บทที่ 3 ตอนที่ 2

“อยากกิงไข่เจียวครับมี๊” ปลาวาฬในชุดนักเรียนอนุบาลหนึ่งวิ่งดุ๊กดิ๊กปีนขึ้นมานั่งลงบนเก้าอี้

“หิวขนาดนั้นเลยหรือไงครับ” เอื้องผึ้งเดินเข้ามาบีบแก้มก้อนกลมของลูกอันเป็นแก้วตาดวงใจของตน ทั้งชีวิตเขาแทบไม่เคยพูดจาดีกับใครยกเว้นหนูน้อยตรงหน้า เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่เคยสมบูรณ์ มีพี่ชายสามคนต่างแยกย้ายกันไปใช้ชีวิต

“หิวมาก ๆ ปลาวาฬอยากกินไข่เจียวหม่ามี๊” เด็กน้อยเอียงใบหน้าถูไถฝ่ามือนุ่มของผู้เป็นแม่ ทำเอาเอื้องผึ้งใจอ่อนยวบแถมอดไม่ไหวต้องชิงหอมแก้มเจ้าตัวกลมสักทีก่อนจะผละออกไปทำกับข้าวให้ปลาวาฬ วันนี้ต้องไปโรงเรียนวันแรกผู้เป็นแม่ก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง และเมื่อเอื้องผึ้งเปิดตู้เย็นอันเก่าพบว่าไข่มีเพียงฟองเดียว ใบหน้าที่กำลังยิ้มอยู่ก็เศร้าสร้อยลง เขาหยิบมันขึ้นมาแล้วเดินตรงไปยังครัวเพื่อรีบทำให้ลูก ไม่มีเวลามาฟุ้งซ่านอะไรทั้งนั้น

ดวงตากลมหันไปมองปลาวาฬซึ่งกำลังเล่นของเล่นเก่า ๆ ขณะตักข้าวใส่ถ้วย ได้แต่โทษตัวเองว่าไม่มีอะไรพร้อมสักอย่าง แต่ที่ผ่านมานั้นเอื้องผึ้งทำเต็มที่ในฐานะของแม่แล้ว เขาไม่ขออะไรแค่ลูกอยู่ดีกินดีเท่านั้นพอ

ไข่เจียวฟู ๆ ของโปรดเด็กน้อยถูกตักวางลงบนจานข้าวพูน เด็กคนนี้ยิ่งโตยิ่งกินเยอะ แต่มันก็เป็นเรื่องดีอย่างหนึ่งที่ลูกกินง่าย

“เหยาะซีอิ๊วยังครับ” เอ่ยถามตาใส บัดนั้นเอื้องผึ้งถึงยิ้มออกมาแล้วลูบกลุ่มผมดำของปลาวาฬให้หายมันเขี้ยว

“เหยาะเรียบร้อยแล้วครับ”

“งั้นปลาวาฬกินเลยนะครับ” เด็กวัยสามขวบยิ้มแฉ่งรีบตักข้าวคำโตเข้าปากทันที ส่วนผู้เป็นแม่ก็มานั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้างคอยเช็ดปากให้เจ้าหนูน้อยที่กินข้าว จำได้ว่าตอนท้องเขาไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอนด้วยซ้ำ ยิ่งนึกว่าผ่านมาได้ขนาดนี้เขาก็เก่งมากแล้ว

“พรุ่งนี้หม่ามี๊จะทอดให้สองฟองนะ”

“อื้อๆๆ” เอื้องผึ้งเลื่อนมือเข้าไปเช็ดริมฝีปากที่เปื้อนคราบไข่เจียว ยิ่งมองก็ยิ่งรัก ปลาวาฬเป็นหนึ่งในกำลังใจเดียวของเขาจริง ๆ แต่ใบหน้าดันคล้ายกับใครอีกคนมากจนแทบถอดแบบกันมา พยายามเพ่งมองกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ไม่พบว่ามีส่วนไหนเหมือนเขาเลย ขนาดสีผิวหรือเส้นผมก็ยังไม่เหมือน

“ลูกใครเนี่ยเราน่ะ”

“ลูกมี๊ครับบ” หันมาตอบเสียงดังฟังชัด ร่าเริงจริง ๆ เขานั่งยิ้มมองลูกกินข้าวหมดก็ให้ปลาวาฬนำจานไปเก็บเอง ฝึกให้เป็นนิสัยเข้าไว้ เมื่อดูความเรียบร้อยของลูกแล้วเขาก็สะพายกระเป๋าแล้วพาปลาวาฬเดินออกมาจากห้องเช่าราคาถูก

“ปลาวาฬจะมีเพื่อนเลอะเลยใช่ไหมครับ”

“มีเยอะครับ..หึ ๆ” เขาหัวเราะในลำคอ ถึงจะพูดชัดบ้างไม่ชัดบ้างแต่ก็ทำให้เขาดีใจที่ลูกคุยเก่งแบบนี้ เอื้องผึ้งหวังจะให้ลูกร่าเริงตลอดไป พอเดินลงมาด้านล่างก็มีหลายคนที่พาลูกไปโรงเรียนเช่นกัน

“ปลาวาฬลูก มาหาป้ามา” ป้าร้านขายของชำด้านล่างเมื่อเห็นเด็กน้อยน่ารักก็รีบกวักมือเรียกทันที เอื้องผึ้งจึงกุมมือลูกเดินเข้าไปหาด้วยรอยยิ้มทันที

“สวัสดีครับ” เด็กน้อยยกมือขึ้นไหว้สวัสดีตามที่แม่เคยสอน

“ใส่ชุดนักเรียนหล่อเชียว..ป้าให้เอาไปกินขนม เอ้า” ป้าสำราญยื่นเงินให้เด็กน้อยตัวจ้อยตรงหน้าเพราะเธอรู้สึกเอ็นดูมากที่สุดในหอนี้เลยก็ว่าได้ หน้าตาแบบนี้พ่อคงหล่อเหลามากเลยทีเดียว ดูกี่ทีก็เหมือนไม่ใช่ลูกเอื้องผึ้งมัน

“ได้พ่อมาหมดเลยไอ้ตัวเล็กของป้า” เธอยิ้มลูบกลุ่มผมเด็กน้อยที่ยิ้มกว้าง

“ปลาวาฬไม่มีพ่อหรอกครับ” พูดออกไปแต่ไม่ได้แฝงแววเศร้าสักน้อย มีก็แต่เอื้องผึ้งที่หน้าสลดลง

“มีแค่แม่ก็พอแล้ว..ดูสิแม่เราเก่งขนาดนี้รักให้มาก ๆ นะลูก”

“ปลาวาฬรักหม่ามี๊มาก ๆ ครับ” พูดจบก็หันไปกอดขาผู้เป็นแม่ทันที เอื้องผึ้งอมยิ้มมองดวงตาแป๋ว ๆ ของลูกความเหนื่อยอกหรือทุกข์ใจก็หายแล้ว

“ขอบคุณนะครับ” เอื้องผึ้งกล่าวขอบคุณป้าสำราญก่อนจะจูงมือปลาวาฬเดินออกมาจากหน้าร้าน ยังดีที่วันนี้ตื่นเช้าเพราะมีเจ้าตัวอ้วนมาปลุกจึงมีเวลาทำอะไรมากมาย เดินไม่นานก็มาถึงท่ารอรถเมล์หน้าหอ

“หม่ามี๊ครับ” เอื้องผึ้งที่กำลังมองถนนเพื่อรอรถก้มลงมองปลาวาฬที่กระตุกแขนเรียกเขา

“ครับ?”

“หม่ามี๊เอาไปซื้อขนมนะครับ ปลาวาฬให้” แบงก์สีเขียวที่ป้าสำราญให้มาถูกยื่นให้ผู้เป็นแม่ ทำเอาเอื้องผึ้งยืนนิ่งไป

“เก็บไว้เถอะครับ หม่ามี๊มีซื้อขนมแล้ว” พูดพร้อมชูกระเป๋าเงินใบเก่าให้ลูกน้อยดูพร้อมรอยยิ้ม

“แต่ปลาวาฬอยากให้หมามี๊..มะ..หม่ามี๊จะได้มีเงินเยอะ ๆ” ปลาวาฬพอเห็นแม่ไม่รับเงินสักทีจึงเอาใส่กระเป๋ากางเกงแม่ทันที เอื้องผึ้งอมยิ้มนั่งยองลงแล้วหอมกลุ่มผมนุ่มของลูกชายด้วยความรักใคร่ เขาไม่คิดว่าเด็กที่น่ารักแบบนี้จะเกิดมาโดยมีเชื้อสายจากพ่อแบบนั้น

“หม่ามี๊รักปลาวาฬนะครับ”

“แต่ปลาวาฬรักหม่ามี๊มากกว่า” เด็กน้อยยิ้มแฉ่งจุ๊บแก้มหอม ๆ ของแม่ทันที แม่ของเขาตัวหอมมาก ปลาวาฬชอบนอนตักแม่เพราะแบบนี้

“ค้าบบ” นั่งเล่นกับลูกไม่ทันไรรถเมล์สายประจำก็แล่นเข้ามาจอดเทียบท่าแล้ว เขาจึงขยับลุกขึ้นจูงมือลูกพาขึ้นไปท่ามกลางคนหลายคนที่แย่งกันขึ้นจนดูชุลมุน เอื้องผึ้งกุมมือลูกชายซึ่งกำลังกอดขาเขาแน่นและคอยก้มลงมองเป็นระยะ เขาอยากอุ้มลูกขึ้นมาเพราะคนเยอะกลัวหายใจไม่ออก แต่แล้วคนด้านข้างก็เสนอเอาปลาวาฬไปนั่งตักพลอยทำให้เอื้องผึ้งรู้สึกสบายใจขึ้น

“ลูกหน้าตาหล่อมากเลยนะคะ..ดูสิ” เธอยิ้มให้ปลาวาฬ เด็กน้อยที่หล่อแบบนี้คงเหมือนพ่อมาก เพราะดูแม่แล้วไม่คล้ายคลึงเลย

“ขอบคุณครับสิปลาวาฬ..พี่เขาชมเรานะ” เอื้องผึ้งเองก็อมยิ้มเมื่อมีคนมาชมลูกชายของตน เด็กน้อยหันไปยกมือไหว้ขอบคุณ คุณป้าที่ให้เขานั่งบนตัก

“ให้แม่นั่งตักแทนปลาวาฬได้ไหมครับ..ปลาวาฬอยากยืนแทนแม่” พอพูดจบดังนั้นรอบข้างก็เกิดเสียงขำเล็ก ๆ ขึ้นทันที แต่ล้วนแล้วเป็นเพราะความเอ็นดูหนูน้อยที่เป็นห่วงแม่ตั้งแต่เด็กแบบนี้

“รักแม่มากสินะเรา” คุณป้ารีบลูบกลุ่มผมของเด็กชายชั้นอนุบาล เอ็นดูกว่าหลานแท้ ๆ ของเธอเสียอีก ใช้เวลาเดินทางไม่นานก็มาถึงทางเข้าโรงเรียนซึ่งเอื้องผึ้งก็พาลูกลงจากรถอย่างทุลักทุเล และเมื่อลงมาได้แล้วก็ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกทันที

“หม่ามี๊เมื่อยไหมครับ”

“ไม่เมื่อยเลยครับ” สองแม่ลูกคุยกันกะหนุงกะหนิงระหว่างเดินเข้าโรงเรียน ซึ่งพอมาถึงก็มีคุณครูมารอรับปลาวาฬเข้าไป แล้วคนที่ถูกสอนมาอย่างดียกมือไหว้สวัสดีคุณครูอย่างตั้งใจก่อนจะหันมายิ้มให้หม่ามี๊ที่รักซึ่งกำลังยืนมองตามมาอยู่ พอปลาวาฬเข้าโรงเรียนไปแล้วหัวใจของผู้เป็นแม่ก็วูบ ๆ โหวง ๆ ไม่อยากเดินจากไป มีแต่ความเป็นห่วงเต็มไปหมดจึงยืนแอบส่องข้างรั้วนานเป็นชั่วโมงถึงยอมตัดใจเดินออกไปขึ้นรถเมล์อีกสาย

“สวัสดีครับ” เอื้องผึ้งกล่าวทักทายหัวหน้างานของตนเองแล้วรีบเข้าไปคว้าผ้ากันเปื้อนมาเพื่อเริ่มงานในร้านอาหาร เขาทำที่นี่มานานพอสมควร นับว่าใจดีกับเขามากกว่าทุกที่ที่ผ่านมา ในช่วงท้องก็ให้ทำน้อยลงแถมให้เงินมากขึ้น

“ผึ้ง..วันนี้ลูกเข้าเรียนแล้วใช่ไหม” ชายวัยกลางคนซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารหรูเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มใจดี

“ครับพี่โชค..”

“เข้าเร็วไปหนึ่งปีนะพี่ว่า”

“ไม่เร็วหรอกครับ..ตอนผมอยู่อนุบาลก็เข้าตอนสามขวบนี่แหละ..เพราะแม่ขี้เกียจคอยดู” เขาพูดออกมาด้วยรอยยิ้มขำ แม้ความจริงมันจะไม่ดีเลยสักนิด แม่ไม่เคยสนใครเลยยกเว้นตัวเอง

“วันนี้เลิกเร็วได้นะ..เผื่อเจ้าปลาวาฬมันงอแงอยากกลับ”

“ขอบคุณครับ” เอื้องผึ้งเมื่อได้ยินแบบนั้นก็ยกมือไหว้ขอบคุณทันที เขาเจอเจ้านายดีมากจริง ๆ พูดคุยกันอีกเล็กน้อยคนตัวเล็กก็เดินแยกไปโซนล้างจานเพื่อทำหน้าที่ของตน เขาจบเพียงมัธยมปีที่หกเท่านั้นทางเลือกจึงไม่เยอะมากนัก

ตกเย็น

ปลาวาฬกับเด็กอีกสองสามคนวิ่งเล่นกันในสนามในช่วงเย็นของวัน คุณครูสาวซึ่งคอยนั่งเฝ้าเด็ก ๆ ที่พ่อแม่มารับช้าก็คอยมองดูเจ้าตัวจ้อยวิ่งเล่นกัน พอเธอเหลือบเห็นไอศกรีมรถเข็นเข้ามาในโรงเรียนจึงเรียกเด็ก ๆ ทุกคนมา

“เอาอะไรกันไหมลูก..เลือกเลยครูเลี้ยงเอง” เธอยิ้มก่อนจะส่งมือไปลูบหัวปลาวาฬด้วยความเอ็นดูมากที่สุด เชื่อเลยว่าเด็กคนนี้โตไปจะต้องเป็นผู้นำได้แน่ ๆ พอทุกคนได้รับไอศกรีมกันครบแล้วก็ต่างแยกย้ายกันไปวิ่งเล่นขณะที่คุณครูสาวกำลังจ่ายเงิน ปลาวาฬที่กำลังสนุกกับเพื่อนอยู่ไม่รู้เลยว่าตนเองกำลังออกนอกบริเวณ

ปั่ก!

“โอ๊ะ” เด็กน้อยหน้าจ้ำม่ำไปกับขาของใครบางคน ไอศกรีมที่มือก็ปักเข้าที่ขากางเกงอีกข้าง

“....” เด็กน้อยค่อย ๆ ถอยออกมาแล้วเงยหน้าขึ้นมองคนที่ตนวิ่งชน

“ขะ..ขอโทษครับ” คนถูกชนก้มหน้าลงมองกางเกงตนเองที่เปื้อนจนเป็นคราบ

“วิ่งไม่ดูทาง..แม่อยู่ไหนจะไปฟ้องให้ตีดีไหม” เสียงทุ้มพูดขึ้นทำเอาปลาวาฬเริ่มรู้สึกกลัวคุณลุงตรงหน้า

“เอ่อสวัสดีค่ะ..คุณพ่อน้องปลาวาฬใช่ไหมคะ” เตชินท์ย่นคิ้ว

“ไม่ใช่ครับ” พูดจบก็หันมองเพื่อนตนที่เข้ามารับหลาน คุณครูเองก็มึนงงไม่น้อยที่อีกฝ่ายตอบว่าไม่ใช่พ่อ โกหกกันหรือเปล่า?

“จำไว้นะไอ้เด็ก ถ้าวิ่งไม่ดูทางอีกจะโดนตี” ปลาวาฬเม้มริมฝีปากก้มหน้าลงไม่พูดจาอะไรก่อนคุณลุงคนนั้นจะเดินออกไปพร้อมเพื่อนของเขา

“ไม่ใช่พ่อเหรอปลาวาฬ” คุณครูก้มลงกระซิบถาม ปลาวาฬจึงส่ายหน้าเป็นคำตอบ ครูสาวเลยหันไปคุยกับครูอีกสองท่านซึ่งแปลกใจไม่แพ้กัน เหมือนกันอย่างกับแฝดย่อส่วน ครูทั้งสามเริ่มถกเถียงด้วยประเด็นนั้นอยู่นานและจบด้วยคงเป็นความบังเอิญ

“กางเกงเปื้อนอะไรมาวะ” อัครพรรณเอ่ยถามเพื่อนสนิทอย่างเตชินท์ที่เอาทิชชูมาเช็ดขากางเกง

“เด็กกระโปกวิ่งชน” พูดจบก็สอดตัวเข้าไปนั่งบนรถด้านหลัง ระหว่างรออัครพรรณอุ้มเด็กที่เป็นหลานของคนใช้ในบ้านขึ้นรถ

“มึงคงไม่ได้หัวเสียใส่ใช่ไหม..”

“เปล่า กูมีเรื่องให้คิด” พูดจบก็เอนศีรษะลงบนเบาะ

“มึงมั่นใจเหรอวะว่าเมียเด็กมึงอยู่ที่นี่” คนตัวสูงเดาะลิ้นไม่ได้เอ่ยตอบอะไรกลับมา ใบหน้าคมมองไปทางโรงเรียน

“....”

“กว่าทิฐิจะลดลงเมียหนีไปไหนต่อไหนแล้ว” อัครพรรณอดไม่ได้ที่จะแซะ วันนี้ที่มันยอมมาต่างจังหวัดกับเขาเพราะดันเกิดเรื่องบังเอิญ เขารู้อยู่แล้วว่าต้องมีวันนี้เพราะดูจากสภาพไอ้เพื่อนปากหมาด้านหลังคงรอให้เขากลับมาง้อเอง สุดท้ายเมียไม่กลับแล้วหนีหายไปเลยต่างหาก

“รำคาญ..”

“หึ ๆ ดีไม่ดีมีผัวใหม่แล้วมั้ง”

“มีก็เรื่องของมัน คิดว่าคนมีระดับอย่างกูจะสนใจเหรอวะ” เตชินท์ขบกรามเอาไว้แน่นระหว่างพูด มีผัวอะไรกัน เขาเนี่ยแหละผัวมัน ถึงมีกูก็จะตามลากกลับมากระทืบให้รู้ซึ้งซะบ้าง

“เออ ๆ ทิฐิลดลงก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเอารูปเมียมานอนชักว่าว” อัครพรรณพูดดังนั้นไม่ทันไรไอ้เตชินท์ก็ยกเท้าขึ้นถีบเบาะเขาทันที เขาพูดผิดตรงไหน ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาไม่เคยเห็นมันเอาใครเลย เพราะเขาเคยบังเอิญเข้าไปในห้องนอนมัน มีทั้งทิชชูข้างเตียงแล้วก็รูปของเด็กใบหน้าจิ้มลิ้มนั่นแหละถึงได้รู้

“ที่กูมาตามเพราะมันมีเรื่องติดค้างกูเว้ย เฮอะ! คิดว่าคนอย่างกูจะสนใจเหรอ”

“เออ ๆ ไม่สนใจ แต่วิ่งตามตูดเขาตั้งแต่ได้ที่โรงแรม” เตชินท์พอได้ยินก็ชักเริ่มหงุดหงิดงุ่นง่านขึ้นมา และไม่รู้จะเอาไปลงที่ใครจึงกระแทกพิงเบาะนุ่มแล้วมองออกไปทางนอกรถ อย่าให้เจอตัวเพราะครั้งนี้จะหนีอีกก็อย่าหวัง กูจะล่ามแม่งเอาไว้บนหอคอยเลย

“มันต้องใช้หนี้กู”

“เออ หนี้ก็หนี้วะ ให้เขาเองทุกอย่างไอ้สันดานหมา” อัครพรรณส่ายหน้า เหนื่อยจะเถียงกับไอ้เพื่อนเวรนี่จริง ๆ แล้ว มันคิดว่าตัวเองสูงส่งจนต้องมีคนมายอมพลีกายยอมลงให้ตลอด แต่พอเจอของจริงเลยตามเขาเป็นหมาอยู่นี่ไง จำได้เลยว่าช่วงเดือนแรกที่เอื้องผึ้งหนีไปไอ้หมาข้างหลังมันมีอาการหนักแค่ไหน แต่คนทิฐิสูงให้ยอมรับคงยาก พอตอนนี้เขาไม่ง้อไม่สนใจมาถึงสี่ปีมันถึงมีสภาพเช่นนี้ จะให้สงสารมันเขาสมเพชเสียดีกว่า

TBC.

ทุกคนดูเป็นห่วงปลาวาฬ อย่าได้พ่อมาอีกนะลูก หน้าตาก็พอแล้ว เอื้อกก

ขอเม้นหน่อยค่าา กราบแนบอกอ้อนวอน กราบเท้าเลย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป