บทที่ 2 ตอนที่ 1
"มึง!" เสือเทพหันปลายกระบอกปืนไปทางผู้มาใหม่ แต่มีหรืออีกฝ่ายจะสะทกสะท้านนอกเสียจากยืนนิ่งกระตุกยิ้มมุมปากใต้หน้ากากสีดำ ดวงตาคมกริบมองตรงไปยังปืนของเสือเทพอย่างไม่นึกกลัว ภูพิงค์ที่เห็นสถานการณ์ไม่ดีนักจึงรีบลุกเข้าไปสวมกอดน้องชายที่กำลังขวัญเสียจากเหตุการณ์เมื่อครู่ เสียงฝีเท้าหลายคู่กรูกันเข้ามาภายในบ้านของภูพิงค์ ชายชุดดำที่คาดว่าน่าจะเป็นพวกของคนที่ใส่หน้ากากปกปิดใบหน้าเข้ามาล้อมรอบพวกที่ยืนอยู่แล้วจนต่างยกปืนขึ้นมาจ่อไปที่ศัตรู
"เฮ้ย!อย่าให้มันล้อมสิวะ" เสือเทพตะคอกดังลั่นเพราะดูเหมือนพวกมันจะมาเยอะกว่าจนสามารถล้อมคนของเขาได้ทั้งหมด ความโกลาหลทำให้ภูพิงค์และน้องชายได้แต่ขยับหนีออกห่างจากสถานการณ์นี้
"รีบออกจากตรงนี้ก่อน" ภูพิงค์กระซิบบอกน้องชายก่อนจะค่อยๆถอยหลังออกเพราะดูเหมือนว่าอีกไม่นานจะเกิดการปะทะที่โชกเลือดขึ้นแน่นอน เพียงเสี้ยวเวลาที่เขาหันไปมองร่างที่สูงใหญ่กว่าคนทั่วไปซึ่งสายตาคมกริบก็กำลังมองมาทางเขาเช่นกัน
ปัง! เสียงลั่นไกปืนจากเสือเทพมันทำให้ภูพิงค์ที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเบิกตาขึ้นกว้างอย่างใจหายซึ่งทุกคนในห้องโถงต่างมองไปทางเดียวกันหมด ซึ่งเรื่องที่น่าตกใจคือกระสุนสีทองคำที่ควรจะเจาะเข้าร่างของหนุ่มหน้ากากดำกลับร่วงหล่นลงสู่พื้นราวกับว่าสิ่งที่ปะทะเข้าไม่ใช่ผิวเนื้อแต่เป็นเหล็กแกร่งกล้าที่แม้แต่กระสุนปืนก็ไม่สามารถเจาะเข้าได้ เสือเทพที่เห็นดังนั้นก็นิ่งอึ้งไปเหมือนเจอเรื่องที่น่าตกใจ
"พี่เอาไงดีมันมีอาคม" ลูกน้องที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดกระซิบบอกลูกพี่ตนเอง ยิ่งมันขยับหมวกปีกให้เปิดขึ้นอีกจนเห็นลวดลายหน้ากากได้ชัดเจนมันทำให้ทุกคนต่างอึ้งมองไปทางนั้นเป็นตาเดียวกัน
"เขมทัต" เสือเทพพึมพำแผ่วเบา เขาขบกรามเข้าหากันแน่นเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นใครและมีอิทธิพลมากขนาดไหน เสือเทพเหลือบสายตามองภูพิงค์ที่ยังคงนั่งอยู่กับพื้น ช่วงขายาวกำลังจะก้าวเดินเข้าไปหาร่างเล็กเพื่อทำการฉุดแต่ดูเหมือนจะช้าไปกว่าใครบางคน ปลายกระบอกปืนสีดำสนิทจ่อเข้ามาที่หัวของเขาจนร่างสูงนิ่งทื่อเพราะไม่ทันได้ตั้งตัว
"มึงควรจะรู้ตัวได้แล้วนะว่าแพ้" เสียงทุ้มที่กระซิบข้างใบหูทำเอาเสือเทพชะงัก เขาไม่เคยรู้สึกขนลุกมากถึงขนาดนี้มาก่อนยิ่งรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใครก็ยิ่งชัดเจนแล้วว่าเขากำลังพ่ายแพ้แม้ไม่ได้ต่อสู้
"หึ มาทีหลังแต่จะฉกกันไปซึ่งๆหน้างั้นเหรอวะ" เสือเทพแสยะยิ้มสมเพช แม้จะรู้ว่าตัวเองเสียเปรียบทั้งกำลังและคนที่น้อยกว่าแต่เขาก็ไม่อยากยอมเพราะรู้ดีว่าอีกคนนั้นมีเป้าหมายเดียวกับเขา
"มึงคิดว่าเรื่องที่มึงทำอยู่มีสัจจะงั้นเหรอหึๆ" เสียงหัวเราะในลำคอแผ่วเบา
