บทที่ 7 ตอนที่ 6

รถคันหรูเคลื่อนเข้าจอดด้านหน้าคฤหาสน์หลังโต ภูพิงค์ถูกคนเปิดประตูให้ในด้านของตน เขาหันมองพี่ขจรที่กำลังถือของเต็มสองมือ

"ส่งมาให้ผมเลยครับ" ภูพิงค์กำลังจะรับของมาจากขจรแต่แขนของเขาดันถูกดึงเอาไว้เสียก่อน ใบหน้าของขจรซีดเผือดเพราะเมื่อครู่เขาเผลอลืมตัวจะส่งของให้ภรรยานายของตน

"เข้าไปรอข้างในเดี๋ยวของคนจะขนเข้าไปให้เธอเอง" 

"ไม่เป็นไรหรอกครับ..แค่ที่ตลาดพวกเขาก็ช่วยผมถือแล้ว" ภูพิงค์ยิ้มให้เขมทัตทำท่าจะขืนตัวออกมาช่วยถือ แต่ยังไม่ทันไรดันถูกเขมทัตดึงตัวพาเข้าไปภายในคฤหาสน์ทันที คนตัวเล็กกว่ามากก็ยอมเดินตามแรงดึงอย่างมึนงง ซึ่งพอมาถึงกลางโถงมือใหญ่นั้นก็ปล่อยแขนของเขาลง มันไม่มีบทสนทนาตั้งแต่ตอนนั้น ภูพิงค์เหลือบมองเขมทัตเป็นระยะก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมายิ้มๆ 

"คุณหิวหรือเปล่าผมจะได้รีบทำกับข้าวให้" ดวงตาคมกริบภายใต้หน้ากากมองลงมาที่คนข้างตัวเขมทัตไม่ตอบแต่พยักหน้าช้าๆ ภูพิงค์หัวเราะในลำคอกับท่าทางของอีกฝ่าย

"...." 

"คุณขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าก่อนเลยก็ได้ครับ.." ภูพิงค์เอียงคอมองคนที่กำลังยืนก้มหน้าไม่ยอมไปเสียที

"เธอ.." เรียวคิ้วบางยกขึ้นเพราะเขมทัตเหมือนมีอะไรจะพูดกับเขา 

"ครับ?" 

"เธอกับนายพัฒเป็นอะไรกัน" เป็นคำถามที่ทำเอาภูพิงค์เอียงคอสงสัยหนักกว่าเดิมว่าเขมทัตนั้นจะสนใจไปทำไมกัน แต่ดูแววตาของอีกฝ่ายแล้วเหมือนมีอะไรบางอย่างจนภูพิงค์เองก็อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ 

"เป็นรุ่นพี่สมัยเด็กครับ..เขากับเฮียพี่ชายของผมเป็นเพื่อนกัน" เขมทัตนิ่งฟังคำตอบก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมา

"อืม.." ตอบเพียงแค่นั้นก่อนจะหันหลังเดินขึ้นไปบนห้องของตนเอง ภูพิงค์ยืนมองจนแผ่นหลังกว้างลับสายตาไปแล้วจึงเดินไปที่ครัวเพื่อเริ่มเตรียมอาหารเย็น

"วันนี้จะทำอะไรเหรอคะ" อ้อยยิ้มแป้นแล้นเข้ามาหาคุณหนูที่เธอรู้สึกสบายใจเสมอยามได้ทำอาหารร่วมกัน 

"วันนี้เด็ดๆเลยผมจะทำปลานึ่งมะนาวครับ" ภูพิงค์ยิ้มเริ่มนำของที่ต้องใช้มาวางรวมกัน อ้อยชะงักเมื่อได้ยินเมนูอาหาร เธอหันมองด้านหลังตนเองว่ามีคนอยู่หรือเปล่าก่อนจะขยับเข้ามากระซิบแผ่วเบาที่ข้างใบหูของภรรยาคุณเขม

"คุณเขมเขาไม่ชอบทานปลาค่ะ" ภูพิงค์เมื่อได้ยินดังนั้นจึงหันมาเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย

"ทำไมเหรอครับ"  

"เหมือนนายจะทานแค่ของกินง่ายๆค่ะ" เธอพูดอย่างหนักใจเพราะยามทำเมนูอาหารที่ทำจากปลาอะไรก็ตามมักจะไม่มีร่องรอยการแตะมันเลยสักนิด พวกเขาจึงคิดกันไปว่าคุณเขมคงไม่ชอบทานปลา 

"ปลาเนี่ยนะครับทานยาก"

"ค่ะ..อาจจะเพราะคุณเขมไม่ชอบทานด้วย" เธอพึมพำ

"ไม่เป็นไรครับ..ผมขอลองทำดูก่อน" ภูพิงค์ยิ้ม สงสัยเขาต้องนึกกับข้าววันนี้เพิ่มอีกหนึ่งเพราะหากคุณเขมไม่กินปลาจริงๆคงต้องให้กินอย่างอื่นแทน 

ภูพิงค์จัดการผ่าปลาเพื่อเอาเครื่องในของมันออก แล้วใช้ตะไคร้รากผักชียัดเข้าไปแทนเพื่อดับกลิ่นคาว ในขณะที่รอปลานึ่งสุกภูพิงค์ก็ผละออกมาทำน้ำราดซึ่งใช้เวลาไม่นานกับข้าวทุกอย่างก็เตรียมพร้อมรับประทานแล้ว ภูพิงค์สั่งให้คนจัดโต๊ะอาหารระหว่างที่เขาขึ้นไปด้านบนเพื่อตามเขมทัต 

ก๊อก ก๊อก เคาะสองทีตามมารยาทก่อนจะมายืนกุมมืออยู่ด้านหน้าเพื่อรอให้อีกฝ่ายเปิดออกมา 

"คุณเขมครับ.." ไร้วี่แววการตอบสนอง ภูพิงค์ย่นคิ้วอย่างฉงนใจก่อนจะเคาะประตูอีกครั้ง ซึ่งเมื่อไม่มีการตอบกลับภูพิงค์ก็รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาจึงลองเปิดประตูเข้าไป ซึ่งเขาพบว่ามันไม่ได้ล็อกเอาไว้ ดวงตากลมสอดมองไปทั่วห้องเพราะเขาพึ่งเคยเข้ามาเป็นครั้งแรก โทนห้องของคุณเขมนั้นทั้งมืดและหม่นแต่สวยงามเพราะถูกตกแต่งด้วยลวดลายสีทอง ข้าวของเครื่องใช้วางเป็นระเบียบเรียบร้อย

"คุณเขม..โต๊ะอาหารตั้งพร้อมแล้วนะครับ" ภูพิงค์เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ 

"คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ" คนตัวขาวผ่อนลมหายใจออกมาเมื่อได้ยินเสียงน้ำไหลภายในห้องน้ำ

"สงสัยจะอาบน้ำอยู่"

เขากำลังจะหมุนตัวเดินออกไปก่อนเพราะกลัวจะเสียมารยาทไปมากกว่านี้ 

ปึก! แรงกระแทกที่สัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นบนร่างกาย ภูพิงค์ตกใจจนต้องเงยหน้ามองเจ้าของร่างกายแสนสมส่วน แผ่นอกหนาตึงไล่ลงมาจนถึงหน้าท้องที่มีพวกก้อนเนื้อเรียงกันอย่างสวยงาม กลิ่นกายของความเป็นชายบวกกับสบู่ทำเอาภูพิงค์หน้าเห่อร้อนขึ้นมาทันที ดวงตากลมหลุกหลิกมองลงล่างดันไปเห็นผ้าขนหนูหมิ่นเหม่ที่เห็นช่วงเอวเป็นตัววี และที่ต่ำไปกว่านั้นยังดีที่สายตาเขายังไปไม่ถึง 

"...." เขมทัตเงียบมองเด็กที่ทำตัวเลิ่กลั่กออกมาจนมุมปากหยักเผลอยกขึ้นก่อนจะหายไปเพียงชั่วแวบเดียว ภูพิงค์ผ่อนลมหายใจยอมเงยหน้าขึ้นมองเขมทัตที่ตอนนี้ผมเปียกลู่มาจนถึงหน้าผากไม่ได้เซ็ตเหมือนอย่างทุกที ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยเห็นหุ่นของใครกำยำและถึกบึกบึนขนาดนี้มาก่อนเลย

"ขอโทษที่เข้ามานะครับ..ผมเรียกแต่คุณไม่ตอบกลัวจะเป็นอะไรไป" 

"อืม..ไม่เป็นไร" ภูพิงค์เบือนสายตาไปทางอื่นไม่มองร่างกายที่มีหยดน้ำเกาะไปตามร่างกาย 

"จะขึ้นมาบอกว่าอาหารเย็นเสร็จแล้วครับ" ภูพิงค์เกาแก้มตนเอง 

"อืม.." ภูพิงค์พยักหน้าเพราะน้ำเสียงของอีกฝ่ายดูโอนอ่อนลงกว่าแต่ก่อนมาก คนตัวขาวเดินก้มหน้างุดออกมาจากห้องโทนหม่นแล้วมายืนผ่อนลมหายใจด้านหน้า เมื่อครู่อกเขาแทบระเบิดยังดีที่ความมืดมันทำให้ภูพิงค์ไม่ได้เห็นอะไรมากกว่านั้น 

"คะ..คุณหนู" ภูพิงค์กำลังจะเดินลงบันไดไปแต่ขจรดันมายืนอยู่ตรงหน้าพร้อมทำหน้าซีด น้ำเสียงก็สั่นเครือ 

"ครับ?"  ภูพิงค์ตอบรับงงๆเพราะอีกฝ่ายดูตกใจมากเลยทีเดียว

"ขะ..เข้าไปในห้องคุณเขมได้ยังไงครับ" ขจรถามดวงตาเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆเพราะไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เห็น ห้องนอนของคุณเขมคือสิ่งต้องห้ามอันดับหนึ่งในคฤหาสน์นี้ แต่ทำไมคุณหนูภูพิงค์ว่าที่ภรรยาแค่ในนามถึงได้เดินเข้าเดินออกได้ง่ายๆแบบนี้

"เอ่อ..ทำไมเหรอครับ" 

"ไม่มีอะไรครับ..ช่างมันเถอะ" ภูพิงค์พยักหน้าเบาๆก่อนจะเดินลงมาที่ด้านล่าง 

แกร๊ก ขจรสะดุ้งเฮือกเมื่อบานประตูเปิดออกเผยให้เห็นนายเหนือหัวของเขาในชุดลำลอง ดวงตาคมภายใต้หน้ากากลดลงมองขจร

"มาทำไม" เสียงทุ้มนิ่งเอ่ยถามทำเอาคนเป็นรองอึกอักไปครู่หนึ่ง

"ตอนนี้ในเมืองเริ่มมีพวกกุ๊ยเข้ามาแล้วครับ.." เขมทัตพยักหน้าก่อนจะกวักมือไล่ขจรให้ออกไป ส่วนตัวเขาเองก็เดินลงมาด้านล่างเพื่อทานอาหารเย็นบนโต๊ะอาหารครั้งแรกในรอบหลายปี ช่วงขายาวหยุดชะงักลงเมื่อได้เห็นว่าภูพิงค์กำลังตักข้าวใส่จานให้กับเขาอยู่ ดวงตาคมมองดูอาหารมากหน้าหลายตา เขาทรุดนั่งลงในที่ประจำของตนเอง 

"อยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ" ภูพิงค์ที่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็มานั่งลงด้านข้างกับเขมทัต ซึ่งเก้าอี้ของหนุ่มใหญ่อยู่ตรงหัวมุม 

