บทที่ 8 ตอนที่ 7
เสียงไก่ขันยามเช้าของกงสี ภูพิงค์เดินเล่นสำรวจและทักทายคนงานตามประสาเด็กที่เข้ากับคนง่าย ในตอนนี้เขามีเพื่อนให้พูดคุยอยู่หลายคน แม้บางคราจะถูกคุณเขมมองมาด้วยสายตาแปลกๆปนดุยามเขาคุยกับผู้ชายที่นี่
ร่างเล็กหยุดยืนที่คอกหมู ดวงตากลมมองเจ้าหมูน้อยที่กำลังดูดนมแม่ของมันก็ยิ้มออกมาบางๆ มันทำให้ภูพิงค์หวนนึกถึงวันเก่าๆของเขากับแม่
คุณแม่จากไปตั้งแต่ภูพิงค์อายุสิบเจ็ดปี ซึ่งในตอนนี้ก็สามปีเข้าแล้ว วันนั้นครอบครัวของเขาเสียศูนย์ไปพักหนึ่งเลยก็ว่าได้ ยิ่งคุณพ่อที่รักแม่มากก็ยิ่งอาการหนัก กว่าจะกลับมาเป็นเหมือนอย่างเดิมได้ก็ใช้เวลาเป็นปีเลยทีเดียว หลังจากยืนนึกถึงความเก่าได้สักพักภูพิงค์ก็เดินไปที่อื่นบ้าง ยิ่งบรรยากาศเย็นสบายแบบนี้มันทำให้เขาอยากชมไปทุกที่
"คุณหนูครับ" ไพฑูลย์เอ่ยเรียกภรรยานายของตนที่เขาได้รับหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด
"ครับ" ภูพิงค์หันมาตอบรับ ซึ่งน้ำเสียงของพี่ไพฑูลย์เป็นเช่นนี้คงกำลังจะเอ่ยห้ามเขาสักเรื่อง
"ไปทางนี้ไม่ดีครับ..นายสั่งห้ามเอาไว้" ภูพิงค์หันกลับไปมองยังที่ตรงนั้นอีกคราก่อนจะยอมพยักหน้าแล้วหมุนตัวเดินกลับ เพราะนี่ก็ใกล้เวลาที่ต้องทำอาหารกลางวันให้คุณเขมแล้ว
ภูพิงค์กลับมาถึงคฤหาสน์ในครึ่งชั่วโมงต่อมา ร่างบางตรงดิ่งไปที่ครัวก่อนจะสั่งพี่อ้อยให้เตรียมของส่วนเขาก็ขึ้นไปด้านบนเพื่อเอาจดหมายส่งไปให้น้องชาย
"ฝากหน่อยนะครับ" ภูพิงค์ยิ้มให้ลุงนครก่อนจะส่งเงินจำนวนหนึ่งให้ลุงเขาเป็นค่าขอบคุณน้ำใจ ใบหน้าสวยแย้มยิ้มจนคนงานแถวนั้นต่างหันมองอย่างอดไม่ได้ แต่พอนึกถึงความน่ากลัวของนายเหนือหัวของตนทุกคนก็รีบส่ายหน้าดึงสติกลับมาทันที
หลังจากทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วซึ่งมันช้ากว่าทุกวันแถมเขายังไม่ได้อาบน้ำเลยตั้งแต่เช้าเลยจำเป็นต้องฝากพี่ไพฑูลย์นำไปให้คุณเขมเสียก่อนเพราะเขากลัวว่าอีกฝ่ายนั้นจะรอนาน ภูพิงค์เดินขึ้นมาบนห้องของตนเอง ซึ่งวันนี้จดหมายจากน้องชายก็มาถึงพอดีเขาเลยใช้เวลานี้อ่าน
เขมทัตเหลือบมองนาฬิกาข้างฝาผนังที่บ่งบอกเวลาช้ากว่าทุกวัน เรียวคิ้วหนาขมวดเข้าหากันที่ภูพิงค์ยังไม่มาเสียที
ก๊อก ก๊อก พอได้ยินเสียงเคาะประตูร่างแข็งแกร่งก็ลุกขึ้นยืดตัวตรงทันที มุมปากยกออกมาบางๆ
"เข้ามา"
"ขออนุญาตนะครับ" ไพฑูลย์เปิดประตูเข้ามาภายในห้องทำงานของนายเหนือหัว เขารู้สึกเกรงๆขึ้นทันทีเพราะรับรู้ได้ถึงบรรยากาศอันดำมืด
"...." เขมทัตไม่ตอบแต่มองร่างของลูกน้องตนที่ค่อยๆเดินเอาปิ่นโตมาวางไว้บนโต๊ะ ซึ่งในตอนนี้ไพฑูลย์รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องจนเขาต้องลอบกลืนน้ำลายลงคอ
"ภูพิงค์ไปไหน" เสียงทุ้มน่าหวั่นเกรงเอ่ยขึ้นพลางละสายตาคมกริบขึ้นมองหนุ่มวัยสามสิบที่กำลังอึกอัก
"คุณหนูให้ผมเอามาก่อนกลัวนายจะหิวครับ" ไพฑูลย์ตอบตามตรง เหงื่อที่มือเขาบ่งบอกถึงความกลัว เขมทัตเบือนหน้าหนีไปทางอื่นก่อนจะกวักมือไล่ไพฑูลย์ออกไป ใบหน้าคมคร้ามภายใต้หน้ากากไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมานอกเสียจากเดินมานั่งลงบนเก้าอี้
เขานั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นก่อนจะเปิดปิ่นโตออกช้าๆแล้วตักข้าวกินเองโดยละเมนูปลาไว้อย่างนั้น ซึ่งกว่าภูพิงค์จะเข้ามาอาหารบนโต๊ะก็หมดลงแล้ว ดวงตากลมมองเขมทัตที่ยืนสูบซิการ์อยู่ข้างหน้าต่าง บรรยากาศตอนนี้ต่างออกไปมากจนภูพิงค์เดาอารมณ์ของอีกคนไม่ออกจริงๆ
"อร่อยไหมครับ" ภูพิงค์เดินมาที่โต๊ะพร้อมรอยยิ้ม ซึ่งไม่มีเสียงตอบรับกลับนอกเสียจากความเงียบสนิทของอีกฝ่าย ภูพิงค์เลยเงยหน้ามองเขมทัตอีกครั้ง ปกติแล้วอีกคนจะตอบรับกลับมาเสมอแม้จะเป็นคำสั้นๆอย่าง 'อืม'
"...."
"สงสัยจะอร่อยหมดทุกอย่างเลย..ยกเว้นปลา" ภูพิงค์หัวเราะในคอเบาๆ แล้วเก็บทุกอย่างให้เข้าที่พร้อมปัดกวาดโต๊ะให้สะอาด คนตัวเล็กที่ถูกเมินเม้มริมฝีปากก่อนจะเดินเข้าไปใกล้คนที่ตัวใหญ่กว่าเขาหลายเท่า
"...."
"คุณเขม..โกรธอะไรผมหรือเปล่าครับ" ภูพิงค์หน้าหม่นลงเมื่อเขมทัตไม่ตอบ เขาจึงค่อยๆผละออกมาช้าๆ
"ถ้าคุณรำคาญผม..งั้นเดี๋ยวผมกลับก่อนแล้วกันนะครับ" ภูพิงค์ยิ้มบางๆออกมาแล้วถือปิ่นโตเอาไว้ ซึ่งเขากำลังจะออกจากห้องหากไม่ได้ยินเสียงถอนหายใจของอีกฝ่าย
"ทีหลังเธอต้องถือมาให้ฉันเท่านั้น..อย่าฝากคนอื่นมาอีก" ภูพิงค์ชะงักแล้วหันหลังกลับมายังคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างบานไม้
"ผมกลัวคุณหิวเลยฝากพี่ไพฑูลย์มาให้ก่อนครับ" เขาตอบตามความจริงซึ่งภูพิงค์ไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าทำไมเขมทัตในตอนนี้ถึงมีท่าทางฮึดฮัดเหมือนไม่ชอบใจอะไรสักอย่าง พอเขามองไปทางอื่นสายตาคมกริบก็หันมาจ้องเขา พอภูพิงค์จะจ้องกลับอีกฝ่ายดันหันหน้าหนีเสียอย่างนั้น
"งั้นผมกลับก่อนนะครับ" บอกด้วยรอยยิ้ม ซึ่งเขมทัตเพียงสูบซิการ์เงียบๆและตอบกลับมาโดยการพยักหน้า พอบานประตูถูกเปิดออกไปดวงตาคมกริบก็มองไปตามทางนั้นนิ่งๆ เขาเองก็ไม่เข้าใจความรู้สึกของตนเองในตอนนี้ ยามที่ภูพิงค์ไม่ได้ถือปิ่นโตมาให้เขาอย่างทุกวันมันทำให้เขมทัตรู้สึกไม่อยากจะกินอะไรเลยสักอย่าง
เขมทัตกลับมาถึงคฤหาสน์ในช่วงหัวค่ำ ดวงตาคมกริบกวาดมองไปจนถ้วนทั่วเพื่อหาร่างของใครบางคนที่จะมายืนรอรับเขาเสมอด้วยรอยยิ้มกว้างจนเห็นไปถึงฟันซี่ขาว แต่ครานี้กลับเงียบกริบ ใบหน้าคมสันถมึงทึงชั่วขณะก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา ร่างสูงใหญ่กว่าคนทั่วไปมากเดินเข้าไปหาสาวใช้ที่พอเห็นเขาก็รีบรวบมือเข้าหากันแล้วก้มหน้า
"ภูพิงค์ไปไหน"
"ขะ..เข้านอนแล้วค่ะคุณเขม" เธอเอ่ยพูดเสียงสั่นเพราะกลัวเกรงนายเหนือหัวของทุกคน ดวงตาสีรัตติกาลเหลือบมองไปยังชั้นบนก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา เขาหมุนตัวเดินขึ้นบันไดไปอย่างช้าๆ สายตาที่เคยเย็นชาแต่ดุดันตอนนี้ดันแปรเปลี่ยนเป็นหม่นลงเพราะไม่มีใครบางคนมาอยู่รอรับเขาเหมือนทุกวัน เขมทัตมองไปยังห้องนอนของภูพิงค์เพียงครู่ก่อนจะเดินมาทางฝั่งของตนเอง
แกร๊ก! เขมทัตชะงักหันหลังกลับไปมองต้นทางเสียง
"คุณเขม" ภูพิงค์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ร่างขาวบางเดินเข้ามาหาเขมทัตด้วยรอยยิ้มพิมพ์ประดับใบหน้าเหมือนอย่างเคย
"...."
"กินข้าวเย็นมาหรือยังครับ"
"เปล่า" เมื่อได้รับคำตอบมาแบบนั้นภูพิงค์ก็พลันหัวเราะในลำคอ
"หิวหรือเปล่าครับผมจะได้จัดโต๊ะให้"
"อืม" ภูพิงค์พยักหน้าแล้วเดินลงมาที่ด้านล่างเพื่อเอาอาหารมาจัดเรียงบนโต๊ะให้ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในบ้านได้นั่งทาน ซึ่งไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย
"พอดีผมเพลียนิดหน่อยเลยนอนก่อน..พอได้ยินเสียงเท้าของคุณเลยรีบลุกขึ้นมา" ภูพิงค์พูดตามประสาคนชอบชวนคุย เขมทัตมองดูเมนูอาหารตรงหน้าแล้วค่อยๆตักขึ้นมากิน ซึ่งเด็กตรงข้างเขาคงกินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ภูพิงค์ใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาให้เขมทัตอย่างคล่องแคล่ว สาวใช้ต่างแอบมองกันด้วยรอยยิ้มโล่งอก พอคุณเขมอยู่กับคุณหนูภูพิงค์บรรยากาศรอบตัวมันต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ
เขมทัตกลับขึ้นมาบนห้องของตนเอง เขาทิ้งตัวนอนลงช้าๆโดยไม่หนุนหมอนเหมือนอย่างเดิม ดวงตาสีรัตติกาลมองหมอนใบสีขาวสะอาดที่กลิ่นหอมชักเลือนรางลงทุกที ใบหน้าคมคร้ามซุกไปกับหมอนใบนั้นอย่างช้าๆ เป็นการกระทำที่เขมทัตเองก็ไม่เข้าใจตนเองเหมือนกันว่าทำไม แต่พอได้กลิ่นหอมของภูพิงค์มันทำให้เขาหลับสบายและไม่ฝันร้ายเหมือนอย่างเคย
เช้าวันต่อมา เขมทัตนั่งดื่มกาแฟดำพร้อมอ่านหนังสือพิมพ์เหมือนอย่างทุกครั้ง
"นายครับ..รถพร้อมแล้วครับ" ขจรเดินเข้ามาแจ้งผู้เป็นนายของตนก่อนจะเดินออกจากคฤหาสน์ไป เขมทัตลุกขึ้นจากโซฟากำลังจะเดินออกจากห้องโถง แต่ดันถูกเด็กตัวขาวที่สูงเพียงอกเขาเข้ามาขวางเอาไว้
"คุณเขม..ผมขอไปด้วยสิ" ภูพิงค์อยากเที่ยวชมเมืองนี้บ้างจึงลองใจกล้าเข้ามาขอดู
"ไปไหน"
"เอ่อ..ผมได้ยินว่าคุณจะเข้าเมือง" ภูพิงค์ยิ้ม เขมทัตผ่อนลมหายใจ
"ไม่ได้.." พอเขาตอบไปอย่างนั้นใบหน้าที่ยิ้มแย้มของภูพิงค์ก็ค่อยๆหงอยลงทันตา
ภูพิงค์นั่งมองออกไปนอกกระจกรถยนต์คันหรู เขาอมยิ้มเบาๆ ซึ่งนานพอสมควรก็มาถึง ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ภูพิงค์มองรอบตัวด้วยความอึ้ง เพราะหากเดาไม่ผิดที่นี่คงเป็นที่ทำงานหลักของคุณเขม
ซึ่งพอเขาลงจากรถก็มีชายร่างใหญ่หลายคนมายืนคุ้มกันเขา ซึ่งมันมากกว่าคุ้มกันคุณเขมเสียอีก
"เดินเล่นได้แถวนี้เท่านั้น..ห้ามไปไหน" เขมทัตกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง ภูพิงค์พยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้ม
"คุณใจดีมากๆเลย..ผมสัญญาจะไม่ไปไกลหูไกลตาครับ" ภูพิงค์ยิ้มกว้างเอ่ยชมออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เขมทัตพอได้ยินคำว่าใจดีใบหน้าก็เรียบตึงก่อนจะยืดอกขึ้น พอภูพิงค์เดินผ่านหน้าของเขาไปเสียงทุ้มก็กระซิบแผ่วเบาบอกลูกน้องของตน
"อย่าให้ใครแตะต้องแม้แต่ปลายขน" เป็นคำสั่งเรียบๆที่ทรงอิทธิพลต่อคนฟังมหาศาล เพราะหากถูกพูดด้วยน้ำเสียงเช่นนี้แปลว่าชีวิตพวกเขากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายหากขัดต่อคำสั่งแม้เพียงเล็กน้อย
เขมทัตเดินเข้ามาที่ทางด้านหลังซึ่งเป็นลานฝึกซ้อมของพวกกุ๊ยหรือนักเลงกลับใจต้องการเข้ามาเป็นลูกน้องของเขา การมาของเขมทัตทำให้ทุกคนต่างหยุดการกระทำทุกอย่าง ดวงตาคมกริบราวปลายมีดเหลือบมองความเรียบร้อย เขมทัตปลดกระดุมสองเม็ดบนของตนเองแล้วถกแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอก ซึ่งวันนี้เขาจะมาคัดคนเข้าไปทำงานและพวกที่จะมาดวลฝีมือล้วนแข่งกันมาเรียบร้อยแล้วจนเหลือเพียงห้าคนเท่านั้น เขมทัตหยิบมีดแหลมคมออกมาจากเอวของตนเอง เชือกสีขาวถูกมัดเข้าที่มือของตนและคู่ต่อสู้ซึ่งเขมทัตเป็นเพียงคนเดียวที่ใช้ผ้าปิดตาตนเอง การต่อสู้ดวลมีดเริ่มขึ้นท่ามกลางความลุ้นของทุกคน
เขมทัตใช้มีดปักลงบนลำคอของไอ้คนแรกจนมันล้มลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้นก่อนจะสิ้นลมหายใจไป เขาปลดเชือกออกจากแขนคนตายและเริ่มกับคนใหม่ทันที
มีดแหลมคมที่คร่าชีวิตคนมาหลายต่อหลายระรัวแทงเข้าที่ท้องของคนล่าสุดจนมันตายไปอีกราย ซึ่งเหลือเพียงคนสุดท้ายในวันนี้ คนที่รับหน้าที่ฝึกหน้าซีดเพราะรู้แล้วว่าตนเองนั้นจะเจอชะตากรรมอย่างไร
"เข้ามา" เสียงมีดและฝีเท้าการหลบหลีกเริ่มขึ้น ชายหนุ่มที่เป็นคู่ต่อสู้ของเขมทัตสู้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำทั้งที่คุณเขมใช้ผ้าปิดตา เขาหลบหลีกพยายามใช้มีดฟันเข้าที่ร่างใหญ่นั่นก็ไม่เป็นผลเพราะความคล่องตัว สุดท้ายเขาก็ถูกคุณเขมฟันเข้าที่แขนเป็นแนวยาวเลือดไหลนองออกมา เขมทัตกำลังจะปลิดชีพหากไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาเสียก่อนซึ่งหมายความว่าหมดเวลา มือหนาปลดผ้าออกจากดวงตาตนเองช้าๆซึ่งหากรอดตายในนาทีแรกจะถือว่าผ่าน เขาแก้เชือกออกแล้วเดินเข้าไปหาหัวหน้าคนฝึก
ผลัวะ! แรงตบมหาศาลทำเอาหนุ่มร่างใหญ่ไม่ต่างกันเซไม่เป็นท่าแต่ก็พยายามระงับอาการเจ็บปวดเอาไว้
"ทำกูผิดหวังหลายครั้งแค่นี้ถือว่ายังน้อย" เขมทัตผลักอกมันออก เพราะวันนี้เขาได้ลูกน้องกลับไปเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ร่างสูงใหญ่หมุนตัวเดินออกมาจากโรงฝึกนองเลือดนั่น ดวงตาคมภายใต้หน้ากากมองเลือดบนตัวของตนเองรวมถึงเสื้อ เขาผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆแล้วสั่งให้ขจรไปเตรียมห้องน้ำเสียก่อน ระหว่างยืนสูบบุหรี่เขาก็มองชายหนุ่มที่รอดจากมือมีดเขากำลังถูกผู้หญิงทำแผลให้พร้อมร้องไห้สะอึกสะอื้นไปด้วย ขจรเดินออกมาจากด้านใน
"เมียมันครับ..แผลใหญ่ขนาดนั้นมีเมียทำแผลให้คงหายไว" ขจรพูดเพราะอยากให้คุณเขมอารมณ์ดีขึ้น แต่ดันถูกดวงตาคมมองมานิ่งๆจนเขาต้องรีบหุบปาก
"เอ่อ..คนมีเมียมันก็อย่างนี้ล่ะครับ" ไม่วายเผลอพูดทิ้งท้าย เขมทัตทิ้งมวนบุหรี่ลงบนพื้นแล้วเดินออกไป
ภูพิงค์กลับมาถึงด้านหน้าที่ทำการ เขามองเขมทัตในชุดใหม่พลางขมวดคิ้ว ซึ่งพอเห็นรอยแผลบนแขนดวงตากลมก็เบิกกว้างขึ้น
"คุณเขม" ภูพิงค์จับแขนแกร่งขึ้นมาดูบาดแผลที่มีเลือดไหลพอสมควร
"อะไร" เขมทัตทำท่าจะชักแขนกลับ
"คุณเป็นแผลนะครับ..พี่ขจรมีกล่องปฐมพยาบาลไหมครับ" ภูพิงค์บอกไปที่คนด้านหลัง
"ช่างมัน" เขมทัตว่าแล้วจะชักแขนออกอีกแต่ภูพิงค์ก็รั้งเอาไว้
"ช่างมันได้ยังไงครับแผลขนาดนี้" ภูพิงค์ขมวดคิ้วไม่พอใจ
"...."
"พี่ขจรผมถามว่ามีไหม"
"มะ..มีครับ" ขจรรีบตอบแล้วหมุนตัวกลับไปเอาของตามคำสั่ง
ภูพิงค์นั่งทำแผลให้เขมทัตที่แคร่ไม้ ปากก็พูดพร่ำอยู่ตลอดเวลา
"แผลขนาดนี้ทีหลังอย่าช่างมันอีกนะครับ..ถ้ามีเชื้อโรคด้วยจะทำยังไง..ทีหลังต้องรีบล้างนะครับ" ภูพิงค์ขมวดคิ้วพูดตลอดเวลา มือก็ทำแผลให้เขมทัตอย่างเบาที่สุดจนคนถูกกระทำรับรู้ได้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขมทัตสนใจ เขามองแก้มก้อนกลมนิ่ง กรามหนาขบเข้าหากันแน่น มืออีกข้างก็กำเข้าหากันแน่นเช่นกันจนเห็นไปถึงเส้นเลือดปูดนูนกว่าเดิม อยู่ใกล้แค่นี้แต่กลับทำอะไรกับแก้มก้อนนั้นไม่ได้เลย
ขจรมองนายตนเอง เรียวคิ้วของเขาก็ขมวดแน่นไม่แพ้กัน เขาดูอยู่ตลอดไม่คลาดสายตา คุณเขมไม่โดนมีดแตะต้องตัวเลยสักครั้ง แล้วแผลที่แขนมันมาจากไหน เป็นข้อสงสัยที่พูดออกไปไม่ได้จริงๆ ตอนเข้าห้องน้ำยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ...
TBC.
แปกๆนะคะ
By... ตอนลุงมองด้านข้างน้อง
ไม่เม้นงอนนะ
