บทที่ 3 ตอนที่ 2
หลังจากเดินหนีขึ้นมาด้านบนได้แล้วมือเล็กก็ปลดล็อกเดินเข้าไปด้านใน แผ่นหลังบางแนบไปกับบานประตูไม้สลักสวยงาม เขาผ่อนลมหายใจออกแผ่วเบา ดันเผลอไปจ้องรูปร่างของอีกฝ่ายจนถูกจับได้แบบนี้เขาจะกล้าไปเจอหน้าเขมทัตได้อย่างไร พอคิดแบบนั้นแล้วก็พานใจเสียเลยเดินอ้อยอิ่งมาทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงนอน เขาไม่คุ้นชินกับที่นี่เลยสักน้อยแถมเจ้าของยังน่ากลัวมากอีก
ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะบานประตูทำให้ภูพิงค์ที่กำลังเหม่อฟื้นคืนสติกลับมา
"คุณหนูครับ..ได้เวลาทะ..ทานข้าวแล้วครับ" เสียงขจรที่ดูเหมือนจะติดขัดในบางประโยคตะเบงเสียงบอกเข้ามาภายในห้อง ภูพิงค์พอจับน้ำเสียงได้ว่าอีกคนนั้นต้องการให้มันอ่อนน้อมที่สุดทั้งที่เป็นคนแข็งกระด้างไปไม่ต่างจากนายของตนเอง บ้านหลังนี้คงมีเขมทัตคนเดียวที่ใช้น้ำเสียงเฉยชาคุยกับเขา
"อีกแป๊บผมออกไปครับ" ภูพิงค์ตะโกนตอบกลับไปก่อนจะเดินหาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนในชุดสบายตัว เขายืนมองตนเองในกระจกเพราะขาดความมั่นใจอยู่มาก กว่าจะเปิดประตูออกไปได้ก็นานราวห้านาทีเห็นจะได้ คนตัวขาวค่อยๆ เดินลงมาด้านล่างสายตาก็กวาดมองไปรอบๆ เหมือนระแวงอะไรสักอย่าง อยู่ถิ่นมาเฟียเบอร์หนึ่งขนาดนี้เขาต้องระวังทุกฝีก้าวเป็นธรรมดา อาหารหลากหลายที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำให้ภูพิงค์มีแววตาเป็นประกายครู่หนึ่งตามฉบับของคนเห็นแก่กิน แต่ที่ทำให้แปลกใจคือทำไมเขาถึงยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเขมทัต
"มองหาอะไรหรือเปล่าครับ" ขจรเอ่ยถามคุณหนูว่าที่ภรรยาของนายตนเองด้วยความสงสัย เขามองไปตามสายตานั้นก่อนจะกลับมาเลิกคิ้วขึ้นเชิงถามอีกครั้ง
"คุณเขมทัตเขาไม่ลงมาทานเหรอครับ" ขจรร้องอ้อในลำคอก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
"ปกตินายจะทานแค่ตอนหิวเท่านั้นครับ" คำตอบของขจรทำให้ภูพิงค์ขมวดคิ้วด้วยความฉงนใจไม่น้อย
"เอ่อหมายถึง..."
"นายเขาทานข้าวไม่ตรงเวลาหรอกครับ..เชิญคุณหนูทานได้ตามสบายเลยไม่ต้องรอ" ภูพิงค์กะพริบตาปริบๆ ก่อนจะพยักหน้าตอบรับแล้วก้มมองดูจานตนเองที่ถูกสาวใช้ตักข้าวสวยร้อนๆ มาวางไว้บนจาน หลังจากขจรเดินออกไปภูพิงค์ก็ได้แต่นั่งคิดกับตัวเอง กินข้าวเฉพาะเวลาหิวทำไมถึงได้ตัวใหญ่โตขนาดนั้น แถมสุขภาพก็จะเสียอีกด้วย แต่เหมือนนั่งคิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาภูพิงค์จึงนั่งทานข้าวแสนอร่อยนี่ไปจนหมด ซึ่งเขากำลังทำท่าจะเก็บไปล้างหากกลับมีหญิงสาววัยกลางคนรีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาห้ามปรามไว้
"อย่าค่ะคุณหนูเดี๋ยวอ้อยเก็บเองค่ะ" เธอเข้ามาแย่งถ้วยชามไปจากมือภูพิงค์ด้วยสายตาตื่นๆ
"ไม่เป็นไรครับเดี๋ยวผมเก็บเอง"ภูพิงค์แย้งแล้วดึงมือกลับมา
"ไม่ดีค่ะ..ถ้าทานเสร็จแล้วแค่วางไว้อย่างนั้นเดี๋ยวจะมีคนมาเก็บเองค่ะ" เธอพูดเสียงลุกลนเพราะกลัวนายเหนือหัวตนเองมาพบเข้าว่าละเลยหน้าที่
"เดี๋ยวผมเก็บเองได้ครับ..พี่เอ่อ..พี่อ้อยไปทำอย่างอื่นเถอะ" ภูพิงค์พูดอย่างเกรงใจเพราะยามตนอยู่บ้านก็ทำเช่นนี้เสมอ อย่างน้อยก็แบ่งเบาภาระไปได้บ้าง
"อ๊ะ..เดี๋ยวก่อนค่ะ" ดูเหมือนจะช้าไปเพราะภูพิงค์เดินนำไปที่ครัวเสียแล้ว โดยการกระทำทั้งหมดอยู่ในสายตาของคนที่พึ่งกลับมาถึงหมาดๆ เขมทัตก้าวขาเดินเข้าไปด้านในนิ่งๆ ก่อนจะหยุดอยู่ที่ห้องครัวเพราะเสียงเจื้อยแจ้วของแม่บ้านตนเองและคนที่พึ่งเข้ามาอาศัย ดวงตาคมมองเข้าไปด้านในเห็นเพียงแผ่นหลังเล็กที่กำลังยุ่งอยู่กับการล้างจานโดยมีหญิงสาวคอยยกมือห้ามอยู่ข้างตัว ใบหน้าภายใต้หน้ากากเรียบเฉยก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากตรงนี้เพื่อขึ้นไปด้านบนห้องนอนของตนเอง
แกร๊ก เขมทัตถอดสร้อยพระของตนแล้วยกมือขึ้นพนมไหว้พร้อมท่องคาถาเบาๆ ก่อนจะแขวนเอาไว้ข้างผนัง ชายหนุ่มถอดเสื้อตนเองแล้วโยนทิ้งลงข้างตัว ร่างกายแข็งแรงสมส่วนปรากฏในกระจกบานใส นัยน์ตาสีดำสนิทมองตนเองนิ่งงันอยู่อย่างนั้น บนใบหน้าของเขามีเพียงดวงตาและริมฝีปากหยักได้รูปที่แสดงให้ได้เห็น มือหนายกขึ้นจับปลายหน้ากากสีดำก่อนจะหยุดชะงักลงแล้วไม่คิดจะถอดมันออกอีกต่อไป
เช้าวันต่อมา ภูพิงค์เปิดประตูรับสาวใช้ที่ขจรบอกว่าพวกเธอจะขึ้นมาช่วยดูแลความเรียบร้อย หลังจากแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ถูกพวกเธอพามายังด้านล่าง ดวงตากลมโตมองแผ่นหลังกว้างขวางที่กำลังยืนนิ่งตระหง่านอยู่กลางโถงบ้าน ใบหน้าภายใต้หน้ากากหันมามองภูพิงค์ก่อนจะพยักหน้าให้ขจรพาเด็กคนนี้ออกไปรอที่รถ
ภูพิงค์สอดตัวเข้ามานั่งด้านใน มันไม่ใช่รถคันเดียวกับเมื่อวานที่รับเขามา กว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองกำลังเหม่อก็เมื่อเขมทัตสอดตัวเข้ามานั่งด้านข้างกับเขา และอีกอย่างที่ภูพิงค์รู้สึกก็คือยามเขมทัตขึ้นมานั่งรถคันนี้ก็ดูเหมือนจะเล็กลงไปมากเลย รถยนค์เคลื่อนออกจากด้านหน้าคฤหาสน์หลังโตโดยมีคนของเขมทัตมากมายคอยหลีกทางให้แล้วก้มหัวลงอย่างกับเคารพมากอย่างนั้น ดวงตากลมโตมองออกไปด้านนอกกระจกรถ บ้านเมืองนี้ค่อนข้างเจริญหูเจริญตาทุกอย่างถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ และที่เขาเลือกจะชมวิวด้านนอกเพราะไม่กล้านั่งนิ่งๆ ข้างเขมทัต เขาไม่อยากสนใจอีกฝ่ายเพราะกลัวว่าจะไปทำให้หงุดหงิดจึงเลือกหาทางบ่ายเบี่ยงความสนใจของตนเองโดยมองออกไปด้านนอกแทน
"เอ๊ะ" ภูพิงค์ขมวดคิ้วเมื่อเห็นชายวัยรุ่นหลายคนต่างถือไม้หน้าสามเอาไว้คนละมือแล้ววิ่งไล่ตามกันตัดผ่านหน้าถนนนั่นจึงทำให้รถต้องเบรกลงกะทันหันอย่างแรงจนเกิดเสียงล้อขูดไปกับถนนดังลั่นไปทั่วทั้งบริเวณ แต่นั่นก็ไม่น่าตกใจเท่าไรเพราะตอนนี้ร่างของภูพิงค์ดันเซมาซบแผ่นอกกว้างขวางของเขมทัต แถมยังเกาะชายเสื้อสีดำเอาไว้แน่นจนเหมือนกอด ดวงตากลมค่อยๆ เงยขึ้นมองตาคมกริบที่กำลังก้มมองเขาอยู่เช่นกันแม้จะอยู่ภายใต้หน้ากากแต่ภูพิงค์ก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังแสดงสีหน้านิ่งเย็นชาเช่นไร
"ขะ..ขอโทษครับ" พอควบคุมสติได้ก็รีบผละออกมาชิดกระจกรถอีกฝั่งดังเดิมด้วยความตกใจปนรู้สึกแปลกๆในอกภูพิงค์จึงใช้เรียวนิ้วตนเองทัดผมไปข้างหนึ่งก่อนจะหันไปมองด้านนอกหน้าต่างเหมือนอย่างเดิม
กว่าความอึดอัดจากเหตุการณ์เมื่อครู่จะหายไปก็เมื่อมาถึงที่ว่าการอำเภอ ภูพิงค์เม้มริมฝีปากให้อีกฝ่ายนั้นลงไปก่อนส่วนเขาค่อยตามไปอีกที ภูพิงค์หันมองเสียงรถยนต์หลายคันที่ขับตามกันมาอย่างแปลกใจ แต่ก็กระจ่างเมื่อคนพวกนั้นก้าวขาลงมา เวลาจะไปไหนคนของเขมทัตจะตามคุ้มกันมากถึงขนาดนี้เลยหรือ
การจดทะเบียนสมรสและทำสัญญาส่งต่อพื้นที่ผ่านไปด้วยดีเพียงแค่ปั๊มลายนิ้วมือและเซ็นลายลักษณ์อักษรลงไป ซึ่งมันหมายความว่าเขมทัตและภูพิงค์ได้เป็นสามีภรรยากันเรียบร้อยซึ่งมันก็เป็นเพียงแค่ในนามเท่านั้น พอกลับคฤหาสน์เขากับเขมทัตก็ไม่ต่างไปจากคนแปลกหน้าที่รู้จักกัน
"นายจะกลับเลยไหมครับ" ขจรผู้รับหน้าที่ขับรถเอ่ยถาม
"แวะตลาดผาสุกก่อน" เสียงทุ้มเรียบตอบกลับไป ภูพิงค์ยังคงมองวิวข้างหน้าต่างอยู่อย่างนั้นจนเขารู้สึกปวดลำคอไปหมด ไม่กล้าแม้แต่จะมองตรงเลยด้วยซ้ำ
ไม่นานหลังจากนั้นรถก็เคลื่อนเข้าจอดหน้าตลาดใหญ่โต ภูพิงค์มองมันด้วยความอึ้งนิดหน่อยเพราะตลาดที่พ่อเขาเก็บส่วยยังไม่กว้างขวางมากเท่านี้เลย
"เอ่อ..ผมขอลงไปด้วยได้ไหมครับ" ชายใส่หน้ากากชะงักหันมามองเด็กที่กำลังก้มหน้าพูดเหมือนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา
"ตามใจ" เป็นคำตอบสั้นๆ แต่ภูพิงค์ก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะรีบหุบฉับไป ร่างแน่งน้อยเมื่อยืนเทียบกับเขมทัตเดินตามหัวหน้าถิ่นไปเงียบๆ เขามองรอบตัวที่มีพวกแม่ค้าแม่ขายต่างทำหน้าตาเลิ่กลั่กกึ่งหวาดกลัวเมื่อได้เห็นว่าใครมาเดินตลาดแห่งนี้
"แยกกันไป" สั่งเสียงเรียบก่อนพวกลูกน้องหลายคนจะต่างแยกกันไปคนละฝั่งเพื่อเก็บส่วยจากพวกแม่ค้าในตลาดแลกกับการคุ้มครองที่ดีเยี่ยม
เขมทัตกำลังจะเดินไปส่วนของตนหากไม่เห็นว่าเด็กที่พึ่งจดทะเบียนด้วยกันไปกำลังยืนกุมมือตนเองมองร้านของกินอยู่
"อยากกินอะไรก็สั่ง" เป็นคำพูดที่ทำให้ภูพิงค์แปลกใจแต่ก็พยักหน้าแล้วเดินเข้าไปยังร้านขนม
"เอาห่อหนึ่งครับ" ภูพิงค์ชูนิ้วเล็กๆ ขึ้นมาพร้อมกับคำพูด แม่ค้าสาวเมื่อเห็นเด็กคนนี้มีใครยืนรออยู่ทางด้านหลังก็ทำหน้าเลิ่กลั่กก่อนจะหยิบขนมใส่ห่อและแถมให้มากกว่าคนอื่นมากโข ขนมแปลกตาที่ไม่เคยเห็นมาก่อนทำให้ภูพิงค์หยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วเอาเข้าปากเพื่อชิมทันที ซึ่งระหว่างเดินตามเขมทัตที่กำลังเก็บส่วยเขาก็กินขนมไปเรื่อยเปื่อย ยังดีที่ขอลงมาด้วยเพราะหากรอบนรถคงนานมากน่าดู
หลังจากกลับมาถึงคฤหาสน์ก็มีเพียงภูพิงค์คนเดียวที่ลงมา ส่วนเขมทัตนั้นสั่งให้ออกรถหลังจากร่างภรรยาในนามหมาดๆ ลงจากรถไปแล้ว ภูพิงค์มองตามอย่างมึนงงแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรนอกเสียจากเดินเข้าไปด้านในเพราะหากอยู่ข้างนอกนานเขาคงอึดอัดตายเป็นแน่ คนของเขมทัตเดินป้วนเปี้ยนเต็มบ้านไปหมด ซึ่งพอถึงช่วงเย็นเขาก็ต้องนั่งทานข้าวคนเดียวในบ้านเหมือนอย่างเคย
หลังจากช่วยแม่บ้านล้างจานเสร็จเรียบร้อยแล้วกำลังจะกลับขึ้นห้องของตนเองหากไม่เห็นว่ามีใครกำลังเดินเข้ามาด้านในซึ่งไม่แม้แต่จะหันมามองเขาเลยสักนิดนอกเสียจากก้าวเดินขึ้นไปด้านบน ภูพิงค์มองเข้าไปในครัวก่อนจะถอนลมหายใจกับความคิดของตัวเอง อาหารที่ถูกแบ่งเอาไว้ให้เขมทัตอย่างดีถูกภูพิงค์หยิบขึ้นมาวางเรียงไว้บนถาด เขาเดินขึ้นไปยังชั้นที่สองของคฤหาสน์กว้างขวาง คนตัวเล็กมองบานประตูลวดลายสวยงามนิ่งอย่างนั้นครู่หนึ่ง
ก๊อก ก๊อก เคาะประตูไปสองครั้งแล้วเผลอยืนกลั้นหายใจรอ
แกร๊ก พอบานประตูเปิดออกทำเอาภูพิงค์พูดไม่ออกแถมยังรู้สึกร้อนหน้าขึ้นมาเพราะกระดุมเสื้อสามเม็ดบนของเขมทัตถูกปลดออกจนเห็นแผ่นอกล่ำสัน เด็กน้อยส่ายหน้าเบาๆ ไล่ความคิด
"ผมเห็นคุณยังไม่ได้ทานข้าวครับ"
"...."
"กลัวคุณจะหิวผมเลยเอาขึ้นมาให้"
"ไม่มีใครบอกหรือไงว่าถ้าหิวฉันจะไปกินเอง..ไม่จำเป็นจะต้องยกขึ้นมาให้มันรบกวนเวลาพักของฉัน" ภูพิงค์กัดริมฝีปากล่างของตนเองด้วยใบหน้าที่หม่นลงเพราะเขาไม่เคยโดนใครพูดจาเย็นชาใส่ถึงขนาดนี้
"...."
"ไม่จำเป็นต้องเอาใจฉัน..เธอมีหน้าที่อยู่ที่นี่ในฐานะภรรยาหลอกๆ ก็พอ" แม้จะเป็นประโยคยาวเหยียดทั้งสองประโยคครั้งแรกแต่ล้วนทำเอาคนฟังหน้าถอดสีได้ไม่ยาก
"ผมไม่ได้เอาใจหรือทำในฐานะภรรยาหรอกครับเพราะผมรู้ดีว่ามันเป็นแค่ผลประโยชน์ที่เราจดทะเบียนสมรสกัน..แต่ที่ผมทำเพราะผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่อยากเห็นใครป่วยท้องผูกเพราะอดข้าวหรอกครับ"
"...."
"อย่างน้อยคุณก็ให้เกียรติผมและใจดีกว่าคนอื่นที่ต้องการตัวผมไป"
"ฉันไม่ได้ใจดี"
"แต่ก็ใจดีกว่าคนพวกนั้น"
"เถียง"
ภูพิงค์เม้มริมฝีปากแน่นนัยน์ตาแสดงความไม่พอใจออกมาลึกๆ เขากำลังจะหันหลังเดินออกไปเพราะรู้สึกขายหน้าที่ตนดันมาทำดีกับคนที่ไม่อยากได้มัน แต่ถาดข้าวที่ถืออยู่ดันถูกแย่งไปโดยเข็มทัต
ปึง! เสียงปิดประตูหายไปพร้อมถาดอาหารที่อีกฝ่ายปฏิเสธว่าจะไม่รับมัน
TBC.
เวลาคนเย็นชาหอนมันจะหมดสภาพมากนะพ่อ
อย่าลืมข้อตกลงนะคะ เม้นน้อยตอนหน้าติดเหรียญล่วงหน้า //กางเล็บขู่ฟ่อๆ
