บทที่ 5 ตอนที่ 4

เช้าที่เป็นเหมือนอย่างทุกวัน ภูพิงค์พับเก็บที่นอนของตนให้เรียบร้อยก่อนจะพาตัวเองเข้าไปชำระร่างกายในห้องน้ำเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่ ร่างเล็กจ้อยเดินลงบันไดมาเฉื่อยๆแต่ที่ทำให้ภูพิงค์ชะงักและแปลกใจคือเขาเห็นเขมทัตกำลังดื่มกาแฟพร้อมอ่านหนังสือพิมพ์อยู่เงียบๆคนเดียว เขาอยู่ที่นี่มาราวหนึ่งอาทิตย์เห็นจะได้แต่ยังไม่เคยเห็นหน้าตาของอีกฝ่ายเลย ดวงตาคมกริบเมื่อรู้ว่ามีคนกำลังจ้องตนเองอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมา เขามองให้รู้ว่าเป็นใครก่อนจะก้มลงอ่านหนังสือพิมพ์เหมือนเดิม 

"วันนี้คุณอยากกินอะไรหรือเปล่าครับ" ภูพิงค์เดินเข้ามาถามแล้วทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตรงกันข้าม 

"ไม่" 

"ผมเอาไปให้คุณสามวันเต็มแล้วนะ..ทำไมถึงไม่อยากกินอะไรเลย" เขมทัตละสายตาขึ้นมาอีกครั้งแล้วพับแผ่นกระดาษที่ตนอ่านลงบนโต๊ะพลางยกกาแฟขึ้นจิบ

"เดี๋ยววันนี้เอาไปเผื่อขจรด้วยดีกว่า" 

แกร๊ก! ภูพิงค์สะดุ้งเฮือกเมื่อแก้วกาแฟของเขมทัตถูกเจ้าตัววางลงบนโต๊ะอย่างแรง ใบหน้าสวยแอบมึนงงเล็กน้อยเพราะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศมาคุรอบตัวของเขมทัต ซึ่งอีกฝ่ายหลังจากกระแทกแก้วก็ลุกขึ้นใส่หมวกปีกของตนเองแล้วก้าวอาดๆเดินออกไป ทิ้งให้ภูพิงค์เกาหัวตนเองแกรกๆก่อนจะหันไปเห็นน้องหมาที่แอบเก็บมาเลี้ยงกำลังส่ายหางดิ๊กๆอยู่ตรงข้างประตูรั้วบ้าน 

"ภูพิงค์!" นั่นไง สงสัยเขาคงโดนพายุลูกใหญ่จากใครบางคนจริงๆแล้วสินะ 

"วันนี้ดูแปลกตามากเลยค่ะคุณหนู.." อ้อยมองกับข้าวในกะทะด้วยสายตาสงสัย แต่มันน่ากินมากเลยดูก็รู้ว่าไม่ใช่อาหารไทย 

"เขาเรียกว่าสปาเก็ตตี้..เป็นอาหารอิตาลี"  เธอมองคุณหนูที่กำลังพูดด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าแม้จะไม่เข้าใจเพราะเธอเป็นแม่ครัวอาหารไทย ไม่มีใครในนี้รู้จักอาหารของพวกหัวแดงเลยสักคน พอได้เห็นมันจึงแปลกตามาก 

"ลองกินดูได้นะครับ" ภูพิงค์ตักแบ่งใส่จานให้พวกพี่ๆในครัวได้ลองชิมกัน ซึ่งทุกคนก็รับมาจากมือภูพิงค์ด้วยความเต็มใจกันทั้งนั้น พอตักคำแรกเข้าปากทำให้ทุกคนร้องออกมาในลำคอด้วยความอร่อยสุดแสนจะแปลกใหม่ ไม่เคยคิดเลยว่าคุณหนูตัวเล็กๆแสนน่ารักจะเก่งเรื่องอาหารมากถึงขนาดนี้ 

ภูพิงค์เดินออกมาจากตัวคฤหาสน์ วันนี้เขามีที่ให้เดินเที่ยวอีกเยอะจึงไปเร็วกว่าทุกวัน 

"คุณหนูครับ..ขึ้นรถไปดีกว่าไหมครับ" ภูพิงค์หันไปมองชายหนุ่มผิวสีเข้มที่เดินเข้ามาเอ่ยบอก ภูพิงค์ส่ายหน้า

"ไม่เป็นไรครับ..ผมชอบเดินชมวิวเรื่อยๆมากกว่า" ภูพิงค์ตอบอย่างนั้นก่อนจะออกตัวเดินไปหากไม่รู้สึกเอะใจว่าทำไมคนที่ถามเขาเมื่อครู่นั้นเดินตามอยู่ 

"เอ่อ..มีอะไรหรือเปล่าครับ" ภูพิงค์เลิกคิ้วขึ้นขณะหันมาถาม 

"นายให้ผมมาคอยดูแลคุณหนูระหว่างเดินไปครับ" 

"เฮ้ย..ไม่เป็นไรครับแค่นี้เองผมเดินไปได้" ภูพิงค์ยกมือขึ้นส่ายไปมาด้วยรอยยิ้ม 

"คุณหนูไปเถอะครับไม่ต้องสนใจผม" ภูพิงค์กระพริบตาปริบๆก่อนจะยอมพยักหน้าแล้วเดินไปตามทางเรื่อยๆซึ่งก็มีคนของคุณเขมคอยเดินตามเขาอยู่ตลอดเวลา

"ถ้าปลูกต้นไม้เยอะๆคงจะร่มรื่นมากกว่านี้นะครับ" ภูพิงค์หันไปคุยกับคนข้างกายตนเองตามภาษานิสัยเข้ากับคนง่าย 

"นายเขาไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ครับ" ชายหนุ่มยิ้มตอบรับภรรยานายเหนือหัวตนเอง ตลอดทางที่เดินมาคุณภูพิงค์ยังไม่หยุดยิ้มเลยด้วยซ้ำ 

"คนแบบนั้นเขาชอบอะไรที่ดูหม่นๆมั้งครับ..ว่าแต่พี่ชื่ออะไรเหรอ" คนที่พึ่งหน้าซีดเพราะคำพูดของคุณหนูชะงัก ไม่มีใครกล้านินทาคุณเขมมาก่อนเลยด้วยซ้ำ 

"ไพฑูลย์ครับ" ภูพิงค์พยักหน้าจดจำชื่อไปอีกหนึ่งคน แม้ที่นี่จะแฝงความป่าเถื่อนเอาไว้มากแต่สำหรับภูพิงค์นั้นเขาปรับตัวได้ง่ายๆอยู่แล้ว แม้จะมีแอบกลัวบ้าง  

เดินไม่นานก็มาถึงกงสีที่มีขนาดกว้างขวาง คนงานล้วนบึกบึนกว่าที่คฤหาสน์ การมาของภูพิงค์ทำให้ใครหลายคนต่างยิ้มทักทายซึ่งภูพิงค์ก็ตอบรับทุกคน 

แอ่ด.. เจ้าตัวขาวแง้มบานประตูไม้เก่าแอบดูว่าด้านในมีคนหรือเปล่า ซึ่งพอเห็นเขมทัตกำลังสูบบางอย่างอยู่เขาก็เดินเข้าไปหาพลางวางปิ่นโตลงบนโต๊ะ 

"วันนี้มาเร็วหน่อยนะครับ..พอดีผมว่าจะไปเดินเล่นแถวน้ำตกซะหน่อย" ภูพิงค์บอกตามความต้องการของตนและหวังเอาไว้ว่าเขมทัตคงไม่ห้ามเขา

"อย่าไปคนเดียว" เป็นคำพูดสั้นๆเพียงเท่านั้นมันหมายถึงเขาได้รับอนุญาตแล้ว ภูพิงค์เอาหนังสือที่เตรียมมาทุกวันขึ้นอ่านระหว่างรอเขมทัตทานมื้อเที่ยงเสร็จ มือหนาปลดปิ่นโตลง พอเห็นว่าภายในคืออะไรเขาก็ขมวดคิ้วแล้วหยิบช้อนส้อมขึ้นมาเพื่อลองกินอาหารแปลกตานี้ พอคำแรกเข้าปากเขาก็เงยหน้ามองภูพิงค์ที่ยังคงสนใจหนังสืออยู่ ดวงตาคมภายใต้หน้ากากหรี่ลงเพียงเล็กน้อย 

ซึ่งพอหมดจานแล้วเขาก็ยกน้ำขึ้นดื่ม

"อ๊ะ!..ลืมเอาให้พี่ขจรเลย" ภูพิงค์สะดุ้งเหมือนนึกขึ้นได้และกำลังจะเอาปิ่นโตอันล่างแยกออกมาดันถูกเขมทัตดึงไปถือไว้เอง

"ฉันยังไม่อิ่ม" ภูพิงค์อ้าปากพะงาบๆ อุตส่าห์สัญญากับพี่ขจรเอาไว้แล้วด้วย เขมทัตตักคำเดียวก็แทบหมดถ้วย เป็นอันว่าวันนี้มือขวาของคนตรงหน้าคงต้องอดไปอีกหนึ่งวัน 

"วันนี้หิวเหรอครับ" เอียงคอถามอย่างสงสัย 

"เปล่า" 

"ไม่หิวแต่กินหมดจานเลยนะ" ภูพิงค์ทำปากมุบมิบก่อนจะชะงักเมื่อเขมทัตมองมาทางเขาตรงๆ 

"เอ่อ..." ภูพิงค์เกาแก้มตนเองแสร้งมองสปาเก็ตตี้ถ้วยใหญ่ๆที่หมดไปแล้ว เขมทัตยกน้ำขึ้นดื่มไม่จ้องเด็กตรงหน้าอีกต่อไป 

"คุณใส่หน้ากากตลอดเวลาเลยเหรอครับ" ภูพิงค์พูดพร่ำระหว่างเก็บปิ่นโตมาซ้อนรวมกัน 

"...."

"อยู่กับผมถอดออกก็ได้ครับ..ไม่เห็นต้องอาย" เขมทัตกระตุกยิ้มมุมปากร้องหึออกมาในลำคอเมื่อได้ยินประโยคนั้นจากภูพิงค์ 

"เธอคิดว่าฉันใส่เพราะอายงั้นเหรอ" 

"เปล่าครับ..เผื่อคุณอึดอัดอยู่กับผมถอดออกก็ได้" 

"เธอคงไม่อยากเห็นหน้าฉันหรอกภูพิงค์" พอจบประโยคใบหน้าเรียวสวยก็ขยับเข้ามาใกล้อย่างไม่รู้ตัวจนเขมทัตชะงักไปเหมือนตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ภูพิงค์ไล่มองสำรวจตั้งแต่ปลายคางไปจนถึงหน้าผาก แม้มีหน้ากากลวดลายน่ากลัวปกปิดเอาไว้ เพียงเห็นแค่ดวงตากับริมฝีปากแต่เขาไม่รู้สึกเลยว่าคนตรงหน้าอัปลักษณ์เลยสักนิด มันดูดีมากด้วยซ้ำ 

"ทำอะไร" 

"ที่ไม่กล้าถอดเพราะข่าวลือพวกนั้นหรือเปล่าครับ" 

"...." ภูพิงค์ผ่อนลมหายใจ แค่สันจมูกแม้ไม่เห็นแต่เป็นรอยนูนตามหน้ากากก็โด่งกว่าเขาหลายเท่าแล้ว เห็นแค่นี้ยังหล่อเหลาเอาอะไรมาอัปลักษณ์ คนพวกนั้นเห็นคนใส่หน้ากากเลยคิดเองเออเองเสียมากกว่า

"หล่อขนาดนี้แปลกตรงไม่มีภรรยา..ผมนึกว่าจะต้องมาเป็นเมียน้อยคุณแล้วซะอีก" ภูพิงค์พูดเหมือนติดตลก

"ไม่มีใครอยากมาเป็นภรรยาไอ้อัปลักษณ์อย่างฉันหรอกนะ" ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรพอคนตรงหน้าเขาเอ่ยคำพูดแบบนี้ออกมามันทำให้ภูพิงค์ไม่รู้จะตอบอย่างไรนอกเสียจากผละออกไปพลางใช้นิ้วทัดผม

"จะกลับเลยใช่ไหม" เขมทัตถามเรียบๆแล้วหยิบหมวกปีกขึ้นมาใส่ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง 

"ผมว่าจะไปเดินเล่นแถวน้ำตกหน่อย" เขมทัตพยักหน้าก่อนจะเดินนำภูพิงค์ออกไปเพราะเขาเองก็ต้องลงไปดูงานด้านล่าง

ร่างน้อยเดินตามคนที่ตัวสูงกว่ามากไปโดยสายตาก็มองรอบข้างอยู่ตลอดเวลาตามนิสัยอยากรู้อยากเห็น เพียงแต่ภูพิงค์ดันรู้สึกว่าบานประตูข้างบันไดมันกำลังเปิดออกช้าๆ พอเห็นบางอย่างเป็นรูสีดำยิ่งทำให้ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้น

"คุณเขม!" ปัง! ภูพิงค์ที่จะเข้าไปผลักร่างหนาให้พ้นจากกระสุนปืนทำให้คนที่สัญชาตญาณว่องไวรีบรวบเอวบางเข้ามาโอบกอดเอาไว้แล้วใช้แผ่นหลังตนเองบังกระสุนปืนแทน

ตุ๊บ! เขาใช้แขนยันพื้นเพราะเกือบจะทับภูพิงค์ไปทั้งตัว ดวงตาคมภายใต้หน้ากากชะงักเมื่อเห็นรอยถากของกระสุนส่งผลให้เลือดไหลลงมาไม่หยุด 

"ฮึก..เจ็บผมเจ็บ" ภูพิงค์น้ำตาไหลพรากเมื่อตนเองหายช็อกความรู้สึกเจ็บปวดจึงเข้ามาแทนที่ เขมทัตขบกรามแน่นหันไปหาคนที่กำลังลั่นไกปืนอีกครั้ง เขายกมือขึ้นมาท่องคาถาอาคม

ปัง! ลูกสีทองที่พุ่งมาถูกตีย้อนกลับไปยังคนยิงเมื่อเขมทัตกางแขนที่พึ่งท่องคาถาออกไปจนมันเจาะเข้าที่แขนของคนยิงเสียเอง

"อั่ก!" เขมทัตไม่ได้สนใจต่อนอกเสียจากอุ้มภูพิงค์ที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมาแนบอก

"จับมันมัดยัดใส่โลงเดี๋ยวกูกลับมาจัดการเอง" 

"ผิวลูกคุณบางมากเลยครับ..ทางที่ดีคืนนี้อย่าให้นอนคนเดียวจะดีกว่า" 

"ไม่ใช่ลูก" เขมทัตตอบเสียงเรียบจนคุณหมอหัวเราะแก้เก้อในลำคอ 

"ทานยาตามเวลาที่หมอจัดก็พอครับ" เขมทัตพยักหน้าแล้วเหลือบสายตามามองคนที่นอนหลับอยู่บนเตียง หลังจากหมอเดินออกจากห้องนี้ไปเขมทัตก็มานั่งลงข้างเตียงโดยการลากเก้าอี้ตัวกลมมาก่อน เขามองคนนอนหน้าซีดด้วยความคิดหลากหลายที่เข้ามาในหัว 

"เธอกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ภูพิงค์" เป็นครั้งแรก..ที่เขาได้รับการปกป้อง

ร่างสูงใหญ่เดินกลับเข้ามาภายในกงสี ดวงตาคมมองโลงศพที่ตั้งรอคอยท่าเขาอยู่แล้ว

"เอามันขึ้นมา" พอเจ้าของร่างถูกแบกออกมาจากโลงไม่ทันไรเขมทัตก็ๆจับมันทุ่มลงกับพื้นในสภาพคว่ำ เท้าใหญ่ของเขาเหยียบลงบนใบหน้าซีกซ้ายของมัน

"มือไหนยิง" ถามเสียงเย็นจนทุกคนที่ยืนล้อมรอบต่างขนลุกเพราะกลัวแทนไอ้คนที่นอนอยู่บนพื้น

"อั่ก!..อย่านะเว้ย!" 

"ดี" เขมทัตแสยะยิ้มเหี้ยมจัดการดึงแขนมันขึ้นมาจากทางด้านหลังโดยใช้เท้าเหยียบเอวเอาไว้ 

พลั่ก!!

"อ้ากกกก!!" แรงหักแขนรุนแรงเสียจนคนที่ถูกกระทำร้องลั่นอย่างเจ็บปวด กระดูกที่ทิ่มแทงเนื้อออกมาทำเอาคนดูต่างต้องเอี้ยวหน้าหลบ เขมทัตใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มแล้วปล่อยแขนมันลงให้กระแทกพื้น 

"เอาไม้มาคนละอัน..ตีจนกว่ามันจะตายเอง"

"ครับนาย"

"ไอ้พวกที่เหลืออยู่ในห้องยิงทิ้งให้หมด" เขมทัตหักนิ้วตนเองก่อนจะก้าวข้ามไอ้เวรนี่ไป 

หลังจากจัดการอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้วเขมทัตก็กลับมาถึงคฤหาสน์เร็วกว่าทุกวัน 

"เป็นยังไงบ้าง" 

"ไข้ขึ้นค่ะคุณเขม" เขมทัตมองดูคนที่กำลังนอนหลับ ใบหน้าที่เคยขาวนวลบัดนี้ทั้งซีดและแดงเพราะความร้อนของอุณภูมิร่างกาย 

"ออกไปก่อน" สาวใช้ก้มหัวให้ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง เขมทัตนั่งลงข้างเตียงแล้วหยิบผ้าแช่น้ำขึ้นมาเช็ดตัวให้เด็กที่ซมไข้เพราะบาดแผล 

"แค่ปืนเฉี่ยวยังเป็นขนาดนี้" เขมทัตพึมพำขณะเน้นที่ข้อพับแขน มือหนาอิงหน้าผากอีกครั้งก่อนจะเอากลุ่มผมให้ขึ้นไปอยู่เหนือหน้าผาก

"เจ็บ..ฮึก..." ภูพิงค์ที่กำลังหลับลึกละเมอออกมา 

"ชู่ว..ไม่ร้องแค่แผลถากเอง"

"ฮึก..ปวด..หนาว" ภูพิงค์ตัวสั่นมือเล็กควานเหมือนหาอะไรสักอย่างจนเขมทัตต้องผ่อนลมหายใจ

"ทำไมถึงเอาตัวมาบังฉัน" เขมทัตเช็ดเหงื่อออกจากใบหน้าขาว หากตอนนั้นเขาไม่รวบเอวบางๆนี่แล้วเบี่ยงหลบกระสุนปืนคงฝังเข้าไปในร่างกายแน่

"หนาวอึก.." เขมทัตส่ายหน้าแล้วปล่อยให้เด็กคนนี้กอดแขนตนเองเอาไว้แน่นเหมือนหมอนข้าง เขาดึงผ่าห่มขึ้นมาจนมิดคอก่อนจะนั่งเช็ดตัวให้ภูพิงค์ทั้งคืน 

มือสากทาบลงบนหน้าผากอีกครั้งหลังจากคอยเช็ดตัวให้ทั้งคืน ใบหน้าคมคายภายใต้หน้ากากแสดงความพึงพอใจออกมาเมื่อพบว่าไข้ลดลงแล้ว ดวงตาสีรัตติกาลเหลือบลงมองใบหน้าสวยที่หลับลึกจนกรนออกมาเบาๆ แก้มอวบที่ขึ้นสีระเรื่อดึงดูดสายตาเขาไม่น้อยเลย เขมทัตกำลังเหม่อโดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังจะส่งมือไปบีบแก้มก้อนนั้น 

"อึก..." มือสากถูกชักออกกลางอากาศทันทีก่อนจะได้สัมผัส เขมทัตส่ายหน้าเบาๆแล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องนี้ไปปล่อยให้คนป่วยได้พักผ่อน 

TBC.

บทก่อนหน้า
บทถัดไป