้อนถามกลับไป 

"ไม่มีใคร--" 

"ผมนี่แหละจะไปออกงานกับคุณ" ภูพิงค์พูดออกมาทันทีด้วยสีหน้าจริงจัง เขาไม่ชอบที่คุณเขมไม่มั่นใจในตัวเองแบบนี้เลยสักนิด 

"...." 

"อย่าคิดมากอีกนะครับ..ผมรู้สึกดีใจมากกว่าที่ได้ออกงานกับคุณ" ภูพิงค์ยิ้มให้เขมทัตที่มองมาทางเขา ดวงตาคมแสดงความไหววูบแค่เพียงชั่วครู่ก่อนจะหายไป ภูพิงค์ที่เห็นเขมทัตยังคงเงียบกริบก็ขยับเข้าไปหาอีกฝ่ายใกล้มากขึ้นอีก 

"แล้วงานเป็นแบบไหนเหรอครับ..บอกผมได้ไหม" ภูพิงค์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้เขมทัตเพราะอีกฝ่ายไม่พูดเสียที หนุ่มใหญ่หลบสายตาของภูพิงค์ไปทางอื่น 

"งานเลี้ยงทั่วไปนั่นแหละ" เขมทัตตอบสั้นๆมือก็ควานหาบุหรี่เพื่อจุดสูบในตอนนี้เพราะเขารู้สึกกระสับกระส่ายที่ภูพิงค์อยู่ใกล้เขามากขนาดนี้ แถมริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดยังทำให้เขมทัตรู้สึกต้องรีบละสายตาออกจากมันเพราะกลัวว่าตนเองจะเผลอพลั้งทำเรื่องไม่ดีลงไป

"งานเลี้ยง..อืม..ชุดน่าจะต้องไปทางขาวครีมสินะครับ" ภูพิงค์ทำหน้านึกคิด ดวงตากลมโตหันมอง เขมทัตที่ยังคงนั่งกุมมือตนเอง เมื่อครู่ยังทำท่าทางหลุกหลิกเหมือนหาอะไรสักอย่างอยู่เลย มุมปากสวยยิ้มออกมาบางๆกับนิสัยส่วนลึกของเขมทัตที่น่าจะไม่มีใครได้รู้นอกจากเขา ใช่ว่าคนดำมืดไปทุกส่วนจะไม่มีจุดอ่อน ทุกคนล้วนมีจุดอ่อนเป็นของตัวเองทั้งนั้น 

ช่วงเย็นวันต่อมา ภูพิงค์มองตนเองในกระจกที่มีชุดสีครีมสวมอยู่บนร่างกาย ใบหน้าสวยถูกแต่งแต้มเพิ่มเติมนิดหน่อยเพื่อให้ออกมาดูดี เป็นการให้เกียรติเจ้าของงานอย่างหนึ่ง หลังจากพวกสาวใช้ช่วยเขาแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วภูพิงค์จึงขอตัวเข้าไปดูคุณเขมเสียหน่อย เพราะนี่ก็ช้ามากแล้วทำไมอีกฝ่ายถึงไม่ออกมาเสียที 

ก๊อก ก๊อก 

"ผมเข้าไปนะครับ" ภูพิงค์กล่าวขออนุญาตก่อนจะเปิดประตูเข้าไปด้านใน ดวงตากลมกวาดมองหาเขมทัตซึ่งพบเจ้าของกายสูงใหญ่กำลังยืนเลือกเสื้อผ้าอยู่ พอภูพิงค์มองลงบนเตียงพบว่ามันมีแต่สีดำทั้งนั้นเลย ขาเรียวก้าวเดินเข้าไปหาเขมทัต 

"คุณต้องซื้อชุดสีขาวเตรียมเอาไว้บ้างนะครับ" ภูพิงค์อมยิ้ม เขามองหาเสื้อผ้าสี่ห้าตัวก่อนจะก้มลงไปหยิบมันขึ้นมา 

"...." 