"ที่โผล่หัวมาตอนนี้คงเป็นแผนของมึงสินะ" เสือเทพกำหมัดด้วยความโกรธแค้นในใจเขาเสียกำลังคนไปมากกว่าจะเข้ายึดที่นี่จากพวกถิ่นอื่นที่มีความต้องการเหมือนกันสุดท้ายดันมาเสียท่าให้เขมทัตเสียอย่างนั้น
"สรุปมึงก็สนใจถิ่นเล็กๆนี่เหมือนกันสินะ"
"ก็มีส่วน.." เขมทัตผลักร่างของเสือเทพออกจากตัว เขารู้ว่าที่เขมทัตมันไม่ลงมือฆ่าเขาเพราะอย่างน้อยตอนเด็กก็เคยเป็นเพื่อนกันแม้ตอนนี้ความสัมพันธ์จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป พรรคพวกเสือเทพต่างทยอยกันเดินออกไป ภูพิงค์เม้มริมฝีปากแน่นในตอนนี้ความกังวลของเขาไม่ได้ลดลงเลย
"ไปรอบนห้อง" ภูพิงค์เอ่ยบอกน้องชายก่อนจะดันหลังให้พักพิงที่ยังไม่คลายอาการช็อกขึ้นไปด้านบนเสียก่อน เด็กน้อยที่ไม่อยากทิ้งพี่เอาไว้คนเดียวแต่พอเหลือบสายตาไปทางชายรูปร่างสูงใหญ่ที่สวมใส่หน้ากากกำลังมองมาทางนี้ก็รีบก้มหน้างุดแล้วเดินขึ้นไปด้านบนทันที
ภูพิงค์ค่อยๆลุกขึ้นมาจากพื้น ดวงตากลมมองชายหนุ่มที่ชื่อเขมทัตด้วยสายตาหวาดระแวง อีกฝ่ายเดินไปนั่งไขว้ขาที่โซฟาก่อนจะหยิบบางอย่างขึ้นมาสูบแล้วปล่อยกลุ่มควันออกมา ดวงตาคมกริบนั้นก็ยังคงมองมาทางภูพิงค์ มันเรียบนิ่งเสียจนเขาไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ แถมความรู้สึกเหมือนมีเงามืดลอยรอบๆตัวก็ยิ่งทำให้ภูพิงค์ไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้ชายคนนี้
"นั่งสิ" คำพูดแรกที่อีกคนพูดกับเขา ภูพิงค์กลืนน้ำลายลงคอก่อนจะยอมเดินมานั่งที่โซฟาตรงกันข้ามกับเขมทัต ดวงตากลมมองมือตนเองที่บีบหัวเข่าเอาไว้แน่นเพราะความกดดัน
"...."
"เธอคงไม่ต้องเดาว่าฉันมาที่นี่ทำไม" กลุ่มควันสีขาวถูกพ่นออกมาอีกครั้งก่อนที่เขมทัตจะทิ้งมันลงบนพื้นแล้วบดขยี้ทิ้งไป
"คะ..ครับ"
"หึๆ..ไม่ต้องทำหน้าเครียดไปเพราะข้อตกลงของเราไม่น่ารังเกียจเท่าที่เธอเคยเจอ" เขมทัตพูดจบก็ใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มก่อนจะลุกขึ้นแล้วหันไปหามือขวาของตนเองที่ยืนรอคอยท่าอยู่แล้ว
"จัดการคุยให้เรียบร้อย" เมื่อกล่าวจบแล้วร่างสูงใหญ่กว่าคนทั่วไปก็เดินออกไปราวกับว่าไม่ได้เหลียวแลภูพิงค์เลยแม้แต่น้อย คล้อยหลังไปไม่นานก็มีผู้ชายรูปร่างสูงโปร่งมานั่งแทนที่เขมทัต
"สวัสดีครับ..ผมชื่อขจรเป็นมือขวาของคุณเขมทัต"
หลังจากจบการพูดคุยเสนอข้อตกลง ภูพิงค์ยอมรับว่ามันดีกว่าที่ตกลงกับเสือเทพมากแต่อย่างไรก็ไม่พ้นที่เขาจะต้องจดทะเบียนสมรสกับเขมทัตที่เลื่องชื่อว่าโหดเหี้ยมเกินคน แถมภายในหน้ากากยังซ่อนใบหน้าที่แสนอัปลักษณ์เอาไว้ตามข่าวลือ ซึ่งเขาก็พึ่งรู้เรื่องนี้ได้ไม่นานจากการบอกเล่าของน้องชาย
"แล้วไปรู้เรื่องนี้มาได้ยังไง"
"ไม่มีใครไม่รู้จักเขมทัตหรอกนะครับ..ล้มพวกนักเลงหัวเมืองได้เป็นเบือแค่ตัวคนเดียว"
"...."
"ไม่มีพวกนักเลงหรือโจรจากถิ่นไหนอยากยุ่งหรือข้องเกี่ยวกับคนแบบนั้นหรอกครับ..ทั้งเลวทรามแถมยังหน้าตาอัปลักษณ์" ภูพิงค์ได้แต่นั่งฟังน้องชายพูดพร่ำออกมา เขาผ่อนลมหายใจแผ่วเบา ตามข้อตกลงที่ว่าไว้เขาแค่แต่งงานเท่านั้น ส่วนร่างกายเขมทัตจะไม่แตะต้องเขาแม้แต่น้อยทุกอย่างล้วนทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเงิน
"พรุ่งนี้พี่ต้องไปแล้ว" ภูพิงค์บอกน้องชายที่ต่อไปต้องอยู่ตัวคนเดียวกับแม่บ้าน ยังดีที่เขมทัตไม่คิดยึดที่นี่ไปด้วย บ้านหลังนี้จึงเป็นของเขาเหมือนอย่างเดิม
"แต่..."
"เข้มแข็งให้มากๆ..พี่จะพยายามหาทางกลับมาเยี่ยมบ่อยๆนะ" ภูพิงค์ยิ้มอ่อนโยนก่อนจะดึงน้องชายตัวเล็กเข้ามากอด เขาเสนอไปแล้วว่าจะพาพักพิงไปด้วยแต่ดูเหมือนคุณขจรจะปฏิเสธอย่างเด็ดขาดว่าไม่ได้
"ครับ" พักพิงตอบก่อนจะยกแขนขึ้นกอดตอบพี่ชายแล้วฝังใบหน้าลงบนแผ่นอกบางๆแสนหอมกรุ่น
"เดี๋ยวรอผมโตอีกนิดจะปกป้องพี่เอง" เด็กชายบอกอย่างหมายมั่น
"หึๆ" ภูพิงค์หัวเราะในคอก่อนจะดันน้องชายให้ผละออกไป
เช้าวันต่อมา ภูพิงค์เดินลงมาด้านล่างเพื่อรอคนของเขมทัตเข้ามารับ หลังจากจดทะเบียนและใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเขาจะเป็นอย่างไรต่อก็ไม่อาจรู้ได้
เสียงรถยนต์เคลื่อนเข้ามาจอดทำให้ภูพิงค์แอบผงะไปเล็กน้อย เพราะดูท่าเขมทัตอะไรนั่นคงรวยมากน่าดู
"เชิญครับคุณหนู" อย่างน้อยคนพวกนี้ก็ไม่ปฏิบัติกับเขาอย่างป่าเถื่อน ร่างเล็กสอดตัวเข้าไปนั่งด้านหลังส่วนกระเป๋าถูกพวกชายสองคนยกออกไป
รถเคลื่อนตัวออกจากหน้าบ้านเข้าสู่ถนนใหญ่ใจกลางเมือง ภูพิงค์มองหน้าต่างด้านนอกหลังจากมันเริ่มไม่คุ้นตาอีกต่อไป ถิ่นของเขมทัตคงไกลมากน่าดู
รถยนต์เคลื่อนเข้าจอดด้านหน้าคฤหาสน์หลังโต ภูพิงค์อ้าปากค้างไปเลยเมื่อได้เห็นเพราะเขาไม่คิดว่ามันจะใหญ่โตได้มากถึงขนาดนี้
"เชิญครับ" ภูพิงค์พยักหน้าตอบรับขจรที่เข้ามาเปิดประตูรถให้ คนตัวขาวเผลอสำรวจมองรอบตัวรู้ได้เลยว่าที่นี่มีพวกนักเลงอยู่มาก มองไปทางไหนก็เห็น ยิ่งการมาของภูพิงค์ทำให้พวกที่แทบไม่เคยเห็นของสวยงามต่างมองกันเหลียวหลังเลยทีเดียว
"เดินไปทางด้านซ้ายห้องคุณหนูพวกผมทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว" ขจรเอ่ยบอก เดินเพียงครู่เดียวก็มาถึงห้องที่ไม่ต่างไปจากกรงทอง อย่างน้อยก็แค่จดทะเบียนไม่ต้องมอบเรือนร่างให้กับชายผู้นั้นให้ต้องเสียศักดิ์ศรี
"จัดห้องตามสบายเลยนะครับ..เดี๋ยวช่วงเย็นนายก็กลับแล้วอาจจะต้องลงไปพบด้วย" ขจรบอกด้วยรอยยิ้ม คฤหาสน์ที่เห็นเพียงแค่ชายฉกรรจ์หน้าตาโหดเถื่อนบัดนี้กลับมีหนุ่มน้อยน่ารักเข้ามาอยู่พวกเขาก็อดจะดีใจไม่ได้