"เปล่า" เขมทัตตอบเสียงเบาแล้วตักอาหารตรงหน้ามาใส่จานของตนเอง ภูพิงค์มองอีกฝ่ายที่ก้มหน้าก้มตากินเหมือนไม่ได้สนอะไร กับข้าวก็ตักเอาแค่ที่ตรงหน้าตัวเอง ภูพิงค์จึงใช้ช้อนกลางตักเนื้อปลาขาวผ่องน่ารับประทานมาใส่จานของเขมทัต 

"ปลานึ่งมะนาวอันนี้ผมทำสุดฝีมือเลยน้าา"        ภูพิงค์ยิ้มกริ่มพลางลากเสียงยาว เขมทัตจดจ้องเนื้อปลานั่นก่อนจะเขี่ยๆมันดู

"...." 

"ไม่มีก้างหรอกครับ..ผมดูให้แล้ว" เขมทัตเงยหน้าขึ้นมองภูพิงค์ก่อนจะตักเนื้อปลานั่นเข้าไปในปากแล้วค่อยๆเคี้ยว ภูพิงค์ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายอร่อยหรือเปล่าเพราะท่าทางของเขมทัตนั้นนิ่งเงียบแถมยังมีหน้ากากปกปิดใบหน้าอีก นั่นยิ่งทำให้เขาไม่รู้เข้าไปใหญ่ว่าอีกฝ่ายนั้นรู้สึกอย่างไร ทั้งสองต่างไม่มีเสียงพูดคุยกันอีกนอกเสียจากกินมื้ออาหารเย็น แต่ภูพิงค์ดันเหลือบมองเขมทัตอยู่ตลอดเวลานั่นทำให้เขารู้ว่าสายตาคมกริบละขึ้นมองปลานึ่งมะนาวอยู่หลายรอบ มุมปากเล็กยกยิ้มขึ้นมาก่อนจะใช้ช้อนกลางตักเนื้อปลาวางลงบนจานของเขมทัตอีกครั้ง และมันเป็นอย่างนี้จนหมดไปหนึ่งด้านซึ่งแรกๆเขมทัตเขี่ยดูก้างตลอดพอไปเรื่อยๆก็ตักเข้าปากเลย ซึ่งสิ่งที่ภูพิงค์คิดว่ามันจะไม่หมดดันหมดเกลี้ยงเสียอย่างนั้น ดวงตากลมโตมองเขมทัตก่อนจะยกยิ้มเอ็นดูออกมา ใครว่าคนๆนี้โหดร้ายป่าเถื่อน เขาขอเถียงหัวชนฝาเลยตั้งแต่นี้ 

หลังจากทานมื้ออาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วภูพิงค์ก็เก็บจานเข้าครัวเพื่อล้างแม้จะมีสาวใช้คอยห้ามปรามเพราะในตอนนี้นายเหนือหัวของพวกเธออยู่ที่นี่ด้วย 

"ไม่เป็นไรน่า..เขาไม่ว่าอะไรหรอก" ภูพิงค์บอกพวกเธอ หลังจากทำอะไรเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินออกมาด้านนอกครัวซึ่งเขาเห็นว่าเขมทัตกำลังนั่งอ่านหนังสืออะไรสักอย่างอยู่กลางห้องโถง 

"น้ำชาครับ" ภูพิงค์วางแก้วของว่างลงบนโต๊ะตรงหน้าของเขมทัต ใบหน้าคมสันเงยขึ้นมาสบกับดวงตากลมโตราวลูกกวางน้อย 

"ขอบใจ" ภูพิงค์ยิ้มบางๆให้กับคำขอบคุณก่อนจะขอตัวขึ้นไปนอน เขมทัตมองตามแผ่นหลังเล็กไปจนสุดสายตา เขายกน้ำชาขึ้นมาจิบช้าๆ ซึ่งไม่นานมันก็หมดแก้วไปทั้งที่เขาเองไม่ได้ชอบดื่มเลยสักนิด 