"ลองตัวนี้ดูนะครับ" ภูพิงค์พูดทั้งที่ไม่ได้มองเขมทัตเพราะตอนนี้อีกฝ่ายใส่เพียงเสื้อกล้าม ซึ่งมันแนบไปกับกล้ามเนื้อทุกส่วนบนร่างกาย เขมทัตรับมาแล้วใส่ลงบนตัวทันที แม้จะไม่ค่อยชอบเสื้อตัวนี้สักเท่าไรนัก

"...." 

"ติดกระดุมให้ถึงตรงนี้ครับ..อย่าปลดเยอะ ตอนนี้คุณใส่เสื้อขาวข้างในอยู่มันจะดูไม่สุภาพ" ภูพิงค์เดินเข้าไปใกล้เขมทัตโดยที่ไม่ได้คิดอะไร มือเล็กยกขึ้นติดกระดุมเสื้อให้ปิดไปถึงแผงอกด้านบนซึ่งเห็นรอยสักโผล่พ้นออกมาเพียงนิดเดียว ปกติคุณเขมจะชอบปลดจนเห็นแผงอกล่ำสัน เมื่อติดเสร็จแล้วเขาก็ผละออกเพื่อดูความเรียบร้อย 

"คุณเขมครับ..คุณจะใส่หน้ากากเต็มใบหน้าแบบนี้ไปตลอดเลยหรือเปล่า" 

"อืม" เขมทัตยืนนิ่ง เป็นครั้งแรกที่มีคนช่วยเขาใส่เสื้อผ้าแบบนี้ ภูพิงค์ผ่อนลมหายใจมองหนุ่มใหญ่ด้วยรอยยิ้มบางๆ เขาดันร่างคุณเขมให้นั่งลงบนเตียง เพราะหากยืนเขาคงเอื้อมมือไปไม่ถึง ซึ่งเขมทัตก็ยอมทำตามแต่โดยดี ดวงตาคมละขึ้นมองภูพิงค์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา 

"ขออนุญาตนะครับ" ภูพิงค์จับหน้ากากสีดำทมิฬเบาๆก่อนจะค่อยๆปลดมันออกจากใบหน้า 

"...." เขมทัตหลับตาลงแล้วทำท่าจะเบือนหนีไปทางอื่น ซึ่งก็มีมือแสนนุ่มและอุ่นแนบไปกับแก้มสากของเขาทั้งสองข้างและประคองเอาไว้ไม่ให้หันหนีไปไหน

"คุณไม่อัปลักษณ์..เพียงแค่แผลเป็นเท่านี้..อะไรทำให้คุณขาดความมั่นใจจนต้องใส่หน้ากาก" ภูพิงค์มองใบหน้าหล่อเหลาที่เขาประคองไว้ด้วยมือตนเอง แผลเป็นอันนี้เหมือนรอยกรีดของสักอย่างจนมันบวมนูนขึ้นมา นิ้วเรียวลูบไปตามรอยนั้นช้าๆ 

"มันไม่ได้น่าเกลียด..แต่ดูเท่มากกว่าต่างหาก" เขมทัตหลับตาลงเมื่อเรียวนิ้วนั้นมาถึงดวงตาเขา 

"...." 

"ใครว่าคุณอัปลักษณ์..คนพวกนั้นต้องตาบอดแน่ๆ" เขมทัตเอียงใบหน้าลงให้แนบกับฝ่ามือขาวช้าๆ ซึ่งภูพิงค์ไม่ทันได้สังเกตนอกจากมองรอยแผลบนใบหน้าคมคร้าม 

"...." 

"คุณต้องไม่กลัวว่าจะถูกมองอย่างไร..ยิ่งคุณใส่หน้ากากแบบนี้มันยิ่งทำให้คนเขาคิดไปต่างๆนานาว่าคุณจะหน้าตาแบบไหน" ภูพิงค์สำรวจเครื่องหน้าที่สมบูรณ์แบบมากกว่าเขาเสียอีก ทั้งคมจมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักได้รูป ทุกอย่างบนใบหน้านี้มันลงตัวไปหมดไม่มีส่วนไหนต้องให้ติ มีเพียงแผลเป็นบนดวงตาและข้างแก้มเท่านั้นหรือที่ทำให้เขมทัตคิดว่าตนเองอัปลักษณ์ 

"เดี๋ยวจัดทรงผมให้นะครับ" ภูพิงค์ยิ้มแล้วเดินไปหยิบเยลที่วางอยู่ตรงตู้กระจก มือบางลูบไปตามผมสีดำเบาๆเพื่อจัดทรง ซึ่งมันอ่อนโยนจนเขมทัตต้องหลับตาลงช้าๆ เขาผ่อนคลายมากจริงๆ ยิ่งกลิ่นหอมกรุ่นบนเรือนร่างของภูพิงค์มันทำให้เขมทัตรู้สึกอยากทิ้งตัวนอนลงในอ้อมแขนนี้ 

"เสร็จแล้วครับ" ภูพิงค์ยิ้มแล้วตรวจดูความเรียบร้อยนิดหน่อย 

"...." 

"พอไปถึงสาวๆหันมองทั้งงานแน่" ภูพิงค์หัวเราะในลำคอกับคำหยอกเอินของตนเอง

"ฉันไม่สนใจหรอก" 

"...." 

"ฉันสนแค่ว่าเธอจะมองฉันยังไง" 

รถยนต์เคลื่อนเข้ามาจอดด้านหน้าของคฤหาสน์หรูหรา ซึ่งภูพิงค์รู้มาอีกว่าเขมทัตถูกเชิญมาเพราะต้องการให้มีคนคอยควบคุมงานนี้ไม่ให้คนนอกหรือพวกโจรเข้ามาได้ วันนี้คนของคุณเขมจึงพากันมาเกือบครึ่งร้อย 

ภูพิงค์หันมองคนข้างกายที่หยิบหน้ากากอันใหม่ขึ้นมาใส่ตั้งแต่อยู่ที่คฤหาสน์ 

"ทำไมคุณถึงใส่หน้ากากแค่ครึ่งเดียวเหรอครับ" 

"เพราะฉันอัปลักษณ์" ภูพิงค์ส่ายหน้าช้าๆกับคำตอบเมื่อครู่นี้ 

"คุณไม่เห็นอัปลักษณ์เลยสักนิด" ภูพิงค์พึมพำ แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าใส่ทั้งหน้าเหมือนที่ผ่านมา เขารู้ดีว่าคุณเขมกำลังปรับตัวอยู่ อาจจะยังไม่ชินที่ต้องถอดทั้งหมด 

"มีแต่เธอที่คิดแบบนั้น..เด็กดี" ภูพิงค์เม้มริมฝีปาก ซึ่งประตูรถก็เปิดออกในฝั่งของเขมทัต ภูพิงค์จึงขยับลงไปในทางเดียวกัน แขนใหญ่ยกขึ้นตั้งฉากเพื่อให้ภูพิงค์ได้กอดแขนเดินเข้างาน การมาของเขมทัตและภรรยาทำให้ทุกคนต่างหันมองอย่างสนใจ แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนแปลกใจคือ ใบหน้าที่ใส่หน้ากากเพียงครึ่งคือเขมทัตจริงๆหรือเปล่า 

ซึ่งพอเขมทัตเข้ามาด้านใน เจ้าของที่นี่ก็รีบเข้ามาต้อนรับเป็นอย่างดีเพราะเป็นคนสำคัญให้งานเลี้ยงนี้ผ่านไปอย่างราบรื่น หลายสายตามองมาทางเขมทัตและภูพิงค์พลางหันไปซุบซิบกันตามนิสัย แต่จะรอตอนเขาและคุณเขมเดินผ่านไปแล้วเท่านั้นถึงจะกล้าแอบพูดกัน ภูพิงค์กอดแขนเขมทัตแน่นขึ้นจนหนุ่มร่างใหญ่ต้องหันมองลงมา ภูพิงค์ยิ้มให้เขมทัตเหมือนกับต้องการสื่อว่าไม่เป็นอะไร..มั่นใจเข้าไว้ ซึ่งพอเขมทัตพยักหน้าตอบกลับมาเขาจึงพลอยโล่งใจ

ภูพิงค์มองรอบงานที่ถูกตกแต่งสวยงามอย่างลืมตัว 

"อ๊ะ.." ร่างเล็กชะงักเมื่อถูกแขนแกร่งเปลี่ยนลงมาโอบเอวเขาแทน แถมยังดึงให้เข้าไปแนบชิดมากกว่าเดิม ภูพิงค์ไม่ได้ว่าอะไรนอกจากยิ้มให้ เขมทัตขมวดคิ้วส่งสายตาน่ากลัวไปให้พวกที่กล้ามองคนข้างกายเขาจนพวกมันต่างหลบหลีกสายตาไปทางอื่นแทน

"หาอะไรกินเล่นไปก่อนนะ" เขมทัตปล่อยรังสีกดดันจนชายรอบข้างต่างถอยร่นไปทางอื่นเพราะสัมผัสได้ มีเพียงภูพิงค์ที่ไม่รับรู้หรือสัมผัสได้เลยสักนิด ไพฑูลย์จึงเข้ามาทำหน้าที่ต่อทันทีพร้อมเรียกลูกน้องของตนเองเข้ามาประกบคุณหนู ภูพิงค์เดินดูของกินในงานซึ่งเขารู้ว่ามีคนมองมาตลอดแต่ไม่ได้สนใจ

"สวัสดีค่ะ..คุณหนูภูพิงค์หรือเปล่า" หญิงสาวสองคนเดินเข้ามาหาเขาด้วยรอยยิ้ม 

"ครับ..สวัสดีครับ" ภูพิงค์ยกมือไหว้กลับไปอย่างนอบน้อมเช่นกัน  

"ภรรยาของเขมทัตสินะคะ" เธอหันไปมองหน้ากันพลางพูดด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม

"ใช่ครับ..." 

"ขอถามได้หรือเปล่า..อีกครึ่งหน้าของนายเขมน่ะเป็นยังไงเหรอ..ปกติเห็นแต่ใส่เต็มหน้า" ภูพิงค์เลิกคิ้วขึ้นกับคำถามนั้น

"ก็ปกตินะครับ.." 

"ปกติเหรอ..หึๆ..ถ้าปกติแล้วจะใส่หน้ากากทำไม..สงสัยทุเรศจนมองไม่ได้แน่ๆ" เธอหันไปหัวเราะเบาๆให้กัน

"ปกติแน่นอนครับ..แล้วทำไมคุณถึงตัดสินว่าไม่ปกติทั้งที่ยังไม่เคยเห็นด้วยซ้ำ" ไพฑูลย์กำลังจะเข้ามาห้ามแต่ภูพิงค์ก็ยกมือขึ้นห้ามไว้เช่นกัน

"แล้วถ้าปกติจะใส่หน้ากากทำไมเหรอคะ" หญิงสาวปากแดงถามขึ้นอีกครั้ง

"มันก็แล้วแต่บุคคลนะครับว่าเขาชอบที่ตัวเองจะเป็นแบบไหน..ผมเองตอนเจอกับเขาแรกๆยังไม่เคยถามเขาเลยด้วยซ้ำว่าใส่ทำไม" 

"...."

"เพราะมันเป็นมารยาทขั้นพื้นฐานที่ควรจะมี..แล้วคุณเป็นใครเหรอครับถึงกล้าเข้ามาถามคำถามนี้" 

"นี่!.."

"กรุณาอย่าเสียงดังด้วยครับ..งานค่อนข้างใหญ่แขกก็เยอะ..มีใครเคยบอกหรือสอนคุณหรือเปล่า" 

"กล้าดียังไงมาสอนฉัน" ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของพวกเธอแปรเปลี่ยนเป็นขึงขังมองเด็กตรงหน้าที่ดูไม่สู้คนสักนิดแต่ดันตอกกลับพวกเธอด้วยถ้อยคำเจ็บแสบ 

"ผมไม่กล้าหรอกนะครับเพราะรู้ดีว่าถ้าคุยกับคนระดับเดียวกันเขาจะเข้าใจได้ดีทันที" ภูพิงค์ตอบหน้านิ่ง สองสาวกำหมัดแน่นทำท่าจะเข้ามาทำร้ายภูพิงค์แต่กลับมีชายร่างใหญ่เข้ามายกมือขึ้นกันเอาไว้

"กล้าแตะต้องคุณหนูคุณได้ซวยแน่"ไพฑูลย์ขู่ด้วยน้ำเสียงน่ากลัว ภูพิงค์ผ่อนลมหายใจกำลังจะหันหลังเพื่อเดินเล่นทางอื่น

"ทำเป็นปกป้อง..เธอมันก็แค่อยากปกป้องเงินของตัวเองเท่านั้นแหละ..ใครจะยอมแต่งงานกับคนมีตำหนิแบบนั้นถ้าไม่ใช่พวกคุณหนูตกยากเห็นแก่เงิน" ภูพิงค์หันกลับมาหาหญิงสาวที่กำลังทำหน้าสะใจ เขาไม่เข้าใจว่าการยืนอยู่เฉยๆทำไมต้องมีคนเข้ามาหาเรื่อง

"มันเป็นเรื่องในครอบครัวของผม..การที่คุณตัดสินจากภายนอกโดยไม่รู้เบื้องลึกจริงๆมันกำลังบ่งบอกว่าคุณไร้การศึกษา ผมแนะนำให้คุณกลับบ้านไปแล้วสวดมนต์ก่อนนอนเผื่อสมองจะได้สงบลงแล้วสามารถกลั่นกรองคำพูดก่อนเอ่ยออกมา.." 

"นี่แก!..."

"ช่วยสงบคำด้วยนะครับอย่าลืมว่าแขกที่นี่คือคนใหญ่คนโตเดี๋ยวมันจะทำให้คุณดูไม่มีรากเหง้าและไร้การศึกษา.." พอสองสาวโดนตอกกลับไปเช่นนั้นก็ตาโตขึ้นด้วยความอึ้ง ซึ่งภูพิงค์ไม่อยู่ปะทะคารมต่ออยู่แล้ว การคุยกับคนแบบนี้ไม่ทำให้เกิดประโยชน์แต่จะทำให้เขาเสียเวลา

ภูพิงค์กำลังจะเดินออกจากตรงนี้ แต่พอหันมาไม่ทันไรก็เจอเข้ากับคุณเขมที่เหมือนยืนรออยู่แล้ว

"ออกมาแบบนี้จะไม่เป็นอะไรเหรอครับ" ภูพิงค์ถามขณะนั่งอยู่บนรถแล้วตรงไปที่ไหนสักแห่ง

"ขจรมันเก่ง..ดูแลแทนได้อยู่แล้ว" เขมทัตหันมาตอบ ภูพิงค์พยักหน้า พอดวงตากลมเริ่มเห็นไฟตกแต่งก็เบิกตาขึ้นทันที

"งานวัด!" ภูพิงค์ยิ้มร่าหันมาทางเขมทัตที่เหมือนจะยกมุมปากขึ้นมานิดหนึ่งเหมือนกัน 

ผ่านไปไม่นานรถก็มาจอดยังสถานที่สำหรับจอด พอเขมทัตลงจากรถคนแถวนั้นก็ต่างรีบเดินหนีทันที ภูพิงค์หันมองลูกน้องของคุณเขม 

"พาคนไปเยอะขนาดนี้มันจะเดือดร้อนคนอื่นหรือเปล่าครับ" เขมทัตมองภูพิงค์ก่อนจะหันไปสั่งคนของตนให้ตามมาสี่ห้าคนพอ 

ร่างบางเดินเคียงข้างเขมทัตเข้ามาด้านใน ความสวยงามแสนตื่นตาทำให้ภูพิงค์ยิ้มกว้างออกมา เขาเดินไปที่โซนยิงปืนทันทีเพื่อเอาตุ๊กตาหมี 

เขมทัตหยิบเงินมาจากกระเป๋าส่งให้แม่ค้า ซึ่งเธอก็รับมาท่าทางตัวสั่นเล็กน้อย ภูพิงค์ยกปืนขึ้นมาเล็งไปทางตุ๊กตาตัวเล็กอย่างตั้งใจ

ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก!

ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก!

ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก!

แต่ยิงเท่าไรก็ไม่โดนเสียที จนจบรอบที่สาม ภูพิงค์มองตุ๊กตาด้วยสีหน้าละห้อย 

"เอามาชุดหนึ่ง" ภูพิงค์เงยหน้าขึ้นมองเขมทัต หนุ่มใหญ่รับปืนมาจากแม่ค้า ซึ่งใบหน้าคมที่ควรจะมองไปยังเป้าหมายแต่ดันมองมาทางเขาแทน 

ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก! ภูพิงค์เหมือนตกอยู่ในภวังค์กับสายตานั้น เขากระแอมในลำคอเพื่อหันไปมองว่าคุณเขมยิงโดยไม่มองจะโดนได้อย่างไร 

"ฮะ..." ภูพิงค์อ้าปากค้าง มองชั้นวางตุ๊กตาตัวเล็กที่โล่งมันหมายถึงว่าคุณเขมยิงลงไปทั้งหมดโดยที่ไม่ได้มองแม้ปลายสายตา

"เอาตัวไหน" เขมทัตเอ่ยถาม ภูพิงค์ชี้ไปที่ตุ๊กตาหมีใหญ่สีน้ำตาล เขมทัตจึงหยิบมันลงมาเอง 

"ดีจัง.." ภูพิงค์รับตุ๊กตามากอดแน่น 

"มีข้อแลกเปลี่ยนนะ" เขมทัตกล่าวขึ้นทำเอาภูพิงค์ชะงัก

"ครับ?"

"ฉันจะยกตุ๊กตาให้..แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน" 

"...."

"เงยหน้าหน่อยซิ" ภูพิงค์เงยหน้าขึ้นตามคำบอก แต่สิ่งที่ทำให้เขาชะงักคือมือสากอันใหญ่ของคุณเขมจับลงมาที่แก้มของเขา แล้วลูบช้าๆโดยใช้นิ้วเกลี่ยอย่างอ่อนโยนจนเขาไม่คิดเลยว่ามือใหญ่ขนาดนี้จะมีสัมผัสที่เบาบาง เขมทัตยกมุมปากขึ้นมา นิ่มมากจริงๆเนียนนุ่มกว่าที่คิด พอมือนั้นลดลงไป เขมทัตก็ลดใบหน้าลงเช่นกัน

"ข้อตกลงแบบนี้อยากได้อีกกี่ตัวฉันจะจัดให้"

"...."

"คราวหน้าจะไม่ใช่แค่มือฉันแล้วนะที่ได้สัมผัสแก้มเธอ"

TBC.

หน้าหงายไหมล่ะ กล้าดียังไงมาว่าคุณเขมแสนน่ารักของน้อง

เม้นน้อยงอนนะ ดองแน่ พูดจริงT-T ขับเคลื่อนด้วยแรงรีดท์

บทก่อนหน้า
บทถัดไป