ภูพิงค์พยักหน้าให้ขจรเป็นคำตอบก่อนจะพาตนเองมาสำรวจห้องใหม่ อย่างน้อยก็ทำเพื่อถิ่นคุณพ่อสักครั้ง เพราะหากท่านและพี่ชายกลับมาภูพิงค์จะได้พื้นที่คืนหนึ่งส่วนสี่ ข้อดีก็คือเขาจะไม่ถูกยึดไปทั้งหมดจึงตอบรับข้อเสนอนี้อย่างไม่ลังเล
หลังจากจัดเสื้อผ้าเข้าตู้ก็มานั่งพักเหนื่อยลงบนเตียง เขาเดินมาตรงหน้าต่างของห้องเพื่อมองไปยังด้านล่าง คนของเขมทัตเยอะมากจริงๆจนบางทีภูพิงค์ก็รู้สึกกลัวขึ้นมา
ตกเย็น
หลังจากทนอยู่ห้องมานานภูพิงค์ก็ลงมาด้านล่าง อย่างน้อยภายในก็ไม่มีคนของเขมทัตอยู่เลย
คนตัวขาวเดินสำรวจภายในคฤหาสน์อย่างถือวิสาสะ มันถูกตกแต่งด้วยลวดลายทองคำสวยงาม ข้าวของเครื่องใช้ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกประณีตมาอย่างดี มือเล็กลูบลงบนแจกันทองคำเบาๆแล้วหันหลังกำลังจะเดินกลับไปขมจุดอื่น
ปึก! แต่ร่างของเขาดันชนเข้ากับบางอย่างที่แข็งแรงมากเสียจนต้องยกมือขึ้นมาลูบหน้าผากตนเองป้อยๆ กลิ่นอายความเป็นชายที่ทำให้ภูพิงค์ชะงักก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่
"คะ..คุณเขมทัต" ภูพิงค์เรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ดวงตากลมโตล่อกแล่กเหมือนพวกมีความผิด ตาคมกริบภายใต้หน้ากากสีดำทมิฬมองลงมาที่คนตัวเท่าอกของเขาเพียงเท่านั้น
"ลงมาทำอะไร" เสียงทุ้มแหบที่น่าเกรงขามมากโขเอ่ยถาม
"ขอโทษครับ..พอดีผมลงมาเดินเล่นนิดหน่อย" เพราะคิดว่าภายในบ้านไม่มีพวกที่ท่าทางนักเลงเลยสักคนถึงกล้าลงมา แต่ไม่คิดว่าจะต้องมาเผชิญหน้ากับเขมทัตสองคนแบบนี้
"อย่าเดินลงมามั่วซั่วแบบนี้อีก" แม้จะเป็นการบอกเรียบๆแต่ก็ทำให้ภูพิงค์กลืนน้ำลายลงคอ เป็นคนที่แข็งกระด้างมากจริงๆ
"ขอโทษครับ..." ภูพิงค์ก้มหน้าลง รังสีอำมหิตของอีกฝ่ายทำให้ภูพิงค์ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเวลาพูด รู้ว่ามันเสียมารยาทมากแค่ไหน แต่จะให้ทำอย่างไรได้ แค่กล้ามแขนข้างเดียวของชายคนนี้ก็ใหญ่มากกว่าหัวของเขาแล้ว รูปร่างสูงใหญ่เกินกว่าที่เคยพบเห็นอย่างกับไม่ใช่ชายไทยอย่างนั้นแหละ แผ่นไหล่ที่กว้างขวางเหยียดตรงราวกับกำแพงหนา รูปร่างสันทัดมากเสียจนน่าอิจฉา บางทีเขาก็คิดว่านี่น่ะหรือที่คนต่างเล่าลือกันว่าอัปลักษณ์ แม้จะอยู่ภายใต้หน้ากากลวดลายน่ากลัวแต่ทำไมภูพิงค์ถึงมองว่ามันดูดีเสียจนละสายตาไม่ได้
"มองทำไมนักหนา"
"อ๊ะ..เอ่อ..ขอโทษครับ" ก้มหน้างุดๆก่อนจะปลีกตัวเดินหนีออกมา เขาไม่ได้ตั้งใจมองเสียหน่อย...
TBC.
ช่วงแรกลุงแกใส่หน้ากากเต็มหน้านะคะ มาสั้นเพราะรีบไปกินชาบูค่ะ
ไม่เม้นงอนนะ ดองด้วย
