บทที่ 4 ตอนที่ 3
"ฝากด้วยนะครับ" ภูพิงค์ยิ้มขอบคุณหนึ่งในคนงานของเขมทัตที่ยินดีช่วยเขาส่งจดหมายไปหาน้องชาย แม้จะเปิดอ่านเพื่อเช็คความเรียบร้อยก่อนแต่ภูพิงค์ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเขานั้นก็เข้าใจดี
"มีเท่านี้ใช่ไหมครับคุณหนู" คนงานที่ชื่อลุงนครเอ่ยถามอีกครั้ง
"ใช่ครับ" พอตอบกลับไปคุณลุงใจดีก็พยักหน้าแล้วเก็บซองจดหมายใส่กระเป๋าตนเอง
"เอ่อ..ขอโทษนะครับพอดีผมมีเรื่องจะถามนิดหน่อย" ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังจะเดินออกไปภูพิงค์ก็รีบยกมือขึ้นเรียกอีกครั้ง
"ครับ?"
"พอดีผมอยากทราบว่าแถวนั้นคืออะไรเหรอครับ" ภูพิงค์ชี้ไปที่โกดังสูงตระหง่านที่อยู่ไกลออกไป
"กงสีของคุณเขมครับ" คุณลุงตอบแล้วมองไปทางสายตาของภูพิงค์ เด็กน้อยวัยสิบเก้าเมื่อได้ทราบก็พยักหน้า
"คุณเขมทำงานที่นั่นหรือเปล่าครับ" ถามอีกครั้งเพราะเมื่อตอนเช้าเห็นว่าอีกฝ่ายเดินไปทางนั้น ซึ่งคุณลุงก็พยักหน้าตอบ
"แต่จะเป็นแค่บางวันครับ..ที่ทำงานของคุณเขมต้องเข้าเมืองครับคุณหนู"
"ขอบคุณครับ" ภูพิงค์กล่าวแล้วปล่อยให้ลุงนครกลับไปทำงานของตนเองหลังจากรบกวนเวลามานานพอสมควร ดวงตากลมมองหลังคากงสีก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้ามาในคฤหาสน์หลังโตที่ไม่อยากจะเชื่อมาก่อนเลยว่าเขมทัตนั้นจะใช้ที่นี่อยู่ตัวคนเดียว หากไม่นับพวกลูกน้องของตนเอง
ร่างบางเดินเข้ามาภายในครัวที่ในนี้ส่วนใหญ่จะเป็นหญิงสาว ซึ่งการมาของภูพิงค์ทำให้พวกเธอชะงักแล้วรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ล้อมวงที่กำลังนั่งคุยเล่นกันอยู่
"สวัสดีครับ" ภูพิงค์ทำสายตาล่อกแล่กเพราะตนเองไม่รู้ว่าจะปฏิบัติตนอย่างไร
"เอ่อ..มีอะไรให้รับใช้หรือเปล่าคะคุณหนู" หนึ่งในนั้นถามออกมา เธอเป็นคนที่ถูกภูพิงค์ช่วยล้างจานทุกวัน
"กำลังทำอาหารเที่ยงให้คุณเขมอยู่หรือเปล่าครับ" เพราะความเกรงใจถ้าหากเข้ามารบกวนเวลางานของทุกคนจึงถามไถ่เสียก่อน
"ปกติแล้วคุณเขมถ้าทานจะส่งคนมาบอกก่อนค่ะ" อ้อยเป็นคนตอบอีกครั้ง ภูพิงค์พยักหน้าช้าๆ
"...."
"แต่วันนี้เลยเวลาแล้วคงจะไม่ทานแล้วค่ะคุณหนู" พอมาถึงประโยคนี้ทำให้ภูพิงค์เผลอขมวดคิ้วโดยที่ไม่รู้ตัว แม้เขาจะไม่อยากจุ้นเท่าไรแต่มันก็อดคิดไม่ได้ เขาเหลือบสายตามองนาฬิกาก่อนเดินมายืนตรงกลางของครัว ไม่รู้ว่ารสชาติกับข้าวของตนเองนั้นถูกปากอีกฝ่ายหรือเปล่าแต่เขาก็จะทำให้เต็มที่ตอบแทนที่เข้ามาช่วยเขาจากเสือเทพ แม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างไรเขาก็ถูกยึดพื้นที่ไปอยู่ดี
"พอดีผมยังไม่ค่อยชินครัวเท่าไร..ช่วยหน่อยนะครับ" ภูพิงค์พูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะทำหน้านึกเมนูแล้วหยิบวัตถุดิบมากองรวมกัน
"แต่ว่าจะดีเหรอคะคุณหนู..คือคุณเขมเอ่อ.." พวกเธอมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ภูพิงค์ส่ายหน้ายิ้มๆทำให้พวกเธอต่างนิ่งอึ้งไปเพราะมันราวกับว่ามีแสงประกายทอวิบวับรอบตัว
"ผมไม่เป็นไรหรอกครับ" ภูพิงค์เริ่มตั้งเตาแก๊สสีหน้าเริ่มจริงจังขึ้นมา การทำกับข้าวของคุณหนูภูพิงค์ทำให้พวกเธอแทบละสายตาออกไปไม่ได้เลย จะทำอะไรก็ดูดีน่ามองไปเสียหมด
อาหารสามอย่างถูกตักใส่ปิ่นโต กลิ่นหอมลอยคลุ้งจนพวกเธอต่างน้ำลายสอ ซึ่งมันเป็นเรื่องดีที่คุณหนูทำเอาไว้เยอะจนสามารถแบ่งคนงานได้ ร่างเล็กเดินออกมาด้านนอกบ้านซึ่งลูกน้องของเขมทัตไม่ได้มองเขาด้วยสายตาแบบนั้นแล้วเหมือนอย่างวันแรกมันจึงทำให้ภูพิงค์คลายความอึดอัดลงไปได้บ้าง
"พี่ครับ" ภูพิงค์โบกมือเรียกชายหนุ่มสูงโปร่งที่กำลังเดินผ่านมา
"ครับ?"
"ฝากเอาปิ่นโตนี้ไปให้คุณเขมที่กงสีได้ไหมครับ" ภูพิงค์ยิ้มบอกชายหนุ่มตรงหน้า
"ได้ครับ" ตอบรับแล้วรับปิ่นโตที่ยังอุ่นๆมาจากมือภรรยาของนายตนเอง
"มึงไปตามของกลับมาให้ครบ" เสียงทุ้มแม้เรียบนิ่งแต่ก็ทำให้คนฟังกลัวไม่น้อย
"ครับนาย" ชายหนุ่มก้มหัวรับคำสั่ง
"ถ้าหาของคืนกูไม่ได้ น้องสาวมึงต้องมาทำคืนกูแทน" กลุ่มควันจากซิการ์ถูกพ่นออกมา ชายหนุ่มรู้ดีว่านายเหนือหัวของตนเองนั้นหมายความว่าอย่างไร น้องของเขาพึ่งเรียนจบหากถูกส่งไปขายตัวให้พวกเสี่ยแก่ๆเขาคงทำใจไม่ได้ แต่จะให้ทำอย่างไรในเมื่อเรื่องนี้เขาสะเพร่าเองทั้งนั้น
ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูทำให้เขมทัตที่กำลังสูบฝิ่นขมวดคิ้ว ซึ่งคนที่กำลังเดินออกไปก็อาสาเปิดประตูให้
"มีคนฝากปิ่นโตมาให้ครับนาย.." เขมทัตใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มก่อนจะถอดหมวกปีกแล้ววางมันลงบนโต๊ะ ดวงตาเฉียบคมราวปลายมีดก็มิปานมองมายังคนที่ถือเจ้าสิ่งนั้นเอาไว้
"ใคร" ถามด้วยน้ำเสียงปกติแต่สำหรับคนที่ยืนต่อหน้าเขมทัตแล้วมันทำให้เขากลัวจนแทบเอ่ยออกไปไม่ออก
"เห็นมันบอกว่าคุณหนูอะไรสักอย่างฝากมาครับ" เขมทัตหยุดชะงักลงแล้วเหลือบสายตามามองที่ปิ่นโตนั้น
"จุ้นจ้าน"
หลังจากเสร็จจากการตรวจตรากงสีร่างสูงใหญ่ที่แผ่นหลังกว้างกว่าคนทั่วไปก็กลับมาถึงคฤหาสน์ ดวงตาคมมองดูภูพิงค์ที่กำลังนั่งเล่นอยู่บนโซฟากลางห้องโถง พออีกคนเห็นเขาเดินเข้ามาก็ลุกขึ้นทันที
"ปิ่นโตละครับ" เอ่ยถามพลางเอียงคอด้วยความสงสัย
"ทิ้งไวกงสี" ตอบเสียงเรียบซึ่งมันทำให้ภูพิงค์ขมวดคิ้ว
"แปลว่าคุณไม่ได้กินเหรอครับ" คนตัวเล็กแสดงสีหน้าบูดบึ้งก่อนจะเผลอยกแขนขึ้นกอดอกตนเอง
"อย่ามาแสดงท่าทางแบบนี้ต่อหน้าฉันอีก" เขมทัตพูดจบก็ก้าวขาเดินขึ้นบันไดไปทิ้งให้ภูพิงค์ยืนทำปากมุมมิมกับความเย็นชาของอีกฝ่าย คนตัวเล็กบึนปากก่อนจะเดินมานั่งที่โซฟาเพื่ออ่านหนังสือแก้เหงาต้องมาอยู่คฤหาสน์นี้คนเดียว ไม่มีแม้แต่เพื่อนคุย
เขมทัตเดินลงมาด้านล่างในช่วงดึก เขากำลังจะเลี้ยวเข้าไปในครัวหากไม่เห็นว่ามีเงาดำของใครบางคนกำลังนอนซบกับโซฟาราวกับว่าไม่ได้กลัวยุงจะเข้ามากัด ช่วงขายาวก้าวเข้าไปดูใกล้ๆก็ต้องผ่อนลมหายใจเมื่อภรรยาในสมรสกำลังนอนน้ำลายไหลคาหนังสือของเขา
"น่าเบื่อจริง" พึมพำเสียงเบาก่อนจะช้อนคนตัวบางขึ้นมาโดยใช้แขนสอดเข้าไปใต้ช่วงข้อพับขาและแผ่นหลัง พอเขาได้อุ้มก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้ตัวเบามากจนเหมือนกำลังอุ้มหมอนปุยนุ่น มัวแต่จุ้นจ้านเรื่องการกินข้าวของเขาได้สนใจตัวเองบ้างหรือเปล่าทำไมถึงได้ตัวบางขนาดนี้ ในขณะที่กำลังเดินขึ้นบันไดไปยังห้องเขมทัตก็ก้มลงมองเด็กที่กำลังใช้แก้มบี้แผ่นอกของเขาเหมือนกำลังหามุมสบายให้ตนเอง เขาส่ายหน้าเบาๆกับแก้มก้อนกลมนั่น
แกร๊ก เมื่อเปิดประตูเข้ามาแล้วเขาก็วางภูพิงค์ลงบนเตียงก่อนจะหันหลังเดินออกไปโดยไม่ลืมล็อกประตูให้ เด็กคนนี้แทบไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวเขาเลยแม้แต่น้อย บางทีก็พยายามมองเข้ามาภายในหน้ากากเขายามพูดคุยกัน พอโดนเขาดุก็ก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาอีก
ภูพิงค์รู้สึกตัวขึ้นมาในตอนเช้าพร้อมบิดขี้เกียจแล้วพลิกตัวไปนอนตะแคงอีกด้าน ดวงตากลมหรี่รับแสงอาทิตย์จากด้านนอกช้าๆ กว่าจะลุกขึ้นได้ก็บิดไปหลายท่าเลยทีเดียวเชียว
หลังจากอาบน้ำล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วภูพิงค์ก็เดินลงมาด้านล่างของคฤหาสน์ ดวงตากลมสอดมองไปจนท่วนทั่วก็ไม่พบแม้แต่เงาของเขมทัต สงสัยวันนี้เขาตื่นสายเกินไป
คนตัวเล็กเดินเข้ามาในครัวเพื่อเตรียมทำอาหาร
"ขอใช้ครัวหน่อยนะครับ" เอ่ยขอนุญาตด้วยรอยยิ้มจนสาวใช้ต่างปลื้มปริ่มกับความน่ารักของคุณหนู ยิ่งเวลาเห็นอีกฝ่ายทำอาหารด้วยรอยยิ้มมันแสดงให้เห็นว่าชอบทำอาหารมากแค่ไหน มันแสดงออกหมดว่ามีความสุขตลอดเวลา
"น่าทานจังเลยค่ะ" อ้อยมองแกงในหม้อด้วยดวงตาเป็นประกายเพราะมันน่ากินมากจริงๆ
"เดี๋ยวผมตักแบ่งให้นะครับ"
"คุณหนูดูชอบทำอาหารมากเลยนะคะ" พวกเธอคิดเห็นไปทางเดียวกันทั้งหมด
"ชอบมากครับ..มันเป็นสิ่งเดียวที่ผมสามารถทำได้โดยไม่มีใครเทียบเวลาอยู่บ้าน"
"....."
"ทั้งคุณพ่อและพี่ชายต่างเก่งเรื่องการต่อสู้เรื่องวางแผนเก่งทุกอย่างเลย..แต่ผมไม่มีความสามารถพวกนั้นยกเว้นเรื่องนี้ที่พวกเขาทำไม่ได้ผมเลยตั้งใจมากครับ" ภูพิงค์เล่าเรื่องของตนเองออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลาจนพวกเธอต่างรู้สึกว่าที่นี่มันสดใสขึ้นเยอะมากกว่าแต่ก่อน
"เดี๋ยวผมจะเอาข้าวไปให้คุณเขมพวกพี่ตักแบ่งกันกินได้เลยนะ" ภูพิงค์นำปิ่นโตใบใหม่ที่ถูกจัดอาหารเรียบร้อยแล้วขึ้นมาถือเอาไว้
"จะเดินไปคนเดียวเหรอคะ..มันไกลมากนะคะคุณหนู" อ้อยเอ่ยขึ้นทันที
"ได้ครับ..ผมอยากชมวิวแถวนี้ด้วยพอดี..มาอยู่ตั้งนานไม่ได้เห็นรอบบ้านจริงๆสักที" ภูพิงค์พูดจบก็เดินออกจากตัวคฤหาสน์ไป
อั่ก! เสียงร้องของชายหนุ่มที่ถูกไม้ฟาดเข้ากลางหัวอย่างแรงจนร่างโปร่งล้มลงไปนอนชักกับพื้นด้วยความทรมาน
เขมทัตหมุนควงไม้หน้าสามที่โชกเลือดก่อนจะกระตุกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นพวกมันเจ็บปวดแสนสาหัสแค่ไหน
"นายครับ!" เสียงเหมือนคนแตกตื่นของขจรดังเข้ามาทำให้เขมทัตที่กำลังใช้ไม้ฟาดลงบนหัวของชายคนหนึ่งที่แอบลอบเข้ามาชะงัก ใบหน้าภายใต้หน้ากากน่าเกรงขามหันไปมองขจรด้วยสีหน้าถมึงทึง
"คุณหนูเดินแกว่งปิ่นโตมาครับ" ขจรหอบหายใจซึ่งคำพูดนี้มันทำให้เขมทัตชะงักไปเหมือนกัน เขาผ่อนลมหายใจก่อนจะสั่งคนให้จับไอ้พวกนี้ไปกองรวมกันส่วนเขาก็เดินออกมาจากห้องนั้นเพื่อดูเจ้าจอมจุ้นมาถึงที่นี่เพื่ออะไร
"อยู่ข้างบนเหรอครับ" เสียงภูพิงค์ทำให้เขมทัตได้ยิน เขายืนเท้าเอวตรงบันไดมองคนที่กำลังเดินขึ้นมาพร้อมชะงักเมื่อได้เห็นเขา
"ผมเอาข้าวมาให้ครับจะเที่ยงแล้ว" ภูพิงค์บอกก่อนจะยืนเม้มริมฝีปากเริ่มทำตาล่อกแล่กซึ่งเป็นหนึ่งอย่างที่เขาเห็นบ่อยจนต้องส่ายหน้า
"บอกกี่ครั้งแล้วว่า-"
"งั้นเดี๋ยวผมเตรียมให้เลยนะครับ" ภูพิงค์ว่าแล้วเดินขึ้นมายังชั้นที่สอง
"คุณเขมจะทานที่ไหนเหรอครับ" เขมทัตมองภูพิงค์นิ่งเหมือนอยากจะจับมาฟาดก้นเพราะความดื้อรั้น คนมากมายต่างเกรงกลัวเขาแต่เด็กคนนี้ดันมาทำดีทุกอย่างจนบางทีเขมทัตก็ไม่เข้าใจ
"เห็นคนงานบอกว่าห้องคุณอยู่ทางนั้น" ภูพิงค์เดินเข้าไปอย่างถือวิสาสะจนเขมทัตผ่อนลมหายใจแล้วเดินตามเจ้าตัวน้อยเข้าไปในห้องทำงานของตนเอง ภูพิงค์จัดโต๊ะอาหารให้เรียบร้อยก่อนจะผละออกมา
"ทีหลังไม่ต้องทำมาอีก..ฉันไม่ต้องการให้คนเอาใจ"
"ผมเห็นน้องชายท้องผูกบ่อยเพราะเป็นแบบคุณถ้าท้องผูกขึ้นมาจะมาร้องไห้ไม่ได้นะครับ" ภูพิงค์พูดอย่างจริงจัง เขมทัตคิ้วกระตุกทันทีเมื่อจบประโยคนั้น คนอย่างเขาเนี่ยน่ะหรือจะมาร้องไห้เพราะท้องผูก
"อีกอย่างผมก็ต้องอยู่กับคุณจนกว่าพ่อและพี่ชายจะกลับมา..ต้องพึ่งคุณอีกนานอย่างน้อยเราควรทำความรู้จักกันไว้นะครับ.." เขมทัตไม่ได้สนใจเสียงเจื้อยแจ้วนั้นแต่มองลงมาที่หน้าตาอาหาร ดูก็รู้ว่ามันไม่เหมือนที่แม่บ้านเขาทำ
"ออกไปได้แล้ว" เขมทัตพูดคำสั้นๆ
"ไม่ได้หรอกครับ..เดี๋ยวผมจะเอาปิ่นโตกลับด้วยคุณกินเลยผมจะรอ" เด็กหัวรั้นทิ้งตัวนั่งลงตรงกันข้าม เขมทัตไม่ได้พูดอะไรนอกจากส่งสายตาน่าขนลุกไปให้แต่ดูเหมือนเจ้าเด็กตัวขาวจะไม่รับรู้นอกเสียจากหยิบหนังสือที่เตรียมมาขึ้นอ่าน
เขมทัตตักข้าวเข้าปากเพื่อตัดความรำคาญ กินเสร็จจะได้รีบไปเสียที
"คุณไม่ถอดหน้ากากเหรอครับ..จะถนัดเหรอ"
"ไม่" ภูพิงค์พยักหน้ากับคำตอบสั้นๆของเขมทัต หลังจากทานข้าวเสร็จแล้วภูพิงค์ก็เก็บทุกอย่างให้เข้าที่
"ตอนเย็นอยากทานอะไรหรือเปล่าครับ"
"ไม่"
"กินแกงไปแล้วงั้นเย็นนี้ของทอดก็แล้วกันนะครับ" ภูพิงค์ยิ้มแฉ่งก่อนจะเดินออกจากห้องนี้ไปทิ้งให้เขมทัตยืนขมวดคิ้วอยู่อย่างนั้น บางทีเขาควรจับมาหักคอเสียจะได้ตัดความรำคาญออกไป เขาเดินมานั่งตรวจเอกสารแต่ไม่มีสมาธิเท่าไรนักเพราะรสชาติความอร่อยมันยังคงติดอยู่ในปาก หากให้พูดอีกอย่างก็คือเขายังไม่อิ่ม ร่างหนาลุกขึ้นมายืนตรงหน้าต่างพร้อมจุดซิการ์ขึ้นมาสูบ ดวงตาคมที่มีรอยแผลเป็นหนึ่งข้างมองไปยังด้านล่าง หากแต่สายตาดันไปสะดุดเข้ากับหนึ่งร่างที่ควรจะกลับถึงคฤหาสน์ไปตั้งแต่ยี่สิบนาทีได้แล้ว แต่กลับมานั่งป้อนข้าวหมาที่หลุดเข้ามาพร้อมลูกๆของมันจนถูกเจ้าพวกนั้นล้อมหน้าล้อมหลังไปเสียหมด
"จุ้นทุกเรื่อง" แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นเขาเองก็ไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังยืนมองเด็กคนนี้จนซิการ์ที่ตนสูบหมดลงไป
TBC.
น้องภูพิงค์เป็นคนใจดีมากนะคะแม่ๆ น้องขี้เห็นอกเห็นใจ ชอบสังเกต เผื่อบางคนไม่เข้าใจคาร์น้อง ส่วนนังลุงยังปากแข็งอยู่ไรท์เกียมกรอกยาเพราะหมั่นไส้ แต่ตอนนี้ปืนมันจ่อที่หัวอยู่ ไว้คราวหน้าก็แล้วกัน
ไม่เม้นงอนนะ
