บทที่ 10 กฎในที่ทำงาน
อย่าคิดจริงจัง
อย่าเอาใจลงไปเล่น
ผู้ชายอย่างเขาอย่างมากก็แค่อยากได้ร่างกายของเธอ ไม่ได้อยากคบจริงจัง
อืม!!
เดี๋ยวสิ...การเตรียมใจแบบนี้ก่อนไปทำงานมันไม่แปลกไปหน่อยหรือไง คนน้องยืนอยู่หน้ากระจก เปลี่ยนชุดแล้วหมุนตัวไปมาหลายรอบแล้วก็ยังไม่พอใจ
พยายามบอกตัวเองว่านี่คือการไปทำงานนะไม่ใช่ไปหาผู้ชาย แต่พอคิดว่าต้องไปเจอเขาก็รู้สึกว่าตัวเองจะต้องดูดีที่สุด
“โอ๊ย...ทำไมต้องเป็นฉันที่ใช้ชีวิตยุ่งยากแบบนี้ด้วย!!”
คิดไปก็ได้แต่ทิ้งตัวลงบนที่นอนแล้วดิ้นๆๆ เพราะทำอะไรไม่ได้ วันนั้นไปสัมภาษณ์งานประสาอะไรทำไมได้เสียตัวให้เขาเฉยเลย ยิ่งคิดยิ่งอายตัวเอง ทำอะไรลงไป มีสมองบ้างไหมยัยคนน้อง ฮึ่ย!
แต่หงุดหงิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา สุดท้ายก็ต้องเลือกชุดที่ใส่ล่าสุดนี่แหละออกไป
จังหวะที่ก้าวเท้าออกจากบ้านก็ต้องเป็นเท้าขวา เสื้อที่ใส่ก็สีมงคล กระเป๋าสะพายเลือกเป็นใบเก่งนำโชค หวังว่าวันนี้จะราบรื่น ไม่มีอุปสรรค พี่ๆ ที่ทำงานรักหลงเอ็นดู เพี้ยง
หายใจเข้าลึกๆ เชื่อมั่น มั่นใจ ตั้งใจ ตั้งมั่น แกทำได้!!
มาถึงที่ทำงานตอนราวๆ สี่โมงเย็น เข้ามาถึงคนน้องถูกพาขึ้นไปที่ชั้นสองของร้านโดยพี่ชมพู่ ผู้จัดการที่ซันว่าเป็นคนเซ็นรับเธอเข้าทำงานกับมือ
ตอนที่เดินเข้ามาบรรยากาศในคลินิกแปลกๆ นิดหน่อย ทุกคนดูนิ่งจนน่าตกใจ แต่ละคนมองหน้าเธอแล้วก็เดินตามขึ้นชั้นสองมาทีละคน ทีละคน
เชี่ย...นี่มันสถานการณ์เหมือนหนังฆาตกรรมเลยไม่ใช่เหรอ อย่าบอกนะว่าเธอจะโดนรับน้องเข้าให้แล้ว
แล้วจากสีหน้าของทุกคน วิธีการรับน้องมันคง...
“กรี๊ด! ไม่เอา!!”
เสียงกรี๊ดของคนน้องดังลั่นจนทุกคนหันมามอง ชมพู่ที่เดินนำหน้าเธอหันมาเลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจ
“ไม่เอาอะไรเหรอ?”
เอาอีกแล้ว เวลาคิดอะไรแย่ๆ ในหัวชอบเผลอหลุดปากแบบนี้ออกมาทุกทีเลย แค่เข้าทำงานด้วยวิธีนั้นก็แย่พออยู่แล้ว ยังจะมาทำตัวแปลกให้โดนคนที่ทำงานเขม่นอีก
“ปะ...เปล่าค่ะ” เธอก้มหน้าลงไม่กล้าสบตา ท่าทางดูประหม่าแบบนั้นทำให้พนักงานอีกคนที่ขึ้นมาทีหลังพุ่งเข้ามาเกาะไหล่จนทำคนน้องเกือบหน้าคว่ำ
“พี่ชมล่ะก็ ทำหน้าดุใส่เด็กใหม่อีกแล้วนะ ไม่ต้องกลัวนะคะ พี่ดาวจะปกป้องจากยายผู้จัดการหน้าเลือดนี่เอง”
คนที่เรียกตัวเองว่าพี่ดาวเปลี่ยนจากโอบไหล่มากอดคอเธอเอาไว้แล้วดึงเข้าหาตัว ท่าทางสนิทสนมจนคนน้องทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย
“น้อยๆ หน่อยเถอะ คิดว่าตัวเองเป็นผู้ช่วยหมอแล้วจะทำอะไรก็ได้เหรอ แล้วฉันไปทำหน้าดุใส่เด็กมันตอนไหน ใส่ร้ายกันนี่หว่า”
“หน้าเจ้มันดุนี่ หัดยิ้มกว้างๆ หน่อยสิ แล้วอีกสองคนที่เดินตามมานี่อะไร จะไปลานประหารเหรอหน้าตึงเหมือนดึงไหมมาเลยนะ”
“ลามปามละๆ”
บทสนทนาเหล่านั้นทำให้บรรยากาศดูตึงเครียดน้อยลง คนน้องมองซ้ายแลขวาเริ่มเก็บข้อมูล คนที่เกาะคอเธออยู่นี้ดูใจดีที่สุด รู้สึกจะชื่อดาว ส่วนพี่ชมพู่ดูดุก็จริง แต่จากที่เล่นกับพี่ดาวรู้สึกว่าไม่ค่อยถือตัว ถ้าตีสนิทได้น่าจะทำงานด้วยง่าย
เธอถูกพามายังห้องชั้นสองซึ่งมีโต๊ะใหญ่เอาไว้สำหรับประชุม มีบอร์ดขนาดกลางอยู่ข้างหน้าและขนมนมเนยวางเอาไว้ด้วย
สักพักทุกคนก็ทยอยขึ้นมาจนครบ ชมพู่เลยเริ่มแนะนำตัวพนักงานในคลินิกนี้ทีละคน เริ่มจากตัวเอง
“พี่ชื่อชมพู่นะคะ เป็นผู้จัดการของที่นี่ แล้วก็ที่สวยๆ ยิ้มหวานๆ คนนั้นชื่อพี่ดาว เป็นผู้ช่วยหมอซัน ส่วนคุณพี่หน้านิ่งคนนั้นดูน่ากลัวนิดหน่อยแต่ไม่ต้องกลัวนะคะ ใจดีที่สุดในนี้แล้ว ชื่อพี่วรรณนะคะ พี่จะอยู่หน้าเคาน์เตอร์กับหนู จะสอนงานให้ในช่วงแรก แล้วก็นอกจากนั้นจะยังมีหมอรินกับผู้ช่วยชื่อพี่ฝ้ายแล้วก็น้องกิ๊ฟที่ยังไม่มา...”
ทุกคนคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้วเพราะเคยเจอกันวันที่มาถ่ายรูปเลยไม่ต้องใช้พื้นที่สมองในการจำชื่อมากนัก
“ที่นี่เราอยู่กันแบบพี่น้อง ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ”
คำพูดของชมพู่ทำให้คนน้องเม้มปาก คือพอได้ยินแล้วในหัวมันดันคิดถึงพี่น้องแบบกาสะลองซ้องปีป[1] สภาพเหมือนรอจะหยุมหัวกันอยู่ตลอดเวลายังไงไม่รู้
“ว่าแต่ น้องชื่ออะไรคะ?”
“เอ่อ...ชื่อคนน้องค่ะ เรียกน้องเฉยๆ ก็ได้ค่ะ”
พอได้ยินชื่อทุกคนก็มีสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย เป็นปฏิกิริยาที่เธอชินกับมันไปซะแล้ว
“คนน้อง...ชื่อน่ารักจังเลย” ดาวว่าพร้อมยิ้มหวาน เป็นรอยยิ้มที่สวยจนคนมองเผลอยิ้มตามได้ง่ายๆ
พนักงานที่นี่ดูใจดีกว่าที่คิด นอกจากที่เห็นอยู่ตรงนี้ก็มีคนที่ยังไม่มาอีกสองสามคน คนน้องอาศัยความเป็นเด็กขี้อ้อนเข้าไปกระแซะๆ ถามนั่นถามนี่พี่ๆ แค่แป๊บเดียวก็เข้าพวกได้อย่างง่ายดาย
ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะง่ายกว่าที่คิด
จนกระทั่ง...
“คนเล็ก มานี่หน่อย ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”
อยู่กับเธอแทนตัวเองว่าพี่อย่างนั้นพี่อย่างนี้ พออยู่ต่อหน้าคนอื่นละผมขึ้นมาเชียว
คนน้องมองซันอย่างไม่ไว้ใจนิดหน่อย แล้วก็ลอบมองพี่ๆ คนอื่นไปด้วย กลัวว่าจะเผลอทำอะไรให้คนอื่นรู้สึกผิดสังเกตแล้วจับได้เรื่องของเรา
แต่ก็ไม่มีใครสนใจเธอจึงได้ลุกขึ้นแล้วเดินตามเขาขึ้นไปบนห้อง
“พี่ซัน...เอ๊ย! คุณหมอมีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ไม่ต้องเกร็งหรอก เรียกตามสบายเหมือนอย่างที่เคยเรียกนั่นแหละ”
อยู่ที่ทำงานเขาไม่ได้บอกให้เธอเว้นระยะห่างอะไรหรอก แต่พอเขาแทนตัวเองว่าผมเธอก็คิดเอาเองว่าควรทำตามมารยาทที่เด็กพึงมีกับผู้ใหญ่
“ได้ไงคะ อยากให้คนอื่นรู้เหรอว่าน้องมาทำงานที่นี่ได้เพราะใช้เส้น”
“เส้นอะไร อย่างเธอมีเส้นให้ใช้ด้วยเหรอ”
อยากเล่นมุกว่าเส้นหะ...แต่ไม่ดีกว่า
“แล้วที่พี่ซันเรียกมาคุยนี่อยากคุยเรื่องอะไรคะ หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงานนะ”
“อะไร นี่ตกลงใครเป็นเจ้านายใครเป็นลูกน้องกันแน่ มาทำงานวันแรกก็กำแหงแล้วนะเรา”
เธอก็แค่อยากพูดดักคอเขาเอาไว้ก่อน เพราะถ้าเขาเอา เรื่องนั้น มาพูดตอนนี้รับรองได้ว่าคนอื่นต้องรู้เรื่องของเราแน่
“พี่ก็แค่มีเรื่องอยากพูดสองสามเรื่อง อย่างแรกเลยคือค่าตอบแทนการทำงาน มีระบุในใบสัญญาแล้วคงไม่ต้องพูดอะไรมาก ส่วนเรื่องเส้นสาย อยากให้รู้ว่าคนที่เลือกพนักงานที่นี่คือผู้จัดการ ฉะนั้นพี่ไม่ได้มีอำนาจพาใครเข้ามา เรื่องใช้เส้นลืมไปได้เลย”
“ก็ไม่ได้คิดว่าใช้เส้นอยู่แล้วนะคะ เรื่องนี้พี่ชมพู่บอกแล้วค่ะ เข้ามาด้วยความสามารถ”
“แต่พี่มีอำนาจไล่คนออกได้นะ อย่าเล่นกับไฟ”
แหม...อยู่ดีๆ ก็อยากรับบทดุขึ้นมาเฉยเลย เขาดุน่ะไม่น่ากลัวหรอก รู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างเราดูผ่อนคลายขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากโข
“แล้วมีอะไรอีกคะ”
“พี่อยากถามว่าเราพักที่ไหน มาทำงานยังไง จำได้ว่าบ้านไอ้ใหญ่ไม่ได้ใกล้ที่นี่เลยนิ”
“พักคอนโดพี่ใหญ่ค่ะ”
“คอนโด?”
“ค่ะ ห่างจากที่นี่ประมาณสิบห้านาที พี่ใหญ่บอกตำแหน่งวินมอเตอร์ไซค์ให้แล้ว สบายมาก”
“ใกล้เลยนี่นา งั้นเย็นนี้พี่ไปส่ง”
“ไม่อนุมัติค่ะ!” เธอรีบค้านขึ้นมาทันควัน เรื่องอะไรเธอต้องให้เขาไปส่งให้เปลืองตัวเล่นด้วย จากที่ถุงยางหมดกล่องวันนั้นก็รู้แล้วว่าตั้งใจไปส่งแบบไม่บริสุทธิ์ใจ ฉะนั้น ไม่อนุมัติ!!!
“อันนี้ไม่ได้ขออนุญาต” เขาว่าหน้าตาย
“ก็ไม่ได้อนุญาตไงคะ ต่างคนต่างมาต่างคนต่างกลับ แบบนี้ดีแล้วคนอื่นจะได้ไม่สงสัยไง”
“สงสัยว่า?”
“ว่าน้องเป็นเด็กพี่ซัน”
“ก็เป็นจริง กลัวอะไรอะ”
เข้าใจว่าเขามันหน้าหนา แต่ไม่คิดว่าจะหนาขนาดนี้ เขาไม่มียางอายแต่เธอมีไงเข้าใจไหม
“แล้วนอกจากเรื่องนี้มีอะไรอีกไหมคะ พี่วรรณกำลังจะสอนงานให้น้องจะไปแล้ว”
ซันทำท่านึกนิดหน่อยก่อนจะกวักมือเรียกเธอเข้าไปหา
“มาใกล้ๆ”
“ตรงนี้ก็ได้ยินค่ะ”
“พี่เส้นเสียงไม่ค่อยดี ต้องมาฟังใกล้ๆ”
“แก่แล้วก็แบบนี้แหละ” ประโยคนี้เธอจงใจพูดเบาๆ ไม่ให้เขาได้ยิน ก่อนจะเดินเข้าไปเงี่ยหูฟังใกล้ๆ ตามที่เขาบอก
“เอาค่ะ มาแล้วพูดได้เลย”
“พี่แค่จะบอกว่าที่นี่มีกฎอีกอย่าง”
“ค่ะ” เธอพยักหน้าโดยที่ไม่รู้ว่าเขาจะพูดอะไรด้วยซ้ำ
“คือ...”
“...”
“ห้ามมีเซ็กซ์ในที่ทำงาน”
ฮึ่ม...ยัยเด็กแสบ
แค่พูดเล่นแค่นี้โดนเธอเอาหัวโขกจนมึนไปหมด ทำงานตั้งแต่สี่โมงครึ่งยันเลิกงานสองทุ่มกว่าๆ ยังรู้สึกว่ามึนหัวไม่หาย เกิดว่าเขาเป็นอะไรเกี่ยวกับสมองเธอต้องรับผิดชอบนะยัยคนเล็ก!
“ไม่ต้องมามองเลยค่ะ พี่ซันอยากพูดจาทะลึ่งก่อนทำไมอะ”
ตอนนี้คนอื่นกลับไปกันหมดแล้วเหลือเพียงเราสองคนที่ออกมารั้งท้ายเลยพูดเสียงปกติได้ ไม่ต้องกลัวใครจะมาได้ยิน
“พี่พูดทะลึ่งตรงไหน ก็พูดถูกแล้ว ที่นี่ห้ามมีเซ็กซ์ในที่ทำงาน”
“แต่คราวที่แล้วพี่ยัง...”
“ยังอะไร?”
คนผีทะเล เขานี่มันชอบล่อให้เธอพูดอะไรทำนองนี้อยู่เรื่อย อยากพูดก็แล้วทำไมไม่พูดเอง
“พี่ซันไร้สาระจบหรือยังคะ ถ้าจบแล้วน้องจะได้กลับ”
“แล้วจะกลับยังไง ดึกขนาดนี้เรียกรถอันตรายนะ มาเถอะพี่ไปส่ง”
แบบนั้นอันตรายกว่าอีก คนอย่างเขาอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ เห็นชัดๆ ว่ากำลังหาทางทำเรื่องไม่ดีอยู่
เธอไม่หลงกลเขาหรอก
“กลับกับพี่ก็ไม่ต่างกันหรอกค่ะ” เธอย้อนเขาแล้วสะพายกระเป๋าจะเดินตรงไปที่วิน แต่ซันดึงตัวเอาไว้ก่อน
“งั้นถ้าไม่ต่างกันก็กลับกับพี่ซะเลยสิ แอร์เย็นเบาะนั่งสบาย มีเพลงให้ฟังด้วย”
“สิบห้านาทีจะฟังได้สักกี่เพลงกันคะ ให้น้องกลับวินเถอะ”
“ถ้าสิบห้านาทีฟังไม่พอก็ขึ้นไปฟังต่อบนห้องไง”
“แน่ะ” เธอหรี่ตามองเขาอย่างรู้ทัน แต่ถึงอย่างนั้นซันก็ไม่ได้มีท่าทีสลด เขาจูงมือเธอตรงไปที่รถแล้วเปิดประตูให้เรียบร้อย
“เชิญครับเลดี้”
ท่าผายมือแล้วก็คำเรียกแบบนี้มันผู้ชายเจ้าชู้ชัดๆ
“คงทำบ่อยสินะคะ คล่องเชียว”
“เหรอครับ นี่เพิ่งครั้งแรกเลยนะ ขอบคุณที่ชมว่าเก่งเหมือนทำบ่อย”
คุยกับเขาก็ไม่ต่างอะไรกับคุยกับกำแพง เอาเถอะ คำพูดมากมายความหมายเท่าเดิม ต่อให้เธอดื้อจะต่อต้านไปสุดท้ายเขาก็ยังดื้อด้านกว่า เอาเป็นว่าวันนี้ยอมกลับด้วยหนึ่งวันแล้วกัน
“หิวไหม อยากกินอะไรก่อนกลับหรือเปล่า” เขาถามขณะที่ออกรถไป ช่วงเวลานี้รถไม่ค่อยติดนักเนื่องจากพ้นชั่วโมงเร่งด่วนไปแล้ว เลยสามารถขับสบายๆ ได้
“ไม่หิวค่ะ ถ้าพี่ซันหิวแวะก็ได้นะคะ เอาที่พี่สะดวก”
“ถ้าเอาที่พี่สะดวกไปกินห้องเธอไหมล่ะ”
จังหวะนี้อยากกลอกตาจนตาหลุด แต่ก็ทำเป็นไม่รู้เรื่อง
“พี่ซันว่าไงนะคะ?” คนน้องหันไปมอง ทำหน้าตาใสซื่อ
“พี่หมายถึง ซื้อกลับไปกินที่ห้องสะดวกกว่า ไม่ต้องมีคนรอบข้าง สงบแล้วก็เป็นส่วนตัวกว่า”
“แต่ถ้ากินที่ห้องต้องล้างจานนะคะ”
“ไม่เป็นไร พี่ชอบล้างจาน”
ถึงเขาจะว่าอย่างนั้นแต่สุดท้ายก็ไม่ได้แวะซื้ออะไร เขามาส่งเธอที่หน้าคอนโดเธอจึงยกมือไหว้ขอบคุณแล้วปลดเข็มขัดนิรภัย
ทว่าในจังหวะนั้นเองพบว่าเขาก็กำลังปลดของตัวเองเหมือนกัน
“ดะ...เดี๋ยวค่ะ พี่ซันจะไปไหนคะ?”
รีบตะครุบมือเขาเอาไว้อย่างรวดเร็ว แค่ยอมให้มาส่งนี่ก็มากพอแล้ว อย่ามากไปกว่านี้เลย
“ไม่คิดจะชวนพี่ไปกินน้ำสักแก้วเหรอ?”
เหอะ สาบานนะว่าน้ำแค่แก้วเดียวจริงๆ จากรอยยิ้มของเขาตอนนี้คิดว่าไม่น่าจะจบที่น้ำแก้วเดียวแน่ๆ
“ที่ห้องน้องไม่มีน้ำค่ะ”
“งั้นซื้อไป”
“ก็แล้วทำไมไม่กินจากที่รถไปเลยล่ะคะ”
“กลัวพี่ขึ้นห้องขนาดนั้นเชียว?” เขาเลิกคิ้วถาม จังหวะที่เธอเงียบไปซันยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ด้วยความตกใจคนน้องรีบถอยหลบแต่ก็ทำให้หัวไปโขกกระจกเสียงดัง
“โอ๊ย!!”
“เห้ย เป็นไรไหมเนี่ย”
ก็เจ็บน่ะสิถามได้ แรงกระแทกนั้นทำให้เธอมึนจนต้องส่ายหัวเพื่อไล่อาการวิ้งๆ ออกไปแม้ว่าจะไม่ได้ผลเท่าไรนัก ซันเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วงแต่คิดว่าจะถามเธอ ที่ไหนได้...
“กระจกเป็นไรป่าวเนี่ย กระแทกแรงซะด้วยสิ”
ความเจ็บนั้นกลายเป็นเรื่องเล็กน้อย เธอตวัดสายตามองเขาอย่างเคืองๆ
คนเจ็บจนจะตายอยู่ตรงนี้แต่กลับห่วงกระจกเนี่ยนะ ใจคอจะไม่คิดว่าเธอจะหัวแตกเพราะการแกล้งของเขาบ้างหรือยังไง ตั้งใจจะหันไปเหวี่ยงใส่คนเล่นอะไรไม่รู้เรื่องแต่ก็ลืมไปว่าเขาโน้มเข้ามาใกล้มากๆ แล้ว ในจังหวะที่เธอหันหน้าไปปลายจมูกถึงชนกันเข้าเต็มๆ
เท่านั้นแหละความเจ็บก็หายเป็นปลิดทิ้ง หัวใจคนน้องเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะเมื่อเจอกับดวงตาสีควันบุหรี่ของเขาจ้องมองอยู่
มันใกล้...ใกล้มากๆ จนแอบคิดว่า
“อยากจูบ”
อยู่ดีๆ ก็พูดความคิดตัวเองออกมาเฉยเลย!!
คนน้องหน้าแดงก่ำ ดวงตากลมเบิกโพลงด้วยความตกใจ จังหวะนั้นเธอทำอะไรไม่ถูกรีบเปิดประตูแล้วชิงลงจากรถก่อนที่เขาจะตามมา
บ้าเอ๊ย! พูดอะไรของแกเนี่ยคนน้อง ปฏิเสธเขามาได้ตั้งนานแต่มาตายเอาตอนจบเนี่ยนะ โอ๊ย...แล้วจากนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน มีหวังโดนเขาล้อไปอีกนานแน่
โอ๊ย...จะบ้าตายรายวัน
!
[1] จากเรื่อง กลิ่นกาสะลอง ฉายทางช่องสาม เป็นมุกที่ล้อกันว่าเป็นพี่น้องที่รักกันแบบตบตีกันตลอดเวลา
