บทที่ 9 ตอนที่ 8

"กลับถึงบ้านเดี๋ยวเอายาให้กินนะครับ" ภูพิงค์จับแขนของเขมทัตเอาไว้ตลอดระหว่างดูบาดแผลที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังมีสายตาคมกริบมองมานิ่งๆ เขมทัตมองมือนุ่มนิ่มที่จับแขนของเขา 

"ว่าแต่คุณเสร็จธุระแล้วเหรอครับ" เอ่ยถามตาใส ภูพิงค์ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเขมทัตกำลังมองตนเองอยู่ หนุ่มใหญ่กระแอมในลำคอเบาๆเพื่อกลบเกลื่อน 

"อืม" ตอบกลับสั้นๆ ภูพิงค์พยักหน้าแล้วค่อยๆปล่อยแขนของเขมทัตลง ดวงตาคมกริบภายใต้หน้ากากเหลือบมองเด็กข้างกายอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายเผลอไผล

"แล้ว..วันนี้คุณอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหมครับ"  ภูพิงค์หันมาถามด้วยรอยยิ้ม ซึ่งมันเหมือนมีแสงสีทองรอบตัวของเด็กตรงหน้าของเขาอยู่ตลอดเวลานั่นทำให้เขมทัตเผลอจ้องมองภูพิงค์อยู่อย่างนั้น 

"...." 

"คุณเขมครับ" ภูพิงค์ย่นคิ้วเมื่อเขมทัตไม่ตอบเขาเสียที มือเล็กจึงยกขึ้นโบกตรงใบหน้าที่มีหน้ากากสวมอยู่ คงไม่หลับในไปใช่ไหม 

"อืม.." 

"ผมถามว่าอยากกินอะไรหรือเปล่าครับ.." เสียงหวานเอ่ยถามอีกครั้งพลางเอียงคอรอฟังคำตอบ เพราะไหนๆวันนี้ก็ออกมาข้างนอกแล้วจะขอแวะตลาดเดินเที่ยวและซื้อของเสียหน่อย 

"ปลานึ่งมะนาว" พอได้ยินเสียงทุ้มตอบกลับมา เช่นนั้นภูพิงค์ก็อมยิ้มแล้วระเบิดหัวเราะอย่างน่ารักออกมาทันที ซึ่งมันทำให้ชายหนุ่มแถวนั้นต่างมองมาทางภูพิงค์เป็นตาเดียว ดวงตาดุดันราวคมมีดเหลือบมองไปทางพวกนั้นด้วยสายตาน่ากลัวจนต่างต้องรีบเบือนสายตาไปทางอื่น ก่อนจะหันมาทางภูพิงค์พร้อมแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างโจ่งแจ้ง แต่ดูเหมือนเจ้าตัวน้อยจะไม่รับรู้ถึงมันเลยเพราะกำลังนั่งชมนกชมไม้อยู่เรียวคิ้วภายใต้หน้ากากจึงขมวดเข้าหากันจนแทบเป็นเส้นตรง เพราะเขาไม่อยากให้ภูพิงค์ยิ้มพร่ำเพรื่อเช่นนี้อีก เขมทัตอยากจะให้ยิ้มก็ต่อเมื่ออยู่กับเขาสองคนเท่านั้น 

ภูพิงค์เองก็แอบเหลือบมองในตอนที่เขมทัตเผลอเช่นกัน เพราะอีกฝ่ายกำลังแสดงท่าทางฮึดฮัดเหมือนไม่ชอบใจอะไรบางอย่างอยู่ คนตัวเล็กส่ายหน้าเบาๆ นี่น่ะหรือคนที่ฆ่าคนเป็นผักปลาไร้ซึ่งความรู้สึกดั่งข่าวลือ 

๓ สัปดาห์ต่อมา 

เขมทัตนั่งตรวจงานภายในกงสี ดวงตาคมมองเอกสารที่มีข้าวของหายไปจำนวนหนึ่ง ความน่ากลัวจึงตกไปแก่ผู้ที่ยืนกุมมืออยู่ตรงหน้าเขา 

"มึงอธิบายมาซิ" เขมทัตจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบเพราะกำลังหักห้ามอารมณ์ไม่ให้ลงมือฆ่าคนตรงหน้าที่มีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้ และเขายังจับคนร้ายมารับผิดชอบไม่ได้ 

"ผมพลาดเองครับนาย..ผมจะพยายามหาตัวมันมาให้ได้ครับ" 

"สามวัน..กูให้โอกาส" เขมทัตลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ไม้ที่นั่ง เหงื่อของชายหนุ่มที่ตกเป็นรองตอนนี้กำลังไหลซึมไปทั่วร่างกายเพราะความกลัว ปืนกระบอกสีดำสนิทจ่อเข้ามาที่หัวของเขาจนลมหายใจขาดห้วงไปชั่วขณะ 

"และถ้าหาไอ้เวรนั่นมาให้กูไม่ได้..กูจะเป่าหัวมึงให้กระจาย..แล้วหั่นศพมึงไปให้ลูกกับเมียมึงเป็นของขวัญ" พูดจบก็ใช้กระบอกปืนฟาดลงบนหัวของชายหนุ่มจนอีกฝ่ายเซแทบล้มลงไปกับพื้น 

"ครับนาย" ชายหนุ่มตอบเสียงสั่น เขาไม่นึกโกรธเขมทัตเพราะอีกฝ่ายคือผู้มีพระคุณที่ทำให้เขาและครอบครัวสุขสบาย แต่การทำงานผิดพลาดคือสิ่งที่คุณเขมเกลียดมากที่สุด นั่นจึงทำให้เขาต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้

"ออกไป" พูดเสียงนิ่งแล้วเก็บกระบอกปืนลงข้างตัวเหมือนอย่างเดิม ดวงตาคมหันไปมองนาฬิกาบนฝาผนังห้องซึ่งใกล้เวลาที่ภูพิงค์จะมาแล้ว 

ก๊อก ก๊อก 

"เข้ามา" เขมทัตตอบเสียงเรียบขณะสูบบุหรี่บนโต๊ะทำงานของตนเอง 

"นายครับ..จดหมายจากคุณหญิงสาวิตรี" เขมทัตส่งสายตาบอกให้ขจรวางลงบนโต๊ะ มือขวาหนุ่มจึงค่อยๆวางลงแล้วหันหลังเดินออกไปทันทีเพราะไม่อยากรบกวนเวลางานของนาย พอชายหนุ่มเปิดประตูเห็นคุณหนูภูพิงค์ยืนอยู่ก็ผ่อนลมหายใจโล่งอกออกมาทันที ในตอนนี้กงสีกำลังมีเรื่องการขโมยของไปขาย คนที่ทำให้ความอึมครึมหายไปชั่วครู่ได้ก่อนที่คุณเขมจะลงไปฆ่าใครสักคนก็คงมีแต่คนตรงหน้าเขา 

"คุณเขมอารมณ์ไม่ดีเหรอครับ" ภูพิงค์ถามขจร ซึ่งชายหนุ่มมือขวาของเขมทัตก็พยักหน้ารัวๆ ภูพิงค์หัวเราะเบาๆในลำคอ เขาพอดูออกได้ตั้งแต่สีหน้าของพี่ขจรแล้ว ซีดเป็นไก่ต้ม 

"กับข้าวของพี่ขจรผมวางไว้ที่แคร่ไม้ข้างหน้าแล้วนะครับ"  พอขจรได้ยินดังนั้นก็เบิกตาขึ้นกว้าง 

"โธ่..คุณหนู๊" เสียงโหยหวนกึ่งกระซิบเปล่งออกมา เพราะหากคุณเขมรู้เข้าเขาคงโดนสายตาแสนน่ากลัวมองมาอีกแน่ 

"อะไรครับ..เขาไม่ว่าอะไรหรอกแค่กับข้าวเอง" ภูพิงค์ส่ายหน้ายิ้มๆแล้วเปิดประตูเดินเข้าไปในห้องทำงานของเขมทัต ปล่อยให้ขจรทำหน้าหดหู่อยู่คนเดียว กับข้าวคุณเขมไม่เคยหวงอยู่แล้วเขารู้ แต่มันเป็นเพราะใครทำต่างหาก 

ภูพิงค์ยืนมองคนที่กำลังนั่งดูดบุหรี่จนควันโขมงไปรอบตัว ร่างขาวบางวางปิ่นโตลงบนโต๊ะแล้วเดินเข้าไปหาเขมทัต 

"ขอโทษนะครับ" ภูพิงค์พูดขอโทษจบแล้วก็ก้มตัวลงมาเพื่อเอามวนบุหรี่ออกจากริมฝีปากของเขมทัต เป็นการกระทำที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน ดวงตาคมกริบเงยขึ้นมองภูพิงค์

"ผมมาทีไรคุณสูบของพวกนี้ตลอดเลย..มันทำให้สุขภาพคุณพังนะครับ" ภูพิงค์พึมพำแล้วดับกลุ่มควันให้สนิทถึงจะโยนทิ้งลงถังขยะ เขมทัตไม่ได้เอ่ยว่าอะไรนอกจากลุกขึ้นแล้วเดินมานั่งลงบนเก้าอี้สำหรับกินข้าว 

"...." 

"เดี๋ยวก่อนครับ" ภูพิงค์ปรามเขมทัตที่กำลังจะจับช้อน

"...." 

"ล้างมือก่อนค่อยทานนะครับ" ภูพิงค์มองเขมทัตที่จ้องเขานิ่ง อีกฝ่ายลุกขึ้นจนเกิดเสียงเก้าอี้ครูดไปกับพื้น สิ่งที่เขมทัตทำหลังจากนี้คือเดินไปล้างมือแล้วมาทิ้งตัวนั่งลงที่เดิม 

"แล้วก็..." ภูพิงค์กอดอก ทำทีว่าไม่เกรงกลัวคนตรงหน้า 

"...." 

"เอาซองบุหรี่ในกระเป๋าคุณมาด้วยครับ" ภูพิงค์ยื่นมือขาวๆมาตรงหน้าของเขมทัต หนุ่มใหญ่เงยหน้าขึ้นมอง

"เอาไปทำอะไร" เสียงทุ้มเอ่ยถามกลับไป 

"วันนี้ผมเห็นคุณสูบไปสามมวนแล้วนะครับ..." ภูพิงค์นับตั้งแต่อยู่ที่บ้านเมื่อตอนเช้าแล้ว มันอาจจะมากกว่าสามมวนเพราะเขาพึ่งจะเห็นมวนที่สามเมื่อครู่นี้เอง เขมทัตส่ายหน้าเบาๆแล้วล้วงเอาซองบุหรี่ในกระเป๋าตนเองวางลงบนมือขาวๆนั่น 

"ฉันกินได้หรือยัง" เขมทัตถาม ภูพิงค์พยักหน้าด้วยรอยยิ้มก่อนจะนั่งลงด้านข้างกับเขมทัต มือก็คอยช่วยคีบอาหารใส่จาน เขมทัตก็จะนำสิ่งที่ภูพิงค์ตักมาให้เข้าปากทันที โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่ได้สังเกตนักเพราะมัวแต่ชวนคุย หลังจากเขมทัตทานเสร็จเรียบร้อยแล้วภูพิงค์ก็ทำเหมือนอย่างเดิมคือปัดกวาดโต๊ะอาหารและทำความสะอาดภายในห้องนิดหน่อย เขมทัตใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มพราะกำลังอยากจะสูบสิ่งที่เจ้าตัวขาวเอาไป

"ภูพิงค์" เสียงทุ้มเอ่ยเรียกคนที่กำลังยุ่งอยู่กับการทำความสะอาด ร่างสูงกว่าบานประตูนิดหน่อยเดินเข้ามาหาร่างเล็กจ้อยแล้วกดสายตาลงมอง

"ครับ.." ภูพิงค์เงยหน้าขึ้นมองเขมทัตที่มายืนอยู่ตรงหน้าขณะที่เขากำลังจะเช็ดโต๊ะ ร่างของภูพิงค์จึงราวกับว่ากำลังถูกกักเอาไว้เพราะมีโต๊ะกั้นอยู่ทางด้านหลัง 

"ไม่ต้องมาทำหน้าขู่เหมือนแมวกับฉันหรอกนะ" เขมทัตหัวเราะหึๆในลำคอ เพราะดูเหมือนเจ้าตัวเล็กจะรู้ว่าเขาต้องการอะไร 

"แต่คุณดูดไปเยอะแล้วนะครับ" ภูพิงค์หน้าบึ้งเพราะไม่ชอบใจ มันอันตรายต่อร่างกายมากทำไมถึงชอบสูบกันนักหนา   

"ดูด?" เขมทัตเลิกคิ้วขึ้นกับคำพูดของอีกฝ่าย 

"ดูดบุหรี่ไงครับ..ดูดเยอะมันไม่ดีนะครับ" เขมทัตมองปากแดงสดที่กำลังบ่นงุ้ยๆออกมาจนเขาต้องกระตุกยกมุมปากขึ้นมา แขนล่ำที่มีกล้ามเป็ดมัดเท้าไปกับโต๊ะทั้งสองด้านกักเด็กคนนี้เอาไว้ในอ้อมแขน ร่างใหญ่โค้งตัวลงซึ่งทำเอาภูพิงค์แทบหยุดลมหายใจยกมือขึ้นดันแผ่นอกแกร่งเอาไว้เพราะกลัวจะโค้งลงมามากกว่านี้ 

"ถ้าไม่ให้ฉันดูดบุหรี่..แล้วจะให้ฉันดูดอะไรล่ะหืม..?" หลังจากจบคำพูดนั้นภูพิงค์ก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงต้องเม้มริมฝีปากของตนเองเอาไว้แน่น ใบหน้าของเขาในตอนนี้กำลังเห่อร้อนเพราะคำพูดของอีกฝ่ายรวมถึงสายตาแสนเจ้าเล่ห์นั่น...คุณเขมทำสายตาเจ้าเล่ห์ใส่เขา!

ภูพิงค์ยืนมองตนเองในกระจกภายในห้องน้ำ มือเล็กยกขึ้นกุมแก้มตนเองเอาไว้แน่นเพราะเรื่องเมื่อตอนบ่ายวันนี้ มันทำให้เขาหลุดออกจากความรู้สึกบางอย่างไม่ได้เลย 

"บ้าน่ะ" ภูพิงค์ส่ายหน้า คุณเขมเขาคงไม่คิดลึกเหมือนอย่างที่เขาคิดหรอก พอปลอบใจตนเองได้ก็ถอนลมหายใจออกมาแรงๆ คนตัวขาวจัดสวมใส่เสื้อผ้าลงบนร่างกายหลังจากอาบน้ำเสร็จเพื่อเตรียมลงไปทานข้าวเย็นพร้อมเขมทัต

ภูพิงค์เดินลงมาด้านล่างเห็นว่าเขมทัตกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ สาวใช้จัดโต๊ะเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว ร่างเล็กจึงทิ้งตัวนั่งลงในที่ประจำของตนเอง สาวใช้สองคนเดินเข้ามาตักข้าวสวยร้อนๆใส่จานให้นายทั้งสองคนก่อนจะค่อยๆถอยออกไป ภูพิงค์นั่งกินข้าวไปเงียบๆไม่เจื้อยแจ้วเหมือนอย่างทุกวัน เขมทัตเหลือบมองเด็กข้างกายยามเผลอ ซึ่งเป็นอย่างนี้อยู่หลายคราจนมื้ออาหารนั้นจบไป 

"ผมขอขึ้นไปนอนก่อนนะครับ" เขมทัตละสายตาขึ้นมองภูพิงค์ 

"อืม" ตอบสั้นๆเพียงเท่านั้น 

"ฝันดีครับ" เอ่ยบอกก่อนจะหมุนตัวเดินขึ้นไปยังห้องนอนของตนเอง 

เขมทัตนอนมองเพดานห้องมาครึ่งค่อนคืน เขาผ่อนลมหายใจออกมาก่อนจะลุกขึ้นนั่งกุมมือเข้าหากัน มุมปากหยักยิ้มออกมาบางๆเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนบ่าย เสียงเดินที่เข้าหูของเขาทำให้เขมทัตชะงัก ดวงตาคมมองด้านข้างเตียงนอนของตนเองก่อนจะใช้มือปัดมันทิ้งลงไปจนเกิดเสียงดัง เขมทัตหยิบหน้ากากขึ้นมาใส่แล้วล้มตัวลงนอนทันที 

แกร๊ก.. กลิ่นหอมประจำตัวของใครบางคนทำให้เขมทัตเดาไม่ผิดว่าฝีเท้านั้นเป็นของว่าที่ภรรยาเขาจริงๆ 

"คุณเขม" เสียงหวานเอ่ยขึ้นเรียกก่อนจะรู้สึกถึงแรงยุบที่เตียง 

"...."

"ฝันร้ายอีกแล้วเหรอ" ภูพิงค์พึมพำแล้วบีบไหล่หนาเบาๆ 

"ตอนนอนคุณยังใส่หน้ากากอีก"ภูพิงค์ส่ายหน้าเบาๆแล้วเปิดตะเกียงบนหัวเตียงก่อนจะขึ้นไปนอนเคียงข้างเขมทัตพร้อมโอบไหล่หนาเอาไว้ เขาไม่รู้ว่าคุณเขมดีขึ้นหรือยังเพราะไม่เห็นสีหน้าตอนนี้ มือบางตบลงเบาๆเป็นการปลอบคนฝันร้าย ด้วยการที่นอนท่าเดิมมานานทำให้เขมทัตเผลอขยับตัวจนทำให้หน้ากากที่ใส่ลวกๆหมิ่นเหม่ลง ภูพิงค์มองใบหน้าที่ลอดผ่านออกมาก่อนจะยื่นมือเข้าไปถอดมันออกช้าๆ ซึ่งทำให้เขมทัตที่ไม่ทันได้ตั้งตัวชะงักหยุดลมหายใจไปทันทีแต่ก็ไม่ได้ลืมตาขึ้นมา  หน้ากากสีดำทมิฬถูกวางลงข้างเตียง ภูพิงค์มองใบหน้าคมสันที่เขาได้เห็นชัดๆเป็นครั้งแรก 

"ใครว่าคุณอัปลักษณ์.."

"...."

"ไม่เห็นจะอัปลักษณ์เลยสักนิด" มือขาวแสนนิ่มนวลและหอมกรุ่นลูบไปตามแผลเป็นบนแก้มของเขมทัตอย่างอ่อนโยนจนคนที่นอนหลับอยู่บนเตียงอุ่นวาบไปทั้งหัวใจ...ไม่เคยมีใครลูบแผลเป็นแสนน่ารังเกียจของเขาอย่างอ่อนโยนมากถึงขนาดนี้มาก่อน

TBC.

เอาแล้ววว เอาแล้วววว บรู้วววว

ไม่เม้นงอนนน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป