บทที่ 6 ของขวัญที่อยากให้พี่
เวลาเที่ยงสิบนาทีไออุ่นก็มาตามนัด เธอนั่งลงข้างกายหนุ่มรุ่นพี่ ตรงหน้ามีราดหน้าทะเลที่จิรกรซื้อไว้รอเป็นที่เรียบร้อย ไม่ใช่เขารู้ใจหรอกนะ เผอิญเธอแชตบอกไว้ก่อนแล้ว
"ลงมือเลย น่าจะกำลังอุ่น ๆ พอดีกิน"
“ขอบคุณค่ะ พี่เจคใจดีที่สุด”
สาวน้อยยกมือไหว้ หัวใจก็พองโต ดีใจจนปิดไม่มิด ขนาดจับช้อนมือยังสั่น รสชาติราดหน้าทะเลเป็นยังไงแทบไม่รู้ ที่รู้ก็คือมีความสุขจนล้นคอหอย
ทั้งโต๊ะตกอยู่ในความเงียบเมื่อถึงเวลากิน ผ่านไปสักพักทุกคนก็จัดการอาหารของตัวเองจนเกลี้ยง ยกเว้นหญิงสาวที่กินไปครึ่งเดียวก็วางช้อน เธอกินน้อยจนคนซื้อรอต้องเอ่ยถาม
“อิ่มแล้วเหรอ พี่ว่ากินอีกหน่อยดีกว่าไหม”
“อิ่มแล้วค่ะ แค่นี้ก็แน่นท้องจะแย่” พูดพลางลูบท้องตัวเอง
ไออุ่นกินน้อยเป็นปกติ เพราะตั้งแต่วันที่อยากลดน้ำหนัก อยากสวยเพื่อใครบางคนเธอเลยเปลี่ยนพฤติกรรมทันที จึงกลายเป็นว่าแม่เข้ามาคอยควบคุมการกินไปโดยปริยาย
“เหลือเยอะเลย น่าเสียดายออก” จิรกรคะยั้นคะยอ
“มึงอย่าบังคับน้อง ตัวเล็กแค่นี้ก็กินน้อยเป็นปกติไหม” ธันวาพูดแทรก เรื่องนี้เขารู้ดี เพราะระรินก็กินน้อยเท่าแมวดมเหมือนกัน
“งั้นพี่กินให้หมดดีกว่า” จิรกรยกจานราดหน้ามาตักกินโดยใช้ช้อนเดียวกันกับไออุ่น การกระทำของเขาสร้างความประหลาดใจแก่เพื่อนทั้งสองเป็นอย่างมาก
คนเจ้าสำอาง ไม่ชอบใช้ของร่วมกับใครอย่างมันเนี่ยนะ จะกล้ากินของเหลือต่อจากคนอื่น ถ้าไม่ใช่แฟนหรือคนสนิท จิรกรไม่มีทางทำแน่นอน มันชักจะยังไงแล้วสิ
“มึงแดกได้เหรอวะเจค” เป็นธันวาที่อดไม่ได้เลยต้องถาม
“ทำไม?”
“อ่อ..ไม่ทำไมหรอก”
พอจิรกรมีสีหน้าไม่สบอารมณ์ธันวาก็รีบตัดบท ไม่อยากสาวความยาวให้เสียบรรยากาศ
ส่วนไออุ่นก็ได้แต่นั่งหน้าแดง เขินจนตัวบิดกับการกระทำของหนุ่มรุ่นพี่ เธอมองริมฝีปากหนาได้รูปไม่วางตา แค่เคี้ยวอาหารก็หล่อระเบิดไปเลย โอ๊ย..หัวใจจะละลายเป็นน้ำแล้วเหอะ
“อุ่นมีของจะให้พี่ด้วยค่ะ” พอนึกขึ้นได้เธอก็เปิดกระเป๋าหยิบบางอย่างออกมา
“หื้ม?” ชายหนุ่มวางช้อนแล้วเช็ดปาก ขยับเข้าใกล้คนตัวเล็กมากขึ้น ขาแทบเกยกัน ชิดเหมือนคนเป็นแฟน
“แบมือก่อนสิคะ” ไออุ่นกำของในมือแน่น ยังไม่ยอมให้ใครเห็นว่าเป็นอะไร
ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูทำให้ชาร์วีกับธันวาก็พลอยยิ้มตามไปด้วย เอาจริงก็ลุ้นไปพร้อมกับจิรกรนั่นแหละ
“แบแล้ว..แล้วไงต่อครับ”
จิรกรยื่นมือออกมาตรงหน้า กัดมุมปากพร้อมจ้องตาหญิงสาวด้วยรอยยิ้มละมุน
“อยากให้พี่เก็บไว้ให้ดี เพราะอุ่นตั้งใจทำมาก ใช้เวลาหาตั้งหลายเดือนกว่าจะได้มา อุ่นออกแบบและประกอบขึ้นเองด้วยค่ะ”
หญิงสาววางของลงบนฝ่ามือใหญ่ จากนั้นก็ประสานนิ้วเข้าด้วยกัน โดยมีของขวัญที่เธอตั้งใจทำแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างมือของทั้งคู่
“หวานเหมือนเป็นแฟน” ธันวากระซิบกระซาบกับชาร์วี และอีกฝ่ายก็กระซิบตอบ
"กูว่าไอ้เจคมันแปลก ปกติไม่สน แต่วันนี้เอาใจน้องเป็นพิเศษ"
“มันป่วยหรือสมองกลับ..กูชักงง”
“เงียบเลยไอ้ธัน..มันมองแล้ว” ชาร์วีบอก และธันวาก็รีบหุบปากเมื่อเจอสายตาพิฆาตของคนที่กำลังนินทา
พอปรามเพื่อเสร็จจิรกรก็หันมาถามไออุ่นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “ฮ่า ๆ จะเฉลยได้ยังครับ”
อยากรู้ว่าเธอให้อะไร พอ ๆ กับอยากประสานมืออยู่แบบนี้ หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างห้ามไม่ได้ เพียงแค่การกระทำเล็กน้อยจากไออุ่น รอบตัวของก็เต็มไปด้วยความสดใส คงจะดีกว่านี้ถ้าเธอไม่ใช่น้องสาวอ้อมดาว
“แจ้น..มันคือพวงกุญแจดอกโคลเวอร์สี่แฉกค่ะ”
ไออุ่นดึงมือออก เปิดเผยให้เห็นพวงกุญแจที่วางอยู่บนฝ่ามือใหญ่
“อาฮะ” จิรกรตอบรับพร้อมยกขึ้นดู พวงกุญแจมีดอกโคลเวอร์เคลือบกรอบอะคริลิกใสห้อยอยู่ เธอน่าจะทำเองตามที่บอก ก็น่ารักดีนะ
“ชอบไหมคะ?” ไออุ่นยื่นหน้าเข้ามาใกล้ กะพริบตารอฟังคำตอบราวกับเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต ราวกับเขาเป็นโลกทั้งใบของเธอก็ไม่ปาน
“หมายถึงชอบอะไรล่ะครับ?”
“ก็..” คนถูกถามพูดไม่ออก เพราะเขาก้มลงจนจมูกชนกัน ตาจ้องตาจนเธอจะเป็นลมเสียตอนนี้
นี่มันในโรงอาหารมหาวิทยาลัยนะ! พี่เจคไม่อ่อนโยนกับหัวใจน้องเลย
“ถ้าหมายถึงพวงกุญแจพี่ชอบมาก ว่าแต่ทำให้พี่เนื่องในโอกาสอะไร”
“ให้เป็นของขวัญวันเกิดล่วงหน้าค่ะ”
“ล่วงหน้าตั้งสามเดือนเลยเหรอ”
“ใช่แล้ว..ดอกโคลเวอร์สี่แฉกเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี อุ่นอยากให้พี่เจคโชคดีก่อนวันเกิด พอถึงวันจริงพี่จะได้มีความสุขมาก ๆ ไงคะ ชีวิตคนเราต้องอาศัยโชคชะตานำพา อุ่นขอให้พี่เจคมีแต่ความโชคดีตลอดไป”
คำพูดและรอยยิ้มของหญิงสาวก่อเกิดความสับสนแก่จิรกรมากมาย สิ่งที่เธอทำมันน่ารักน่ะไม่เถียง แต่สิ่งที่ก่อตัวอยู่ในซอกหนึ่งของหัวใจ ทำให้เขารู้สึกดีใจได้ไม่สุด มันวูบโหวง เสียดาย และเสียใจที่เคยพลาดหลายอย่างในอดีต
หากไล่เลียงไปยังจุดเริ่มต้น เขาเจอไออุ่นก่อนจะรู้จักอ้อมดาวเสียอีก.
.
.
.
สามเดือนต่อมา..
ความสัมพันธ์ของไออุ่นกับจิรกรไม่คืบหน้าอย่างที่คิด แม้เขาจะคุยด้วยและนัดเจอกันมากขึ้น แต่เธอก็ยังไม่มีสถานะ ถึงเป็นเช่นนั้นไออุ่นก็ไม่เคยละความพยายาม ยังคงแชตหา ไปเชียร์ตอนเขามีแข่งฟุตบอล กระทั่งวันหยุดก็ชวนไปคาเฟ่ ถึงไปไม่บ่อยแต่จิรกรก็พาไปอยู่บ้าง
“เฮ้อ” หญิงสาวถอนหายใจใส่หน้าจอโทรศัพท์ มองแชตหนักขวาอย่างปลงตก มีข่าวว่าจิรกรกำลังติดพันสาวอักษรคนหนึ่ง ถ้าเป็นความจริง แล้วสิ่งที่เขาทำกับเธอคืออะไร
“ไปสืบมาให้แล้วนะ” สิรินาถทิ้งตัวนั่งด้วยอาการเหนื่อยหอบ หลังจากไปเสพเผือกร้อนจากคณะอักษรศาสตร์มาเมื่อกี้
“ยังไง"
“ข่าวมีมูลไม่น้อยเลยล่ะ นาถได้รูปพี่เจคกับพี่หลินตอนไปกินข้าวด้วยกันมาด้วยแหละ..อุ่นดูสิ” นักสืบจำเป็นโชว์รูปถ่ายให้ดู
“แบบนี้เองสินะ” ไออุ่นเหมือนจะหายใจไม่ออก เจ็บที่หัวใจ ขอบตาร้อนแต่ก็พยายามกลั้นน้ำตา
เมื่อก่อนถูกเมินว่าเจ็บแล้ว ตอนนี้เจ็บยิ่งกว่า หากเขาเฉยชาเธออาจมองข้ามได้ ทว่าเขาไม่เฉยนี่สิ เจอกันก็จูบ ก็ล้วง นัวเนียเหมือนคู่รักทั่วไป แต่เธอกลับไม่มีสถานะอะไรเลย แม้แต่คนคุยก็ไม่ได้เป็น
“ไม่ไหวก็พอไหม นาถว่าอุ่นทำเต็มที่แล้วนะ ถ้ายังฝืนอุ่นจะเสียมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่เสียใจ อุ่นจะเสียตัวฟรีอีกต่างหาก”
สิรินาถรู้ทุกอย่างระหว่างไออุ่นกับรุ่นพี่หนุ่ม จึงเตือนด้วยความหวังดี เป็นคนแนะนำให้เข้าหาแบบถึงเนื้อถึงตัว แต่ถ้าออกมาทรงนี้ เธอคิดว่าควรพอ เพราะจิรกรน่าจะหวังฟัน ไม่ได้ให้ความพิเศษกับไออุ่นอย่างที่คิดไว้
“อุ่นยังไหว ยังไงก็อยากไปต่อ” ปากบอกไหวแต่ใจโคตรเจ็บ
อึดอัดที่ร้องไห้ตรงนี้ไม่ได้ ปลอบตัวเองเป็นรอบที่ล้านว่าไม่เป็นไร ทำไมคนตั้งใจรักเช่นเธอถึงต้องผิดหวังซ้ำ ๆ อยู่แบบนี้
ไออุ่นตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอดว่าขาดอะไร? ทำไมต้องวิ่งตามเขาขนาดนั้น เธอเองก็เติบโตมาด้วยตัวเอง แล้วมีเหตุผลอะไรถึงต้องร้องขอความรักจากคนที่ไม่พร้อมจะให้ด้วยล่ะ
“อย่าโกหก นาถรู้ว่าอุ่นไม่ไหว ลองถอยออกมาก่อน เผื่อจะมองเห็นอะไรมากขึ้น ไม่ต้องตัดใจทันทีก็ได้ อุ่นแค่ถอยออกมารักษาใจตัวเองก็พอ”
สิรินาถบีบมือให้กำลังใจ ไออุ่นค่อนข้างบกพร่องทางด้านอารมณ์ มักจัดการความรู้สึกของตัวเองได้ไม่ค่อยดี อาจเพราะครอบครัวไม่อบอุ่นเท่าที่ควร
พ่อแม่มีครบแต่เหมือนจะไม่ค่อยสนใจ ไออุ่นย้ายมาอยู่คอนโดคนเดียวตั้งแต่เรียนปีหนึ่ง นับครั้งได้ที่กลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่ เหมือนเพื่อนไม่สนิทกับใครเลย กระทั่งอ้อมดาวก็ดูห่างเหิน ไม่เหมือนพี่น้องทั่วไป ซึ่งสาเหตุมาจากอะไรสิรินาถก็ไม่รู้
“เฮ้อ..คงถึงเวลาต้องรักตัวเองแล้วสินะ”
รักเขามากแต่คงต้องถอยออกมาตั้งหลัก เธอเองก็เหนื่อยกับการวิ่งตาม ลองหยุดแล้วกลับมาทบทวนตัวเอง โหยหาความรักมากเกินไปก็รังแต่จะเจ็บ ขืนดันทุรังคงเป็นโรคประสาทเข้าสักวัน
“ทำอะไรอยู่ ขอนั่งด้วยคนนะ”
กล้าหาญเพื่อนร่วมคลาสนั่งลงเก้าอี้ตัวที่ว่าง สองสาวจึงปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนยิ้มให้ชายหนุ่มเพื่อกลบเกลื่อนความเคร่งเครียด
“อาจารย์ว่าไงมั้งกล้า เห็นถูกเรียกไปคุยเรื่องทุน” สิรินาถถาม
“ไม่มีอะไรหรอก แค่เรียกไปย้ำเรื่องเกรดนิดหน่อย”
กล้าหาญเป็นนักเรียนทุนของมหาวิทยาลัย เลยต้องรักษาผลการเรียนให้อยู่ในระดับมาตรฐาน แต่เห็นแบบนี้เขาเป็นนักกิจกรรมตัวยงเลยแหละ หล่อ เรียนเก่ง ซ้ำยังเป็นตัวท็อปของคณะนิเทศ เนื้อหอมด้วยนะ
“บ้านกล้าขัดสนเรื่องเงินมากเลยเหรอ ถึงต้องขอทุน” สิรินาถพูดถึงประเด็นที่อยากรู้
“ก็นิดหน่อย” กล้าหาญเกาท้ายทอย หลบสายตาจับผิดของสองสาว ความจริงไม่จน แต่เขาอยากพิสูจน์ตัวเองกับที่บ้านมากกว่า
“นามสกุลกล้าดังอยู่นะ อุ่นเคยได้ยินพ่อพูดถึงด้วย ตกลงเป็นญาติห่าง ๆ กับเจ้าของโรงงานน้ำปลาจริงเหรอ”
ไออุ่นพลอยตั้งข้อสังเกต เพราะครอบครัวมีธุรกิจผลิตภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์หลายอย่าง จึงได้ยินพ่อพูดชื่อลูกค้าอยู่เป็นประจำ
“อืม”
“จริงอะ?” ไออุ่นหรี่ตาเอียงคอถาม ท่าทางน่ารักเล่นเอากล้าหาญหูแดงเลยทีเดียว
"เลิกถามได้แล้ว ที่มาเนี่ยกล้าอยากชวนนาถกับอุ่นไปกินข้าวเย็น"
“วันนี้เหรอ?” สิรินาถถาม
“ใช่..พวกเธอว่างไหมล่ะ?”
“เนื่องในโอกาสอะไร ปกติกล้าประหยัดจะตาย” ไออุ่นถามกลับก่อนจะให้คำตอบ
“วันนี้วันเกิดกล้า”
“จริงด้วย!!”
ไออุ่นกับสิรินาถพูดออกมาพร้อมกัน สองสาวทำตาโต รู้สึกผิดที่ลืมวันเกิดเพื่อน นับว่ากล้าหาญสนิทสนมกับพวกเธอพอสมควร เวลาทำงานกลุ่มก็อยู่กลุ่มเดียวกันมาตลอด
“ตกลงว่างไหม”
“ว่างอยู่แล้ว” สิรินาถตอบรับทันที วันสำคัญไม่ว่างก็ต้องว่างแล้วปะ
“งั้นเลิกเรียนก็ไปกันเลย กล้าจะโทรจองโต๊ะไว้ก่อน วันศุกร์แห่งชาติคนน่าจะเยอะ ถ้าไม่จองคงอดกิน”
“โอเช..ตามนั้นจ้ะพ่อหนุ่ม”
ไออุ่นนั่งฟังเพื่อนทั้งสองตอบโต้กันด้วยใบหน้าจืดเจื่อน พรุ่งนี้ก็วันเกิดจิรกรนี่น่า ดีนะที่ให้ของขวัญล่วงหน้า ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าให้เขาในตอนที่ตัดสินใจถอยออกมา
ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยาคือจุดมุ่งหมายของหนึ่งหนุ่มกับสองสาว ทั้งหมดนั่งรถของสิรินาถมา โดยกล้าหาญทำหน้าที่เป็นพลขับ
“โอ้โห..สั่งของแพงซะด้วย แอบถูกหวยปะเนี่ยพ่อหนุ่ม” สิรินาถมองอาหารที่วางละลานตาอยู่เต็มโต๊ะด้วยความตื่นเต้น
“นานทีปีหนจะเลี้ยง ก็ต้องจัดเต็มไหมล่ะ” กล้าหาญตอบยิ้ม ๆ พลางตักเนื้อล็อปเตอร์อบชีสให้ไออุ่นที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ดูใส่ใจเกินเพื่อนจนสิรินาถต้องแซว
“ตักให้อุ่นคนเดียวเหรอไง นาถก็ชอบกินกุ้งนะพ่อหนุ่ม”
“นาถต้องรอก่อน เพราะกล้ากำลังเรียงลำดับความสำคัญอยู่”
“ยังไงกันจ๊ะ..อุ่นสำคัญกว่านาถหรือเปล่าน๊า” สิรินาถตั้งคำถามอย่างล้อเลียน
“สำคัญเท่ากันครับคุณผู้หญิง”
“ไม่จริงหรอก”
“นาถอย่าแซวนักเลย” ไออุ่นทนไม่ไหวต้องเบรกนักชงไว้ก่อน
“ไม่แซวก็ได้จ้า”
“พักนี้ดูผอมลง อุ่นต้องกินเยอะ ๆ นะ” ถึงปากจะบอกว่าสำคัญเท่ากัน แต่การกระทำของกล้าหาญก็ชัดว่าไออุ่นพิเศษกว่าใคร
“ขอบคุณนะกล้า อุ๊ย! ไม่ต้องตักให้หรอก อุ่นตักเองได้” หญิงสาวร้องห้ามตอนที่กล้าหาญจะตักแกงจืดกะหล่ำปลียัดไส้ให้เธอ
“ไม่เป็นไร กล้าเต็มใจทำ”
“แล้วก็บอกสำคัญเท่ากัน ชิ ๆ”
สิรินาถแกล้งงอน เลยทำให้สองคนที่เหลือต้องแย่งกันตักอาหารให้เธอเสียยกใหญ่ ภาพการล้อเล่นกันของวัยรุ่นดูสดใสน่ารักต่อผู้พบเห็น ยิ่งตอนไออุ่นเอาเค้กก้อนเล็ก ๆ ให้กล้าหาญเป่า ยิ่งดูน่ารักเข้าไปอีก
และมันก็ตกอยู่ในสายตาของใครบางคน ที่ทำหน้านิ่งทันทีเมื่อเหลือบไปเห็น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังชวนหญิงสาวที่มาด้วยกันคุยไม่หยุดอยู่เลย
“เจคเป็นอะไรคะ ทำไมอยู่ดี ๆ ก็เงียบ”
“ปกตินี่ครับ”
คำตอบไม่ได้ทำให้หลินรู้สึกอย่างนั้น เธอจึงมองตาม พอเห็นว่าเขามองใครก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น
“ตกลงข่าวลือเป็นจริงหรอกเหรอ ได้ยินมาตั้งนาน หลินคิดว่าไม่จริงซะอีก”
“ข่าวลือเรื่องอะไร?” เขาหันมาถาม แววตาเปลี่ยนจนหลินรู้สึกได้
“เรื่องที่เจคกำลังแอบคั่วอยู่กับน้องสาวแฟนเก่า”