กลางดึกคนตัวขาวสะดุ้งตื่นขึ้นมา มือเล็กยกขึ้นนวดหน้าผากตนเองเบาๆเพราะความปวดหนึบ เขาเอื้อมแขนไปเปิดตะเกียงไฟข้างหัวเตียงแล้วลุกขึ้นนั่งเพราะรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาดื้อๆ ภูพิงค์มองหาขวดน้ำที่เตรียมเอาไว้บนห้องพบว่ามันว่างเปล่าทุกขวด ภูพิงค์เลยจำเป็นต้องเปิดประตูออกจากห้องเพื่อลงไปดื่มน้ำด้านล่างแทน 

กึก แกร่ก! ร่างบางชะงักเมื่อเดินผ่านห้องของเขมทัตแล้วดันได้ยินเสียงบางอย่าง เรียวขาขาวหยุดลงแล้วเดินมายืนตรงหน้าประตูห้องของผู้เป็นใหญ่ในบ้าน

"คุณเขม.." เอ่ยเรียกเจ้าของห้อง

ก๊อก ก๊อก ภูพิงค์เคาะบานประตูไม้สองครั้งซึ่งก็ไม่มีการตอบรับจากอีกฝ่ายมีเพียงเสียงของหล่นให้ได้ยินเป็นบางครา ด้วยความที่เขาเป็นห่วงมากจึงถือวิสาสะเปิดประตูห้องของเขมทัตเข้าไปอีกครั้ง 

"คุณเขม" ภูพิงค์เมื่อเห็นเขมทัตนอนกระสับกระส่ายบนเตียงก็รีบเข้าไปหาอีกคนทันทีด้วยความเป็นห่วง

"คุณเขม!..คุณเขมครับ" ภูพิงค์พยายามเขย่าบ่าแกร่งให้ตื่นแต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ช่วยอะไรเพราะคนตัวใหญ่กว่ามากกำลังพร่ำเพ้อเหมือนกลัวอะไรสักอย่าง แขนเล็กสอดเข้าไปใต้ลำคอแกร่งแล้วดึงเข้าหาตัวช้าๆ มือที่ว่างอยู่ก็เช็ดเหงื่อไคลบนหน้าผากออกให้ 

"คุณเขม.." ภูพิงค์โอบกอดร่างแกร่งเอาไว้จนเขมทัตอาการค่อยๆสงบลง ใบหน้าคมสันที่ภูพิงค์เห็นไม่ชัดซบลงบนอกน้อยแสนหอมกรุ่นแล้วหลับลึกลงไปอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว ภูพิงค์ลูบแผ่นหลังกว้างเบาๆเพื่อปลอบจนกว่าจะมั่นใจว่าเขมทัตนั้นหลับลงไปแล้วจริงๆ 

ภูพิงค์กำลังจะขยับออกหากแต่เขาพึ่งรู้ตัวว่ามีช่วงแขนล่ำกอดรัดเอวเอาไว้แน่น ยิ่งภูพิงค์ขยับตัวมันทำให้แขนใหญ่ของเขมทัตกอดแน่นขึ้นไปอีกเหมือนกลัวสิ่งหวงแหนจะหลุดออกไป ภูพิงค์ก็ได้แต่นอนนิ่งให้อีกฝ่ายได้กอดซบอกเขา สุดท้ายแล้วภูพิงค์ก็เผลอหลับลงไป

ภูพิงค์สะดุ้งตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ดวงตากลมกวาดมองไปรอบๆก่อนจะรีบลุกขึ้นมาจากเตียง ผ้าที่ห่มตัวของเขาเอาไว้จนถึงคอร่นลงไปบ่งบอกว่าคนที่ตื่นก่อนเขานำมาห่มเอาไว้ให้ 

ร่างเล็กเดินลงมาด้านล่างหลังจากอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้วแต่มันก็ไร้วี่แววของเขมทัต 

"คุณหนูคะ" อ้อยเดินออกมาจากครัวแล้วเอ่ยเรียกทันทีเมื่อเห็นภรรยาของนายเหนือหัว

"พี่อ้อย..เห็นคุณเขมไหมครับ" 

"อ้อ..นายฝากอ้อยบอกว่าไม่ต้องทำอาหารไปให้ที่กงสีค่ะ..นายเขาเข้าเมืองวันนี้" ภูพิงค์พอได้ฟังก็พยักหน้าแล้วเดินมานั่งเล่นบนโซฟาตัวนุ่มตามประสาคนที่ไม่มีอะไรทำ 

ตกเย็น ภูพิงค์กำลังรอเขมทัตจากหน้าบ้านแต่ดูเหมือนจะไร้วี่แววของอีกฝ่าย อาหารที่เตรียมรอเอาไว้บนโต๊ะก็ใกล้เย็นชืดเต็มทีเขาจึงบอกให้พวกสาวใช้เอาไปเก็บไว้เสียก่อน จนมาถึงเวลาค่ำภูพิงค์ก็ผล็อยหลับลงไป 

กึก.. เขมทัตมองดูคนที่กำลังนั่งคอตกอยู่ด้านหน้าคฤหาสน์ ดวงตาคมหรี่ลงเพราะไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตนเห็น เขาเปิดประตูรถลงไปดูเจ้าตัวจ้อยที่นอนคอตกอยู่ด้านหน้า ไม่กลัวยุงกัดบ้างหรือไง เขมทัตส่ายหน้าช้าๆก่อนจะย่อตัวลงให้เสมอกับคนหลับ ดวงตาคมกริบสำรวจใบหน้าขาวเนียน มือของเขายกขึ้นทั้งที่ไม่รู้ตัวและกำลังจะเคลื่อนไปบีบแก้มก้อนนั้น ซึ่งเหลือเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้นเด็กตรงหน้าก็ดันตื่นมาเสียก่อนจนเขมทัตต้องชักมือออกไปทันทีแล้วลุกขึ้นเหมือนไม่มีอะไร 

"คุณเขม.."ภูพิงค์ค่อยๆยันกายตนเองเพื่อยืน 

"ง่วงทำไมถึงไม่ไปนอนบนห้อง" 

"ผมรอทานข้าวพร้อมคุณแต่เผลอหลับไปซะก่อน..หิวไหมครับผมจะได้ไปจัดโต๊ะให้" เขมทัตมองใบหน้าสวยที่กำลังยิ้มออกมาทั้งที่แฝงแววง่วงงุน ทำเอาเขาเผลอมองจนแทบไม่อยากละสายตาออกไป 

"นอนเถอะ..ดึกมากแล้ว" 

เขมทัตกลับเข้ามาในห้องของตนเอง หลังจากอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยก็ทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง กลิ่นหอมของภูพิงค์ทำให้เขมทัตหลับตาลงแล้วสูดดมอย่างตั้งใจ มือหนาลูบไปตามหมอนสีขาวที่เขาให้ภูพิงค์หนุนนอนเมื่อตอนเช้าที่ผ่านมา จมูกโด่งเป็นสันกดลงบนหมอนช้าๆนั่นทำเอาหัวใจของหนุ่มใหญ่อุ่นวาบขึ้นมาได้ทันที เขาทิ้งตัวนอนลงบนเตียงโดยที่ไม่ได้หนุนอะไรเพราะวางหมอนใบนั้นเอาไว้ข้างหัวตนแทนที่จะหนุนมัน เขาไม่อยากให้กลิ่นหอมแสนอ่อนโยนต้องหายไป 

เมื่อคืนที่ผ่านมา เขาได้นอนในอ้อมกอดแสนอบอุ่นที่ปลอบประโลมจนเขาที่ฝันร้ายหลับลงไปได้อีกครั้ง 

TBC.

เอาสิมีหมอนแต่ไม่หนุนเพราะกลัวกลิ่นเมียหาย

ขอโทษที่หายไปนานนะคะฮืออ สามวันเลย ไรท์นอนบ่อยมากๆไม่รู้เป็นอะไรหรือเปล่ากับร่างกายตัวเอง

ขอเม้นให้ชื่นใจหน่อยนะแง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป