บทที่ 6 ตอนที่ 5

เอื้องผึ้งกลับมาถึงห้องภายในระยะเวลาครู่เดียว ดวงตากลมมองลูกซึ่งกำลังแกว่งขาดูการ์ตูนบนจอยักษ์ แปลว่าเตชินท์คงไม่ได้ทำอะไรให้ปลาวาฬกลัว อีกหนึ่งอย่างที่เขาห่วงหากอยู่ที่นี่

“หม่ามี๊” พอเห็นผู้เป็นแม่ก็เอ่ยเรียกทันที

“มาแล้วครับ” เขาเอาขนมออกจากถุงแล้วแกะมันยื่นให้ลูก มือเล็กก็คอยลูบกลุ่มผมยาวสีดำที่เหมือนพ่อราวถอดกันมาทุกอย่าง นับว่าเป็นความโชคดีของเขาที่เตชินท์ไม่รู้ แถมลูกน้องของอีกฝ่ายทุกคนก็ดูจะไม่กล้าพูดถึงเช่นกัน

“กินขนมก่อนนะ เดี๋ยวมี๊เข้าไปดูคุณลุงก่อน”

“ได้ครับ” ยิ้มแฉ่งขณะเคี้ยวขนม ดังนั้นเอื้องผึ้งจึงขยับลุกขึ้นเพื่อเดินเข้าไปในห้องขนาดกว้างโอ่อ่าที่สุดในเพนต์เฮาส์ ดวงตากลมกวาดมองไปทั่วจนเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังยืนสูบบุหรี่อยู่ที่ระเบียง ร่างเล็กจึงเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้า ซึ่งพอเตชินท์เห็นว่าใครเดินเข้ามายืนมองเขาก็ทิ้งบุหรี่ลงแล้วเปิดระเบียงเข้ามา

“เอาไปกิน” เขายื่นขนมปังและของกินอีกนิดหน่อยให้เตชินท์ซึ่งมันน้อยกว่าที่เขาซื้อให้ลูก พอร่างสูงเห็นดังนั้นก็หัวเราะในลำคอแล้วเท้าเอวทั้งสองข้าง

“อยากง้อ?” เตชินท์เลิกคิ้วขึ้นเชิงถาม เอื้องผึ้งมองอีกฝ่ายด้วยสายตางงงวย

“....”

“ทีหลังก็ทำเผื่อกูด้วย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาลงไปซื้อของกินมาง้อ”

“พูดเรื่องอะไร” เอื้องผึ้งถอนลมหายใจ มือที่ยื่นให้เตชินท์แนบลงกับตัว

“ก็ถ้าไม่ใช่ซื้อมาง้อกูแล้วซื้อมาเพื่ออะไรวะ” เตชินท์รับมาแล้วแกะขนมปังกินทันที รวมถึงนมกล่องเล็กด้วยเช่นกัน ร่างสูงเดินผ่านร่างเล็กไปอย่างอารมณ์ดีเสียจนเอื้องผึ้งต้องมองตามด้วยความไม่เข้าใจ

แกร๊ก

พอเปิดประตูออกมาเห็นไอ้เด็กกำลังนั่งกินขนมที่มีอยู่เต็มโต๊ะก็ชะงัก แถมนมมีสองกล่อง กล่องใหญ่กว่าเขาที่มีกล่องเดียวอีกด้วยซ้ำ พอเห็นดังนั้นก็เดินเข้าไปแย่งมาหนึ่งกล้องพร้อมขนมอีกหนึ่งถุง ปลาวาฬมองคุณลุงแต่ไม่ได้เอ่ยว่าหรืองอแงอะไรที่ตนโดนแย่งขนมไปแบบนั้น เอื้องผึ้งที่เห็นเหตุการณ์พอดีก็เข้ามายกมือขึ้นหมายจะตีช่วงไหล่ของเตชินท์

“เฮ้ย ๆ อะไรวะ” เตชินท์ยกแขนขึ้นป้องตัว

“จะแย่งของเด็กทำไม เป็นผู้ใหญ่ประสาอะไร” พอดุเสร็จแล้วก็เอาขนมและนมมาจากมือนั่น ทำเอาเตชินท์ต้องมองค้อนปลาวาฬข้ามหัวเอื้องผึ้งไป

“ให้คุณยุงเถอะครับ ปลาวาฬจะอิ่มแล้ว” เด็กน้อยพูดพลางทอดมองเตชินท์ด้วยความไม่รู้สึกรู้สาหรือขัดเคืองอะไร เอื้องผึ้งอมยิ้มแล้วทรุดนั่งลงตรงหน้าลูก

