บทที่ 4 ตอนที่ 3

เตชินท์เดินทางกลับมาถึงโรงแรมที่ตนเตรียมเอาไว้หลายคืนเพื่อการนี้ เขาถอดเสื้อตัวนอกแล้วโยนทิ้งลงข้างเตียงแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อเช็กเมลจากลูกน้องของตนว่าการสืบไปถึงไหนแล้ว และแน่นอนว่าคนสืบต้องเป็นมือขวาของเขาเพียงเท่านั้น เพราะเรื่องออกมาตามหาเอื้องผึ้งไม่มีใครรู้ เนื่องจากเตชินท์ไม่อยากเสียหน้า เขาก็แค่ตามเด็กนั่นมาชดใช้สิ่งที่ตัวเองก่อ

ร่างสูงทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาพลางแกะกระดุมเสื้อสองเม็ดบนเผยให้เห็นหน้าอกที่ประดับไปด้วยรอยสักหัวกะโหลก เป็นเวลากว่าสี่ปีที่ข้างกายเขาไม่มีเอื้องผึ้งมาคอยมอบความสุขให้ เงินที่เสียไปก็ไม่ใช่น้อย แบบนี้เขาควรทวงสิ่งที่ควรจะได้สิ ไม่ใช่รอให้อีกฝ่ายมาหาเขาเอง แต่ทุกช่วงเวลาดูเหมือนจะยาวนานสำหรับเตชินท์มาก เอื้องผึ้งไม่มีการไปสมัครงานที่ไหน ทุกบริษัทในตัวจังหวัดไร้ชื่อ พอนึกขึ้นได้ว่าเด็กคนนั้นจบเพียงมัธยมปลายปีที่หกก็จิ๊ปากด้วยความหงุดหงิด

“ฮัลโหล..” เตชินท์เอ่ยขึ้นก่อนปลายสายที่โทรเข้ามาหาเขา

“ได้เรื่องมานิดหน่อยเองครับนาย” เตชินท์ผ่อนลมหายใจกับคำตอบที่ได้

“ว่าไง”

“เหมือนว่าสายรถเมล์ที่คนแถวนี้ขึ้นจะเคยเห็นคุณเอื้องผึ้ง..ผมกำลังตามให้น่าจะได้รู้เร็ว ๆ นี้ครับ”

“เออ ให้ไวเลยนะมึง” พอได้รับคำตอบแบบนี้พลันรอยยิ้มบนหน้าก็ปรากฏขึ้นมา เขาเอนหลังลงบนโซฟาเนื้อดีแล้วคว้าบุหรี่ราคาแพงขึ้นมาจุดสูบ บางทีการเจอตัวครั้งนี้เขาจะทำให้เอื้องผึ้งไม่มีแม้ทางหนีออกจากอ้อมอกเขาไปได้เลย เหมือนสี่ปีที่ผ่านมา มันยาวนานมากสำหรับเขา...

เอื้องผึ้งรีบเข้ามาในโรงเรียนช่วงห้าโมงเย็น ซึ่งเด็ก ๆ ทุกคนล้วนกลับกันไปแทบหมดแล้ว ผู้เป็นแม่สอดสายตามองหาลูกด้วยความเป็นห่วงและรู้สึกผิดที่มาช้า พอเห็นปลาวาฬกำลังนั่งเล่นอยู่กับคุณครูสาวก็โล่งใจขึ้นมา คนตัวเล็กรีบเดินเข้าไปหา พอปลาวาฬได้เห็นหม่ามี๊เจ้าตัวเล็กก็รีบลุกขึ้นจากพื้นทรายแล้ววิ่งเข้ามาหาแม่ทันที

“หม่ามี๊จ๋า” มาถึงตัวก็กอดหมับเข้าที่ท่อนขาของผู้เป็นแม่ทันที เด็กน้อยถูไถใบหน้าไปกับเอวแม่ ออดอ้อนเก่งยิ่งกว่าใคร

“ขอโทษที่มารับช้านะครับ” เขานั่งลงหอมกลุ่มผมลูกชาย วันนี้แขกเยอะมากจนทั้งร้านตั้งตัวไม่ทัน เอื้องผึ้งเองก็ยุ่งจนหัวหมุนจะขอออกมาก่อนก็เกรงใจมากจึงรีบทำงานในส่วนของตน ทั้งสายตาก็เหลือบมองเวลาอยู่ตลอด เป็นห่วงลูกจนทุกข์ใจและกว่าลูกค้าจะซาลงก็เมื่อไม่นานนี้เอง พี่โชคเองก็อาสาขับรถมารับเพราะหากรอรถเมล์ก็คงนานกว่านี้

“ขอบคุณนะครับ..วันหลังผมจะรีบมา” เอื้องผึ้งก้มหัวขอบคุณครูสาวจากใจจริง ๆ

“ไม่เป็นไรค่ะ..ปลาวาฬเป็นเด็กน่ารัก ไม่ร้องงอแงเลย” เธอยิ้มเอ็นดูก่อนจะเดินเข้าไปลูบหัวเด็กชายตรงหน้า เอื้องผึ้งเองก็ชื่นใจที่ลูกเป็นที่รักของทุกคน

“สวัสดีคุณครูสิครับ..”

“สวัสดีครับ!” ปลาวาฬยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม ในสายตาผู้ใหญ่เด็กแบบนี้แหละที่ทำให้ใจน้วยไปหมด

“ปะ..อยากกินอะไรหรือเปล่าครับ”

“ปลาวาฬอยากกินไก่ทอดครับ” นิ้วเล็ก ๆ ชี้ไปยังร้านไก่ทอดรถเข็นที่อยู่ตามมุมของโรงเรียน เขาพาลูกซื้อของกินเพียงครู่เดียวก็เดินกลับมายังรถยนต์ของพี่โชค

“สวัสดีครับยุงโชค”

“สวัสดีครับ” โชคยิ้มให้เด็กน้อยก่อนจะออกตัวขับรถออกไป

“เดี๋ยวส่งผึ้งตรงป้ายรถเมล์ก็ได้ครับ” เอื้องผึ้งด้วยความเกรงใจก็เอ่ยบอกพี่โชค เพราะเดี๋ยวตนจะไปต่อเอง

“ไม่เป็นไรเดี๋ยวพี่พาไปส่ง” เอื้องผึ้งพอได้ยินดังนั้นก็ไม่อยากปฏิเสธนักจึงยอมนั่งนิ่งเล่นกับลูกบนตัก หอมสักสองสามทีให้หายคิดถึง ยิ่งมีกลิ่นแป้งเด็กติดแก้มก็ชักจะอดใจยากไม่ให้มันเขี้ยว

“รักกันน่าดูเลยนะ” โชคเอ่ยออกมาขำ ๆ เมื่อเห็นสองแม่ลูกเดี๋ยวหอมเดี๋ยวกอดกัน

“ปลาวาฬรักหม่ามี๊ครับ” ปลาวาฬเอ่ยตอบกลับไปทันที แล้วยกแขนแม่ขึ้นมากอด แม่ตัวหอมทั้งตัวจนเขาอยากกอดนาน ๆ

“ให้ลุงรักด้วยได้ไหม” เป็นคำพูดที่ทำให้เอื้องผึ้งชะงัก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร คงเป็นแค่คำพูดหยอกเด็กเท่านั้น

“ถ้ายุงโชคไม่ใจร้าย ก็รักหม่ามี๊ได้ครับ”

“งั้นลุงโชครักนะ” เอื้องผึ้งเม้มริมฝีปากเมื่อพี่โชคเงยหน้าขึ้นมามองทางเขา ทั้งรถเกิดความเงียบขึ้นอีกครั้งจนเวลาล่วงเลยไป รถยนต์เคลื่อนเข้าจอดด้านหน้าห้องพักราคาถูก

“ขอบคุณนะครับพี่โชค..รบกวนพี่ตลอดเลย”

“ไม่เป็นไรครับ” โชคยิ้มให้เอื้องผึ้งก่อนจะออกรถเมื่อสองแม่ลูกลงเรียบร้อยแล้ว คนตัวเล็กมองตามไปก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก สิ่งที่เขาคิดขอให้มันไม่ใช่ก็พอ พี่โชคมีภรรยาอยู่แล้วแถมเขาก็ทำงานกับอีกฝ่ายมานาน

“เดี๋ยวหม่ามี๊แวะซื้อของก่อนนะ” เขาว่าด้วยรอยยิ้มก่อนจะเดินเข้าไปในร้านขายของชำเพื่อซื้อไข่และข้าวสาร มีขนมบ้างอีกนิดหน่อยให้ปลาวาฬ

สองแม่ลูกพากันเดินขึ้นห้องหลังจากซื้อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

“อาบน้ำก่อนนะปลาวาฬ เดี๋ยวมะมี๊ทำกับข้าวก่อน”

“หม่ามี๊ไม่อาบกับปลาวาฬเหรอครับ” เดินเข้ามาถามพลางเกาะชายเสื้อผู้เป็นแม่ ดวงตากลมโตก้มลงมองลูกชายก่อนจะอมยิ้มด้วยความเอ็นดู

“พรุ่งนี้ได้ไหมครับ..วันนี้หม่ามี๊อยากทำกับข้าวให้ปลาวาฬกินเยอะ ๆ” ปลาวาฬพอได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าระรัว

“งั้นปลาวาฬเปิดน้ำเยอะ ๆ ได้ไหม”

“ได้ครับ” เขาขยี้กลุ่มผมของลูกชายแล้วเดินกลับครัวเพื่อทำอาหาร แต่เมื่อกำลังจะควานหาโทรศัพท์เพื่อดูวิธีทำเขาดันหาไม่เจอ เอื้องผึ้งเดินวนไปรอบห้องก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าลืมไว้บนรถของพี่โชค กำลังคิดว่าค่อยเอาพรุ่งนี้แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นรถของพี่โชคขับเข้ามาที่ด้านหน้าหอ เห็นดังนั้นจึงรีบไปบอกปลาวาฬที่กำลังอาบน้ำก่อนจะรีบลงไปด้านล่าง ซึ่งเห็นว่าโชคยืนถือโทรศัพท์เอาไว้อยู่

“ดีนะพี่ยังไปไม่ไกล” โชคยิ้มให้เอื้องผึ้ง เด็กตรงหน้าลนลานตลอดการมารับลูกเพราะเย็นมากกว่าปกติ ไม่แปลกที่จะลืมว่าวางเอาไว้ส่วนไหนของรถ

“ขอบคุณนะครับ” เอื้องผึ้งรับมาแล้วกล่าวขอบคุณ

“กำลังทำกับข้าวหรือไงเรา ใส่ผ้ากันเปื้อนน่ารักเชียว” เอื้องผึ้งเม้มริมฝีปาก ตั้งแต่เหตุการณ์ในรถยอมรับว่ารู้สึกอึดอัดแต่ก็ยิ้มตอบกลับไป

“ครับ..พอดีจะทำมื้อใหญ่ให้ปลาวาฬ..แล้วก็ขอบคุณนะครับที่เอามาคืนให้”

“ไม่เป็นไร พี่เต็มใจ” มือที่ใหญ่กว่าวางลงบนไหล่ของเขา เอื้องผึ้งกำลังจะขยับออก

ปริ้นนนน!! เสียงแตรจากรถทำให้ทั้งสองหันไปมองเป็นตาเดียว ซึ่งเห็นว่าเป็นรถยนต์คันหรูที่ไม่น่าจะมาวิ่งในละแวกนี้ได้ เอื้องผึ้งมองอยู่นานจนเกิดความรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมา

“ผมขอตัวก่อนนะครับ” พูดจบก็โค้งหัวให้แล้วหมุนตัวเดินออกมาจากตรงนั้นเพื่อขึ้นไปด้านบนห้องพักของตัวเอง

แกร๊ก แล้วพอเปิดประตูเข้าไปเห็นปลาวาฬยืนนุ่งผ้าขนหนูรอเขาอยู่เอื้องผึ้งก็ยิ้มรับทันทีก่อนจะพาลูกไปแต่งตัวแล้วปลีกตัวเดินมาเข้าครัว ปล่อยให้ลูกดูการ์ตูนอยู่กลางโถงห้องไป

ก๊อก ก๊อก ปลาวาฬเหลือบสายตามองบานประตูก่อนจะหันมองแม่ที่อยู่ในครัว ด้วยความเห็นแม่ยุ่งอยู่จึงเดินไปหยิบเก้าอี้ตัวเล็กไปวางหน้าประตูแล้วกดปลดล็อกเปิดออก ซึ่งภาพที่เห็นทำให้เด็กน้อยผงะเล็กน้อย ดวงตาเรียวคมลดลงมอง

“เด็กกระโปกที่ไหนวะ” เสียงทุ้มเอ่ยพึมพำ ใบหน้าเริ่มแสดงความไม่พอใจ สองมือยังคงล้วงอยู่ในกระเป๋า ดวงตาคมมองเข้าไปภายในห้องขนาดคับแคบที่เรียกได้ว่ารังหนูยังดูดีกว่ามาก

“มะ..มาหาใครครับ”

“ยุ่ง” เด็กน้อยสะดุ้งเฮือกก่อนจะปีนลงจากเก้าอี้แล้วทำท่าจะวิ่งเข้าไปหาหม่ามี๊ในห้องครัว

“ใครมาเหรอปลาวาฬ” เอื้องผึ้งที่ได้ยินเสียงประตูเปิดจึงคิดว่าคงเป็นพี่สาวข้างห้องฝากอะไรมาให้กิน แต่เมื่อก้าวขาออกมาก็จำต้องหยุดชะงักทันที ใบหน้าจิ้มลิ้มมีแววตกใจจนมือที่ถือของเตรียมทำอาหารหล่นลงไปกองกับพื้น ดวงตากลมทอดมองใบหน้าที่ไม่เคยลืมไปจากความทรงจำ อีกฝ่ายกำลังกระตุกยิ้มส่งมาให้เขาแถมยังเดินเข้ามาพร้อมชายชุดดำอีกสองคน เตชินท์มองสำรวจห้องที่เป็นระเบียบเรียบร้อย กว่าสติเอื้องผึ้งจะกลับมาก็เมื่อเตชินท์อยู่กลางโถงห้องพลางทอดสายตามองเขาไม่ละออกไปไหน

“มาทำไมไม่ทราบ”

“เจอตัวสักที คุณเมีย” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเนิบนาบทำให้เอื้องผึ้งต้องขยับถอยออกไปก้าวหนึ่ง ในใจไม่ได้กลัวเตชินท์ขนาดนั้น แต่เขาเป็นห่วงลูกเพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกลับมาด้วยเหตุผลอะไร แต่ถ้าให้เดา ผู้ชายคนนี้ไม่มีทางมาพร้อมเรื่องดีแน่นอน

“ออกไป” เอื้องผึ้งชี้นิ้วออกไปด้านนอกเป็นเชิงไล่ แต่เตชินท์กลับไหวไหล่

“ไอ้เด็กข้างหลังคงเป็นลูกกับคนที่มึงลงไปหาสินะ..มันเลี้ยงเป็นเมียน้อยหรือไงเลยต้องมาอยู่ห้องพักโสโครกแบบนี้” เอื้องผึ้งย่นคิ้ว แล้วก้มลงมองปลาวาฬที่กอดขาเขาอยู่ด้านหลัง ซึ่งชายชุดดำที่เห็นนายตนพูดออกมาแบบนั้นก็มองหน้าเตชินท์ทันทีอย่างไม่เข้าใจ เขาสองคนนึกว่าจะรู้เสียอีกเพราะใบหน้ามันฟ้องมากเลยทีเดียว

“แล้วยุ่งอะไรด้วย” ถ้อยคำที่เถียงมากมายอยู่ในหัวของเขาแต่ไม่สามารถพูดออกไปได้เพราะไม่อยากให้ปลาวาฬได้ยิน

“เดี๋ยวนี้ยุ่งไม่ได้เลย เฮอะ! หนีกูมาแค่สี่ปีมีลูกซะละ”

“จะมีหรือไม่มีมันเกี่ยวอะไรกับมึง” ใบหน้าจิ้มลิ้มเริ่มถมึงทึง เตชินท์บึนปากไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิดนอกเสียจากต้อนสองแม่ลูกเข้ากำแพง

“อยากให้ไอ้เด็กนี่อยู่ด้วยไหม” เอื้องผึ้งจ้องเตชินท์เขม็ง เพราะเขาเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายดีจึงค่อย ๆ ลดตัวลงเพื่อคุยกับลูกชาย

“ปลาวาฬ..ออกไปนั่งเล่นข้างนอกกับพี่เขาก่อนได้ไหม หม่ามี๊ต้องคุยธุระ” ปลาวาฬจ้องผู้เป็นแม่ตาปริบ ๆ

“ถ้าคุณยุงทำอะไรหม่ามี๊ล่ะครับ”

“เขาไม่ทำหรอกครับ” เอื้องผึ้งอมยิ้มลูบหัวลูกชาย ซึ่งเตชินท์ที่ยืนมองอยู่ต้องเบ้ปาก ทีกับกูคุยอย่างกับจะแดกหัว เฮอะ!

“ถ้าคุณยุงทำเรียกปลาวาฬเลยนะครับ” เตชินท์อยากจะขำกับความห้าวของไอ้หนูนี่นัก ตัวเท่าหมากระเป๋าจะทำอะไรเขาได้ เหมือนแม่มันไม่มีผิด คิดว่าตัวเองเก่ง ปลาวาฬถูกชายชุดดำสองคนจูงมือเดินออกไปพร้อมของเล่น ก่อนทั้งห้องจะเหลือเพียงเขาและเตชินท์

“มาที่นี่ทำไม” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร เตชินท์โน้มใบหน้าลง

“หอมแก้มก่อนเดี๋ยวบอก”

“ฝันไปเถอะ..เลิกลามปามแล้วบอกจุดประสงค์มา” เอื้องผึ้งรู้ดีว่าเตชินท์ต้องการกวนประสาทมากกว่า

“ปากดี..ใครกันแน่ที่ลามปาม อย่าลืมว่ากูอายุเยอะกว่ามึงนะ” เตชินท์ล็อกปลายคางเล็กให้เงยขึ้นมองหน้าเขา

“....”

“กูคิดว่าสิ่งที่เสียไปมันยังไม่คุ้มค่าสำหรับตัวกู..”

“แล้วไง” เอื้องผึ้งเริ่มใจสั่น ตลอดสี่ปีมานี้อีกฝ่ายเพิ่งจะนึกได้หรืออย่างไร

“กูว่ามึงน่าจะรู้คำตอบดีนะ”

“จะให้กูกลับไปบำเรอมึงอีกรอบรึไงไอ้เลว” เอื้องผึ้งกำมือแน่น เตชินท์แสดงสีหน้าออกมาว่าถูกแล้ว นั่นแหละที่ทำให้คนตัวเล็กกังวลขึ้นกว่าเดิม

“ไม่ ไสหัวออกไป” เอื้องผึ้งพยายามผลักอกแกร่งออกจากตัว เพราะเตชินท์แนบชิดกับเขามากจนได้กลิ่นกายประจำของอีกฝ่ายที่ห่างหายไปนาน เตชินท์โน้มตัวลงแล้วใช้แขนโอบล็อกเอวบางเอาไว้

“จะไปดี ๆ หรือให้กูฉุด” เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบข้างใบหู บ่งบอกว่าเขาจะทำมันจริง ๆ หากเอื้องผึ้งยังดื้อดึงอยู่แบบนี้

แค่เห็นหน้าแม่งก็แข็งแล้ว กลับไปจะจัดการให้หายอยาก

TBC.

ตอนดูเหมือนไม่มีอะไร ในหัวฉากเปิดตัวไอ้โบ้คืออลังการมาก แต่บรรยายออกมาได้เท่านี้ เอื้อก

ขอเม้นนนนนนนได้ม้ายยยยย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป