บทที่ 6 ตอนที่ 5
แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาภายในห้องผ่านหน้าต่างที่ถูกเปิดเอาไว้ ภูพิงค์ยกมือขึ้นปกปิดใบหน้าเพราะความปวดหน่วงบริเวณหัว มือเล็กคว้าหยิบนาฬิกาข้างตัวขึ้นมาแล้วพยายามปรับสายตาให้หายมึนเบลอเพราะฤทธิ์ไข้
"สายแล้วเหรอเนี่ย" พึมพำกับตัวเองเสียงเบา เขาเหลือบสายตามองดูแขนตนเองที่มีผ้าพันเอาไว้แต่ถึงอย่างไรมันก็ปวดอยู่ดี ทั้งชีวิตเขาไม่เคยถูกกระสุนปืนแตะต้องตัวมาก่อน ร่างบางกำลังขยับลงจากเตียงหากไม่เห็นว่ามีกะละมังใส่น้ำและผ้าขนหนูผืนเล็กวางเอาไว้อยู่ข้างตัว เรียวคิ้วบางขมวดเข้าหากันเพราะเมื่อคืนเขาไม่รู้เลยว่าใครเช็ดตัวให้ หลังจากเก็บที่นอนเรียบร้อยแล้วภูพิงค์ก็มายืนส่องกระจกเพื่อดูบาดแผลผ่านตรงนี้ อาบน้ำแบบชูแขนคงจะไม่โดนหรอกกระมัง คนตัวขาวค่อยๆถอดเสื้อของตนเองช้าๆพอเสร็จแล้วกำลังจะเดินเข้าห้องน้ำเพื่อรีบชำระร่างกายเพราะกลัวว่าตนเองจะทำอาหารเที่ยงให้เขมทัตไม่ทัน
"ทำอะไร" เสียงทุ้มทำเอาภูพิงค์สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ คนตัวเล็กยกเสื้อขึ้นมาปิดลำตัวตนเองเอาไว้ทันที ซึ่งเขมทัตที่คิดว่าอีกฝ่ายหลับจึงย่องเข้ามาเงียบๆไม่คิดว่าจะได้เห็นแผ่นหลังขาวเนียนละเอียดจนเผลอจ้องอยู่นาน ซึ่งกว่าเขาจะฟื้นคืนสติได้ก็ต่อเมื่อภูพิงค์กำลังจะเข้าไปในห้องน้ำ
"อะ..อาบน้ำครับ" ภูพิงค์พูดเสียงติดขัดเพราะตนเองก็อายที่ต้องมายืนถอดเสื้อต่อหน้าชายผู้นี้ ไม่รู้ทำไมแม้ยกแขนขึ้นปิดแต่มันก็อายมากอยู่ดี คนที่ใส่หน้ากากผ่อนลมหายใจทันทีเมื่อทราบเหตุผลว่าภูพิงค์นั้นจะเข้าห้องน้ำไปทำไมกัน
"เธอยังไม่หายไข้..เช็ดตัวอย่างเดียวพอ"
"เอ่อ..ไม่เป็นไรครับ" ภูพิงค์เม้มริมฝีปากซึ่งเขาเริ่มรู้สึกว่าเขมทัตกำลังหันสายตาไปทางอื่นขณะพูด
"เช็ดตัวได้เท่านั้นอย่าขัดคำสั่งฉัน" คนตัวขาวกระพริบตาปริบๆก่อนจะจำยอมพยักหน้าตอบรับ
"งั้น..ผมขอเข้าไปเช็ดในห้องน้ำนะครับ"ภูพิงค์พูดเสียงเบาก่อนจะเดินถอยหลังเข้าไปด้านในแทน ซึ่งทุกการกระทำมันอยู่ในสายตาของเขมทัต พอบานประตูปิดลงหนุ่มใหญ่ก็ส่ายหน้าเบาๆแล้วเดินมาทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง เขากวาดสายตามองห้องของภูพิงค์อย่างสำรวจซึ่งรู้ได้ทันทีว่าอีกคนนั้นเป็นระเบียบเรียบร้อยมากเลยทีเดียว ไม่ว่าจะมองทางไหนก็รู้สึกสบายตาไปเสียหมด
แกร๊ก
"อ๊ะ!" ภูพิงค์ที่คิดว่าอีกคนออกไปแล้วสะดุ้งตกใจ เขมทัตเบือนหน้าออกจากคนที่ยกเสื้อผ้าขึ้นมาปิดช่วงบนของตนเอง
"รีบแต่งตัว..ป่านนี้ข้าวต้มคงเสร็จแล้ว" เขมทัตยังคงหันหน้าไปทางอื่นระหว่างเอ่ยพูดกับอีกคน
"ครับ..ขอเวลาแป๊บนะครับ" พูดจบก็ปิดประตูห้องน้ำอีกครั้งเพื่อสวมใส่เสื้อผ้า ซึ่งไม่นานภูพิงค์ก็เปิดประตูออกมาในสภาพใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว คนตัวขาวเดินถือผ้าเก่ามาใส่ตะกร้าก่อนจะหันไปทางเขมทัตที่ยังคงนั่งนิ่ง
"คุณเขมมีอะไรหรือเปล่าครับ" ภูพิงค์ยืนกุมมือตนเองขณะเอ่ยถาม แม้จะแอบประหม่าเพราะอีกฝ่ายตัวสูงใหญ่มากทำให้รู้สึกว่าห้องนี้แคบลงไปเลยด้วยซ้ำ
"มานี่ซิ" ภูพิงค์แสดงท่าทางเลิ่กลั่กทันทีตามประสา เขมทัตส่ายหน้าช้าๆ ไม่ทำตาล่อกแล่กก็แสดงท่าทางเลิ่กลั่กอยู่ตลอด คนตัวเล็กจึงค่อยๆเดินมาหาเขมทัตที่นั่งรออยู่ในส่วนของมุมห้อง พอภูพิงค์ก้าวมาถึงเขมทัตก็ลุกขึ้นเต็มความสูงจนภูพิงค์สะดุ้งเฮือกเพราะยามอยู่ใกล้ชายคนนี้เขาจะรู้สึกแตกต่างเสมอเพราะขนาดตัว มือหนายกขึ้นจะทาบลงบนหน้าผากขาวหากแต่คนขี้ตกใจกลับสะดุ้งอีกครั้งซึ่งมันทำให้เขมทัตชะงักแล้วลดมือลงข้างลำตัวดังเดิม ไม่มีใครรู้ว่าภายใต้หน้ากากสีดำนั้นมีสีหน้าอย่างไรในตอนนี้
"ลงไปทานข้าวเถอะจะได้กินยา" เขมทัตเอ่ยจบก็เดินผ่านร่างของภูพิงค์ไป ใบหน้าสวยหันหลังกลับไปมองคนที่กำลังจะออกจากห้อง ทำไมเขาถึงสัมผัสได้ถึงบรรยากาศเหงาหงอยจากอีกฝ่ายทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อบานประตูไม้ปิดลงภูพิงค์ก็ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นเพราะเขาไม่รู้เลยว่าตอนนี้ตนเองกำลังรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์เมื่อครู่
ร่างบางเดินลงมายังชั้นล่างของคฤหาสน์และเห็นผู้เป็นเจ้าของบ้านกำลังจิบกาแฟอยู่ด้วยใบหน้าที่ใส่หน้ากากปกปิดเหมือนอย่างเคย ภูพิงค์นั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้างหัวมุม ข้าวต้มหมูอย่างง่ายถูกสาวใช้ตักใส่ถ้วยให้อย่างดี ภูพิงค์เหลือบมองเขมทัตที่ยังคงเงียบกริบอยู่เป็นระยะ มันแปลกไปตั้งแต่อยู่บนห้องแล้วทั้งที่ปกติก็เงียบแบบนี้..ภูพิงค์เองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม
"วันนี้อยากกินอะไรหรือเปล่าครับ" ภูพิงค์ตัดสินใจเป็นคนเริ่มทำลายความเงียบนั้นเสียเอง ดวงตาเฉียบคมเหลือบมองเพียงครู่ก่อนจะยกกาแฟขึ้นดื่ม
"เธอไม่สบายนอนพักเถอะ"
"ไม่สบายตรงไหนกันผมหายแล้ว" ภูพิงค์พยายามยิ้มเพื่อให้บรรยากาศอึดอัดนี้คลายลงไปก่อน ซึ่งพอเขาได้ยินเสียงถอนลมหายใจของเขมทัตทำเอาตัวทื่อไปในทันที
"กินข้าวต้มเสร็จก็กินยาแล้วขึ้นไปนอน" พูดจบก็ลุกขึ้นขยับหมวดปีกตนเองแล้วเดินออกจากโต๊ะอาหารไป ปล่อยให้ภูพิงค์นั่งมองตามแผ่นหลังกว้างขวาง หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้วภูพิงค์ก็กินยาตามที่เขมทัตสั่ง
ช่วงเที่ยงของวัน เขมทัตกำลังใช้หมวกปิดใบหน้าของตนเองเพื่อพักกลางวัน คิ้วดกดำขมวดเข้าหากันแน่นภายในหน้ากากที่เขาไม่เคยถอดมันให้ใครได้เห็น เรื่องบนห้องที่ภูพิงค์ขยับหนีเขาตอนจะยกมือขึ้นทาบหน้าผากมันยังติดในหัวอยู่อย่างนี้ เขมทัตถอนลมหายใจออกมาก่อนจะเอาหมวกออก
"ผมนึกว่าคุณหลับ" คนที่อยู่ใกล้ใบหน้าของเขาทำให้เขมทัตชะงักไปครู่หนึ่ง
"มาได้ยังไง" เสียงดุเอ่ยถามขึ้นทันทีเมื่อรู้สึกตัวเต็มที่ ภูพิงค์เม้มริมฝีปากก่อนจะเดินมาที่โต๊ะนั่งทานข้าวแล้วทยอยแยกปิ่นโตออก
"ผมก็เดินมากับคุณไพทูลย์" ภูพิงค์ตอบพลางยิ้มแฉ่ง
"...."
"ถ้าผมไม่มาคุณก็ไม่กินข้าว" คนตัวใหญ่กว่ามากกำลังจะเอ่ยดุหากไม่ได้ยินประโยคเมื่อครู่เสียก่อน
"ทีหลังไม่สบายควรนอนพักไม่ใช่เดินตะลอนไปมาแบบนี้"
"ก็บอกอยู่ว่าหายแล้ว" ภูพิงค์เถียงทุกคำพูดของเขมทัตนั่นจึงทำให้หนุ่มใหญ่ส่ายหน้าเบาๆ
"ตัวไม่ร้อนแล้วหรือไงถึงบอกว่าตัวเองหายแล้ว"
"จริงแท้แน่นอนครับ" เขมทัตนั่งลงบนเก้าอี้แล้วมองใบหน้าของภูพิงค์ที่สดใสตลอดเวลา
"เธอไม่คิดเรื่องของพ่อกับพี่ชายบ้างเลยหรือไง" เป็นคำถามที่ทำเอาคนตรงข้ามชะงัก ภูพิงค์หันมามองเขมทัตแล้วผ่อนลมหายใจ
"คิดทุกวันครับ..แต่ผมเชื่อใจพวกเขาว่าต้องอยู่ที่ไหนสักแห่ง..พ่อกับพี่ชายผมเก่งจะตายอีกไม่นานเดี๋ยวก็กลับมา" เป็นคำปลอบโยนใจตัวเองที่เขมทัตเองก็รู้
"...."
"ถึงตอนนั้นคงตกใจที่ถิ่นตัวเองเหลือหนึ่งส่วนสี่..ฮ่ะๆ..แต่ก็ยังดีกว่าเสียไปทั้งหมด..ถ้าไม่ได้คุณป่านนี้ผมคงโดนปู้ยี้ปู้ยำที่ไหนสักที่"
"...."
"คุณไม่ต้องสนใจหรอกครับ" ภูพิงค์ดันจานข้าวไปตรงหน้าหนุ่มใหญ่
"แล้วเธอกินมาหรือยัง"
"เอ๊ะ..เอ่อ..ครับ" เขมทัตส่ายหน้าก่อนจะตักข้าวใส่ในถ้วยที่ว่างอยู่แล้วเลื่อนมันไปให้ภูพิงค์ที่ยังคงทำหน้ามึนงง ดวงตากลมลดลงมองข้าวในถ้วยปิ่นโต
"กินซะ..ทีหลังถ้าไม่กินของตัวเองก่อนห้ามมา" เป็นคำสั่งเรียบๆ ภูพิงค์พยักหน้าก่อนจะตักข้าวเปล่าเข้าปากนั่นยิ่งทำให้เรียวคิ้วหน้าภายใต้หน้ากากขมวดเข้าหากัน เขมทัตตักกับข้าวด้วยช้อนกลางใส่ลงไปในถ้วยนั้น ตัวเองเป็นคนทำแท้ๆดันกินแต่ข้าวเปล่า
หลังจากกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เป็นภูพิงค์ที่เก็บโต๊ะและทำความสะอาด ใบหน้าสวยเหลือบมองเขมทัตเป็นระยะก่อนจะค่อยๆเดินเข้าไปยืนตรงหน้า
"ผมอยากไปตลาด" เขมทัตยืนนิ่งมองคนที่เข้ามายืนต่อหน้าเขา
"จะไปซื้ออะไร"
"ผมอยากลองทำขนมน่ะครับ..ว่าจะไปหาวัตถุดิบมาทำ" ภูพิงค์ตอบแล้วยืนเม้มริมฝีปากจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่าย
"เสร็จงานค่อยไป" เป็นคำพูดเรียบๆแต่ทำให้ภูพิงค์เอียงคอลงนิดหน่อย
"ผมไปกับพี่ไพฑูลย์ได้นะครับ"
"ฉันจะพาไปเอง" ภูพิงค์พยักหน้าก่อนจะยกมือขึ้นเกาหลังคอตนเองเพราะประโยคเมื่อครู่เขมทัตเอ่ยออกมาเสียงดุ
หลังจากนั่งรอมาเป็นชั่วโมงเห็นจะได้ เขมทัตลุกขึ้นใส่หมวกปีกประจำตัวของตนเอง ดวงตาคมหันมองคนที่ยืดตัวขึ้นมา
"ไปได้แล้ว" พูดเสียงเรียบก่อนจะเดินนำออกไป
"ไอ้ขจรขับรถ" ขจรรีบวิ่งออกมาตามคำสั่งของนายตนเอง ดวงตาคมหันมองภูพิงค์ที่เดินตามตนมาติดๆ ภูพิงค์เข้าไปนั่งในรถที่จอดรออยู่แล้วซึ่งก็เป็นเขมทัตสอดตัวตามเข้ามาทีหลัง รถคันหรูที่สุดในย่านนี้เคลื่อนออกจากกงสีและลัดผ่านป่าไปเพื่อเข้าสู่ถนนใหญ่ นั่งมาไม่นานก็ถึงตลาดใหญ่ของชุมชนผาสุก ภูพิงค์มองคนเดินขวั่กไขว่กันไปมาบ่งบอกถึงความใหญ่โตของตลาดนี้ พอรถจอดลงก็มีคนมาเปิดประตูให้ทั้งฝั่งของเขาและเขมทัต การมาของชายใส่หน้ากากทำเอาชาวบ้านแถวนั้นต่างหลบหลีกให้ทันที บ้างก็เดินหนีเพราะความกลัวเกรง ภูพิงค์ย่นจมูก ทำไมถึงต้องทำตัวกลัวผู้ชายข้างกายเขาขนาดนั้นด้วยนะ ดวงตากลมเหลือบมองเขมทัตที่ยังคงมีท่าทีนิ่งสนิทเหมือนอย่างที่เคยเป็น
ภูพิงค์ผ่อนลมหายใจพยายามไม่นึกถึงเรื่องอื่นก่อนจะเดินเข้าไปยังร้านแรกทันทีเพื่อซื้อของที่ต้องการ ทุกย่างก้าวจะมีเขมทัตเดินตามเสมอซึ่งเป็นภาพที่แปลกตาสำหรับทุกคนในตลาดมากแต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ซึ่งพอคล้อยหลังก็จับกลุ่มทันทีราวกับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย
"คงแต่งงานเพราะเงินนั่นแหละ..อัปลักษณ์ขนาดนั้นใครจะยอม"
"เห็นว่าไปยึดถิ่นเขามาเลยต้องแต่งงานด้วยน่ะพี่สมศรี..คนอะไรทั้งอัปลักษณ์แถมจิตใจยังเลวทรามอีก"
ภูพิงค์หันมายิ้มให้เขมทัตหลังจากได้ของตามต้องการครึ่งหนึ่งแล้ว เขาหยิบมะนาวลูกหนึ่งขึ้นมาดูก่อนจะย่นคิ้วเพราะดูแล้วคงน้ำไม่เยอะเท่าที่อยากได้ ใบหน้าน่ารักหันไปอีกร้านหนึ่งตรงกันข้ามซึ่งเขาก็หมุนตัวไปทันทีนั่นทำให้ไม่ทันได้ระวังตัวว่ามีคนกำลังเดินผ่านมาพอดี
"อ๊ะ" ภูพิงค์เกือบจะชนเข้าหากเอวของเขาไม่ถูกคว้าโดยคนที่ยืนอยู่ทางด้านหลัง
"เดินให้ระวัง" ว่าเสียงดุ ภูพิงค์เม้มริมฝีปากแล้วพยักหน้า การถูกรวบกอดเอวแบบนี้ทำให้เขาหน้าแดงขึ้นมาดื้อๆ คนตัวน้อยเลือกมะนาวและผักอื่นๆซึ่งไม่รู้ตัวเลยว่ารอบด้านตนเองจะมีรังสีอัมหิตแผ่ซ่านออกมาครอบคลุมตัวเขาทำเอาผู้ชายบางคนที่เหลือบมองภูพิงค์ต่างรีบออกจากตรงนี้ให้ไว
"ภูพิงค์"
"ฮะ..ครับ" ภูพิงค์หันตามเสียงเรียก
"ใช่เราจริงด้วย..พี่ก็ว่าหน้าคุ้นๆ"
"พี่พัฒ!" ภูพิงค์ยิ้มกว้างทันทีเมื่อรู้ว่าคนที่เรียกเขาคือเพื่อนของพี่ชาย
"พี่มาที่นี่ได้ยังไงเหรอครับ" ภูพิงค์ถามด้วยรอยยิ้มเพราะการเห็นชายตรงหน้าทำให้เขานึกถึงสมัยเด็กที่ได้วิ่งเล่นด้วยกัน
"พอดีพี่พึ่งลงจากเหนือเลยแวะตลาดหาไรกินค่อยกลับบ้านน่ะ" พัฒเกาหัวแกรกๆเพราะนานหลายปีแล้วที่ไม่ได้เห็นน้องชายของเพื่อนตน ไม่คิดเลยว่าโตมาแล้วจะน่ารักได้ถึงขนาดนี้จนบางทีเขาก็ทำตัวไม่ถูก
"แล้วมาที่นี่ได้ยังไงล่ะเรา" ภูพิงค์ยิ้มบางก่อนจะรวบมือของพัฒขึ้นมากุมเอาไว้ แต่ภูพิงค์ดันรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงลมหายใจของใครบางคนที่ส่งมาจากทางด้านหลังแต่ไม่ได้คิดอะไร
"เดี๋ยวพี่กลับบ้านเราก็รู้เอง..ฝากความคิดถึงให้ป้านาด้วยนะครับ" ภูพิงค์พูดจบก็ปล่อยมือของพี่พัฒลงคุยกันอีกนิดก่อนจะเป็นพัฒที่ขอตัวเดินออกไปเพราะรู้สึกแปลกๆกับตนเอง มันร้อนๆหนาวๆชอบกลซึ่งการเดินผ่านภูพิงค์ไปทำให้เขาชะงักเมื่อตนเองกำลังถูกดวงตาคมกริบภายในหน้ากากสีดำทมิฬมองลงมา ซึ่งมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าจนพัฒต้องลอบกลืนน้ำลายลงคอ ในความรู้สึกของเขาตอนนี้อย่างกับกำลังถูกขู่ฆ่าอย่างนั้นแหละ กว่าสายตาเชือดเฉือนนั้นจะหมดลงก็เมื่อพัฒเดินผ่านไปแล้ว
"มองอะไรวะ" พัฒลูบอกตนเองโล่งๆเพราะเมื่อครู่เขาก็รู้สึกกลัวขึ้นมาดื้อๆ ดูจากขนาดตัวแล้วเขาไม่มีทางสู้ได้แน่หากมีเรื่อง
"ผมว่าจะไปเลือกปลาสักหน่อย"
"อืม" ตอบรับสั้นๆ ภูพิงค์เดินมาถึงก็ยิ้มให้แม่ค้าอย่างเป็นมิตรจนเธอส่งยิ้มแหยๆกลับมาเพราะบุคคลด้านหลัง
"ขอดูปลาทับทิบหน่อยครับ" แม่ค้าพยักหน้า ภูพิงค์จึงยืนเลือกก่อนจะหันมาหาเขมทัต
"...."
"คุณอยากเลือกด้วยกันไหมครับ"
"ไม่" ภูพิงค์หัวเราะเบาๆในลำคอเหมือนรู้คำตอบอยู่แล้วจนเขมทัตชะงักไป
"เดี๋ยวผมจะสอนเผื่อคุณต้องมาซื้อเอง..เวลาเลือกเนี่ยดูที่ตาครับว่าใสไหมถ้าขุ่นอย่าหยิบขึ้นมาเชียว"
"...."
"เกล็ดปลาต้องมันเป็นเงาแบบนี้..เหงือกต้องสีแดงสด" และอีกคำพูดมากมายที่เขมทัตไม่ได้ฟังนอกจากมองใบหน้าด้านข้างของภูพิงค์อยู่อย่างนั้น
"นายมองแก้มคุณหนูทำไมนักหนาวะ"
"ไม่รู้ดิ..เห็นมองมาสักพักใหญ่แล้ว" ขจรและไพฑูลย์ซุบซิบกันเสียงเบาเพราะสงสัยมากจริงๆ จึงพยายามมองตามนายเหนือหัวของตน ซึ่งคุณเขมก็จ้องแก้มก้อนกลมนั่นจริงๆ แถมไม่ละสายตาไปไหนเลยด้วยซ้ำ จนเขาทั้งสองไม่รู้สึกแปลกใจเลยที่ผู้ชายชื่อพัฒจะเข้ามาถึงตัวคุณหนูได้ง่ายเมื่อสักครู่นี้
มัวแต่จ้องแก้มอยู่นี่เอง
TBC.
ได้แต่มองแก้มน้อนเนอะพ่อ ไม่มีบุญได้จับสักทีน่ามสารนะ5555
หายไปไม่ได้หยุดเล่นสงกรานต์นะ ขี้เกียจT-T
งอนคนไม่เม้น จำได้นะว่าใครหายไป