“กินเถอะ ให้ลุงมันไปหากินเอง” เอื้องผึ้งไม่สนแต่วางมันลงบนโต๊ะดังเดิม

“หม่ามี๊สอนปลาวาฬว่าให้แบ่งปันคนยากไร้นี่ครับ” เตชินท์ถึงขั้นคิ้วกระตุกเมื่อได้ยินคำพูดนั้นของเด็กน้อยตัวกลม ขนาดพูดพาดพิงถึงเขายังหน้านิ่งได้ นี่ไอ้เด็กมันหลอกด่าเขางั้นหรือ

“ให้คนที่ควรให้ดีกว่าครับ” เอื้องผึ้งพูดจบก็เจาะนมอีกกล่องให้ลูกกิน เตชินท์เม้มริมฝีปากรู้สึกขัดใจไปทุกอย่าง

“เฮอะ เลี้ยงแบบนี้ไงมันถึงได้อ้วน เลี้ยงลูกเป็นรึเปล่า” อดไม่ได้ก็แซะกลับไป แต่สองแม่ลูกดันทำเหมือนเขาพูดกับลมแถมยังไม่ใส่ใจที่จะฟังด้วยซ้ำ เตชินท์จึงเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกไป อุตส่าห์หยุดงานจะฟัดแม่มันสักหน่อย ดันมีเด็กประโปกมาขวาง

ปลาวาฬนั่งดูการ์ตูนอยู่ระหว่างที่แม่เข้าไปทำความสะอาดในห้องของเขา เนื่องด้วยกินขนมเยอะจึงเริ่มหิวน้ำเลยลงจากโซฟาแล้วเดินเข้าไปทางครัว

เตชินท์กำลังยืนกอดอกนึกอะไรไปเรื่อยเปื่อยพอเห็นไอ้เด็กเดินเตาะแตะเข้ามาในครัวก็อยากแกล้งให้ร้องไห้สักที ถ้าแม่มันไม่อยู่อะนะ มือเล็ก ๆ กำลังจะเปิดตู้เย็นแต่เขาก็เข้าไปขวางไว้

“เอาได้รึไงวะ”

“เอาน้ำครับ”

“ตู้เย็นมันสูงเห็นไหม” พูดพลางตบลงบนตู้เย็นไปสองทีแล้วจัดการอุ้มปลาวาฬขึ้นมานั่งลงบนเคาน์เตอร์ครัวก่อนจะเปิดตู้เย็นออกแล้วจัดการเทน้ำใส่แก้ว ปลาวาฬมองคุณลุงที่ยื่นแก้วมาให้ก่อนจะรับมาดื่มจนหมด

“อีกแก้วได้ไหมครับ”

“กินเก่งจังวะ น้ำเปล่าก็กินเยอะนะมึง” พูดจบก็เทน้ำใส่แก้วจนเกือบเต็ม ปลาวาฬเลยรับมาดื่มต่อจนหมดอีกเช่นกัน เตชินท์ยืนกอดอกมองใบหน้าของเด็กตรงหน้าเขา ทำไมหน้ามันดูกวนตีนตลอดเวลาทั้งที่ไม่ได้ทำอะไร สงสัยคงจะเหมือนพ่อมันล่ะมั้ง

“หน้าโหลแบบมึงถ้าได้กูเป็นพ่อหล่อไปแล้วไอ้หนู” เขากอดอกขณะเอ่ยพูด

“....” ปลาวาฬจ้องคุณลุงตาปริบ ๆ

“แต่ตอนนี้มึงคงหล่อไม่ทันแล้ว ไปบอกแม่มึงให้ท้องลูกกูสักคนจะได้รู้ว่าเทพบุตรสร้างมันเป็นยังไง” เขายักคิ้วแล้วยิ้มภูมิใจให้กับตัวเอง ถึงแม่มันจะขี้เหร่ไม่หล่อลากเท่าเขาแต่เชื่อว่าลูกออกมาต้องหล่อแน่ ๆ

คนที่ยืนอยู่ด้านหลังเพราะบังเอิญมาได้ยินก็ได้แต่เข่นเขี้ยว เพราะไอ้คนที่เอ่ยว่าเด็กหน้าโหลก็ถอดแบบจากมันมาทุกกระเบียดนิ้ว ทว่าคนพูดดันโง่บรมนี่สิ เขาเดินเข้าไปผลักไหล่ไอ้คนหลงตัวเองแถมยังสติแตกมานั่งทะเลาะกับเด็กแล้วอุ้มปลาวาฬขึ้นมาแนบอก

“มากับมี๊ดีกว่ามา” พูดจบก็หอมแก้มลูกชายไปที

“ทีกูไม่เคยหอมบ้างหรอก” เตชินท์พูดแขวะตามหลังไปแล้วคว้าบุหรี่มามวนหนึ่งเพื่อจุดสูบดับความหงุดหงิดในใจ

ตกค่ำ

เขานอนกล่อมปลาวาฬจนหลับปุ๋ยไปแล้วก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นมาจากเตียงเพื่อออกไปหาน้ำดื่มด้านนอก แต่เมื่อเปิดประตูออกมาเห็นเตชินท์กำลังนั่งมองโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดก็ไม่อยากเข้าไปยุ่ง

หลังจากดื่มน้ำเสร็จแล้วกำลังกลับเข้าห้องไปนอนกับลูกแต่เสียงทุ้มที่ดังขึ้นทำให้เรียวขาหยุดชะงักลง

“มานี่ซิ..”

“อะไร” หันไปเอ่ยถามทันที เขาไม่อยากเข้าใกล้เตชินท์ในช่วงเวลาเงียบสงัดแบบนี้หรอกนะ

“เรียกให้มาก็มาสิวะ จะยืนเล่นตัวเพื่อ” เตชินท์เงยหน้าขึ้นมาจากโทรศัพท์แล้วพูดขึ้นเสียงหงุดหงิด เอื้องผึ้งหลับตาลงแล้วผ่อนลมหายใจออกมาช้า ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปยืนตรงหน้าของอีกฝ่าย

“นั่งลง” เตชินท์มองลงบนตักของตัวเองแต่เอื้องผึ้งไม่อยากทำตามจึงทำท่าจะนั่งลงบนโซฟาแทน

“....”

“กูบอกให้นั่งโซฟาเหรอผึ้ง นั่งตัก”

“แล้วทำไมต้องนั่งตัก” เขาขมวดคิ้วรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกแล้ว แต่พอโดนจ้องกลับมานิ่ง ๆ เอื้องผึ้งถึงได้รู้ว่าในตอนนี้เตชินท์กำลังอารมณ์ไม่ดี มันดูน่ากลัวก็จริง แต่นาน ๆ จะเห็นอีกฝ่ายเป็นแบบนี้ เขาจึงผ่อนลมหายใจยอมลดศักดิ์ศรีลงแล้วขยับขึ้นไปนั่งบนตักของเตชินท์ บัดนั้นเรียวคิ้วเข้มถึงได้คลายลงบ้าง สองแขนแกร่งโอบกอดเอวบางแล้วดึงเข้าหาตัวจนเอื้องผึ้งพิงไปกับอก ริมฝีปากหยักกดจูบลงบนหน้าผากสลับกับแก้มและหอมบ้างในบางที

“อาบน้ำแล้วเหรอ” เอ่ยถามคนที่ตนกำลังฟัดแก้ม

“อืม” เตชินท์ขบเม้มใบหูอยู่หลายทีก่อนจะส่งมือเข้าไปลูบผิวเนื้อเนียนนิ่มภายในเสื้อ

“กำลังหงุดหงิด บีบนมหน่อย” เตชินท์ว่าทั้งขยำหน้าอกเขาอยู่นาน เอื้องผึ้งเองก็ซบหน้าลงบนแผงอกเพราะส่วนนั้นก็เป็นหนึ่งในส่วนอ่อนไหวของเขา ผ่านไปไม่นานเตชินท์ถึงปล่อยมือออกจากการขยำหน้าอกเพราะมีคนมาเคาะประตู

“เข้ามา” เตชินท์ตอบกลับไปที่หูฟังบลูทูท ถึงมีชายชุดดำสองสามคนเดินเข้ามา เอื้องผึ้งมองตามไปถึงได้เห็นว่าหนึ่งในนั้นกำลังรวบมือเข้าหากันและสีหน้าดูวิตกตลอดเวลาคือคนที่เขารู้จัก อีกฝ่ายเป็นเพื่อนคุยเล่นของเขาสมัยอยู่กับเตชินท์เมื่อสี่ปีก่อน

“เข้าไปนอนก่อนไป” หันมาเอ่ยบอกเสียงเรียบแล้วเดินตามบอดี้การ์ดเข้าไปในห้องออกกำลังกายขนาดกว้างขวาง เอื้องผึ้งเม้มริมฝีปาก เขาสัมผัสได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องดีเลยสักนิด

ตุ๊บ! พลั่ก!

เสียงเล็ดลอดผ่านประตูออกมาทำให้เขาสะดุ้งไปเฮือกใหญ่ ดวงตากลมทอดมองไปยังห้องนั้นก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินไปดู แล้วก็ได้เห็นว่ามีคนกำลังถูกเตชินท์ใช้เท้ากระหน่ำเตะใส่ร่างกายแถมอีกฝ่ายทำได้เพียงแค่ยกแขนมาป้องกัน เอื้องผึ้งเห็นเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นใครจึงเปิดประตูเข้าไปอย่างถือวิสาสะเพราะทนมองไม่ได้จริง ๆ

“เข้ามาทำไม” เตชินท์ยืนหอบหายใจ ดวงตากลมมองคนที่สะบักสะบอมอยู่บนพื้น เตชินท์ใช่ว่าจะเท้าเบาซะที่ไหน เคยเตะคนสลบมาต่อหน้าเขาแล้วด้วยซ้ำ

“ทำไมต้องทำเขาหนักขนาดนั้นด้วย” เอื้องผึ้งเองเห็นชายคนนี้ทำงานกับเตชินท์มานาน แถมอีกฝ่ายก็นิสัยดี เป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่งของเขาเลยก็ว่าได้ ร่างเล็กกำลังจะขยับลงไปดูแต่แขนกลับถูกกระชากโดยเตชินท์จนร่างบางถลาเข้าอ้อมอกอีกกว้างขวาง

“อ๊ะ!”

“อย่าเป็นห่วงผู้ชายคนอื่นต่อหน้ากู” น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นมันน่ากลัวกว่าเมื่อครู่มากจนเอื้องผึ้งชักใจสั่น เขาเม้มริมฝีปากแล้ว ค่อย ๆ ผละออก เตชินท์กำลังจะให้บอดี้การ์ดตนพาเอื้องผึ้งออกไป หากแต่มือเล็ก ๆ ดันลูบลงมาบนอกเขา

“ใจเย็น ๆ ได้ไหม”

คนที่ทำงานกับคุณเตชินท์มานานมองภาพตรงหน้า การใช้มือลูบอกของเอื้องผึ้งคือท่าไม้ตายที่ต่อให้นายพวกเขาจะโมโหมากแค่ไหนก็หยุดลงได้เสมอ คงมีคนเดียวที่ทำได้...

เตชินท์ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นจนเอื้องผึ้งเอามือที่ลูบอกอีกฝ่ายลง เขาผ่อนลมหายใจออกมาก่อนจะสั่งให้ลูกน้องตนพาคนที่นอนกองอยู่บนพื้นออกไปข้างนอก

“คุยกันดี ๆ พี่อาร์มเขาก็ทำงานกับมึงมาตั้งนาน” เตชินท์ไม่ได้เอ่ยตอบแต่พยักหน้า

“....”

“อยากให้ลูกน้องรักก็ทำดีกับเขาบ้าง ไม่ใช่โมโหอะไรก็กระทืบ”

“เออ บ่นทำไมนักหนาวะ” เอื้องผึ้งส่ายหน้าเล็กน้อย ยังดีที่เตชินท์ยอมฟังเขา แต่กระนั้นก็เสี่ยงมากเหมือนกันที่บุกเข้ามาซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้ และเอื้องผึ้งกำลังเดินออกจากห้องแต่ดันมีแขนของเตชินท์ทั้งสองข้างเข้ามากอดจากทางด้านหลัง

“คืนนี้นอนกับกูได้ไหม”

“....”

“นอนกับกูหกวัน ส่วนไอ้เด็กนอนกับมันคืนเดียวพอ”

“ไม่ได้”

“อะไรวะ มันกำลังโตให้มันหัดนอนคนเดียวบ้าง”

“....”

“แค่หกวันเอง” เอื้องผึ้งถอนหายใจกับคำว่าแค่หกวันของอีกฝ่าย ทั้งสัปดาห์จะให้เขานอนกับลูกคืนเดียวอย่างนั้นหรือ มันจะเห็นแก่ตัวไปไหนกัน

เช้า สุดท้ายเขาก็จำต้องนอนกับเตชินท์เพราะไม่มีทางขัดขืน ปลาวาฬที่เป็นลูกยังดื้อได้ไม่เท่าพ่อมัน ดวงตากลมหันมองคนกำลังหลับตาพริ้มแถมนอนถอดเสื้ออวดหุ่นตัวเองอยู่ข้างกาย ร่างเล็กขยับลุกขึ้นเพื่อไปทำอาหารเช้าให้ปลาวาฬและเตชินท์ และที่เขาทำให้อีกฝ่ายด้วยเพราะเลี่ยงความปวดหัว

หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จเรียบร้อยแล้วเอื้องผึ้งจึงปลีกตัวมายืนกดโทรศัพท์หาใครบางคน ซึ่งรอสายได้ไม่นานน้ำเสียงเจือความเหนื่อยอ่อนก็พูดออกมาก่อนเขา

'ฮัลโหล'

“พี่เอิง”

'อะ..เอื้อง' เอิงเอยพอได้ยินน้องชายออกมาตามสาย น้ำเสียงก็พลันติดขัดด้วยความดีใจ เอื้องผึ้งยิ้มเพราะนานแล้วที่ไม่ได้คุยกับพี่ชายตนเองแบบนี้มานาน คงเป็นคนเดียวในสี่คนที่เขาสามารถติดต่อคุยได้ พี่ม่านฟ้าก็หายไป ขวัญเมืองพี่ชายคนที่สองเองก็ถูกแม่พิไลนำไปขายให้พวกยากูซ่าใจทรามจนติดมาเป็นปมของเขาจวบจนทุกวันนี้

“สบายดีไหมครับ”

'สบายดีสิ' ยามเปล่งคำพูดนั้นออกมาดูไม่เต็มเสียงนัก เอื้องผึ้งเองก็รู้ใจพี่ชายดีว่าคงมีเรื่องทุกข์

“มีอะไรให้เอื้องช่วยหรือเปล่า” เขาเอ่ยถาม เอื้องคือชื่อที่ทุกคนในบ้านต่างใช้เรียก ผิดกับคนอื่นที่จะเรียกเขาสั้น ๆ ว่าผึ้งต่างหาก

'ไม่มีหรอก เราล่ะสบายดีไหม' สองพี่น้องต่างเปิดอกคุยกันในหลาย ๆ เรื่องจนเอื้องผึ้งไม่รู้ว่ามีเงาถมึงทึงมายืนซ้อนที่ด้านหลัง

“คุยกับใครวะ” เอื้องผึ้งสะดุ้งแล้วรีบกุมโทรศัพท์ไว้ที่อก เอิงเอยเองก็ได้ยินจึงได้ขมวดคิ้ว

“พี่ชาย”

“พี่ชายหรือชู้..” เตชินท์ขมวดคิ้วแทบชนกัน ใบหน้าหล่อเหลากำลังมีความไม่พอใจ

“ก็บอกว่าพี่ชายไง”

“กูได้ยินนะว่าเสียงผู้ชาย จะตบตากูเหรอฮะ!”

“แล้วพี่ชายจะเสียงผู้หญิงหรือไงไอ้บ้า!” เอื้องผึ้งตะคอกกลับไปบ้าง เอิงเอยที่ได้ยินก็ต้องเอาโทรศัพท์ห่างออกจากหูทันที เพราะผู้ชายคนนั้นกำลังด่าทอเขาเป็นชุด หากให้มองด้านความสัมพันธ์อีกฝ่ายคงหึงจนเลือดขึ้นหน้าอยู่แน่นอน น้องเขาเองก็ใช่ย่อยเสียงดังกลับไปไม่แพ้กัน

“บอกเขาชู้ มึงเป็นอะไรกับกูฮะ!”

“เป็นผัวไง เอามึงจนตูดแหกคิดว่ากูเป็นอะไรวะ!” เอื้องผึ้งหน้าแดงซ่านเพราะประโยคนี้มีพี่ชายเขาฟังอยู่ด้วย

“เตชินท์!” โทรศัพท์ถูกแย่งออกไปจากมือของเอื้องผึ้ง แถมอีกฝ่ายยังหลบไม่ให้เขาคว้าคืนไปได้อีกและด้วยส่วนสูงที่เยอะกว่ามากและขนาดร่างกายทำให้เตชินท์กอดรัดและล็อกร่างบางเอาไว้ได้ในแขนข้างเดียว

“ฟังไว้เลยนะไอ้หน้าลาบปลาดุก เอื้องผึ้งมันเมียกู ต่อให้มันเคยเป็นเมียมึงกูก็ไม่สนเพราะกูจะแย่ง”

“เตชินท์!”

“ตอนนี้มึงไม่มีสิทธิ์นั้นแล้ว ถ้ายังกล้าลองดีโทรมาหาเมียกู กูจะส่งคนไปกระทืบให้ตายคาตีนเลยไอ้นรก” เอิงเอยอ้าปากค้างฟังสิ่งที่ผู้ชายคนนั้นพูดก็แทบไม่อยากเชื่อหูตนเองว่าข้างกายน้องตนจะมีผู้ชายปากเสียสุด ๆ แบบนี้อยู่ด้วย

“ส่วนลูกมึงกูก็จะยึด ไม่ให้หรอกเว้ย” พูดจบก็ตัดสายทิ้งทันที เอิงเอยกะพริบตาปริบ ๆ มองสายโทรศัพท์ที่ตัดไป แถมยังคงอึ้งอยู่อย่างนั้นราวห้านาทีเห็นจะได้

เอื้องผึ้งหลุดออกจากอ้อมแขนเตชินท์ได้ก็หยิบด้ามไม้กวาดข้างกายมาฟาดลงบนแขนของอีกฝ่ายทันที

“เฮ้ยเจ็บ เฮ้ย ๆ ๆ” เขาใช้แขนป้องกันตัวอยู่หลายครั้งแต่ก็โดนฟาดลงมาไม่แรงมากนักแต่มันก็ยังเจ็บอยู่ดี

“โตมาแบบไหนถึงนิสัยแบบนี้ฮะ!” เขายืนหอบหายใจเพราะเหนื่อยกับการต่อสู้กับคนแบบเตชินท์ เอื้องผึ้งหลับตาลงช้า ๆ ผ่อนลมหายใจอดกลั้นอารมณ์หงุดหงิดของตัวเองจนสุดความสามารถ และเหตุการณ์ในครัวก็สงบลงเมื่อมีพนักงานอาหารที่เอื้องผึ้งเพิ่งจะสั่งของสดไปมากดกริ่ง

คนตัวเล็กหมุนตัวเพื่อจะเดินออกไปเอาและได้ยินเสียงตามหลังออกมา

“แม่กูยังไม่เคยตีขนาดนี้”

เขายืนรับและยื่นเงินให้พนักงานชายคนนั้น ซึ่งทุกการกระทำอยู่ในสายตาของเตชินท์

“มองไรวะ” เสียงทุ้มดังมาจากด้านหลังทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งรีบรับเงินมาแล้วขอตัวกลับไปก่อน เอื้องผึ้งเหนื่อยจะเถียงกับผู้ชายสติแตกพรรค์นี้เลยไม่ได้เอ่ยว่าอะไรนอกจากเดินผ่าน

“....”

“ทำไมต้องใส่ขาสั้นรับของ”

“....” เลือกที่จะไม่ตอบแต่เตชินท์ดันเดินตามเข้ามาในครัว

“ทีอยู่กับกูแทบไม่เคยใส่สั้น”

“....”

“ขาก็สั้นอยู่แล้วมึงจะใส่สั้นเพื่อ”

“....” เอื้องผึ้งหลับตาลงช้า ๆ

“ขาใหญ่อย่างกับหลักกิโลข้างถนนยังอยากอวด เดี๋ยวกูจะกัดแม่งให้เป็นรอยเลย”

“....”

“ทำไมไม่ไปเปลี่ยนสักทีวะ เดี๋ยวไอ้เด็กตื่นอีก”

“แล้วทำไมต้องเปลี่ยน”

“กูเห็นได้คนเดียว!” เอื้องผึ้งรู้สึกว่าเส้นเลือดในสมองกำลังเต้นตุบ ๆ มือที่กำมีดแกะของอยู่แน่นขึ้น

TBC.

ปมที่ว่ามันโง่ดูลูกตัวเองไม่ออก จะเป็นปมพิสูจน์อะไรหลาย ๆ อย่างนะคะ อย่าเพิ่งหงุดหงิดกัน ด่าเตชินท์ได้ตามสบายเลย ฮ่าา

คงไม่มีดราม่าอะไรนะคะ เตชินท์นิสัยมันแบบนี้แหละ คาแรคเตอร์ที่ไม่เคยเขียน แง

เม้นเท่ากับสปอนเซอร์ อยากอ่านก็เม้นมา!!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป