บทที่ 5 หนีเก่ง
โดยปกติแล้วกลางไม่ได้มานอนบ้าน ตั้งแต่เรียนจบเขาก็พักอยู่ที่ออฟฟิศเพื่อความสะดวกต่อการเดินทางไปทำงาน อยู่ได้สักสองสามปีก็เก็บเงินซื้อคอนโดเป็นของตัวเองโดยมีพ่อเป็นคนจ่ายเงินดาวน์ให้ หลังจากนั้นก็อยู่คอนโดยาวๆ ส่วนบ้านหลังนี้คนน้องอยู่กับพ่อแม่ พี่ใหญ่เป็นวิศวกรเลยต้องย้ายที่ทำงานบ่อยๆ ปัจจุบันก็พักอยู่บ้านเมียบ้างคอนโดบ้าง แต่จะอยู่บ้านนู้นเป็นส่วนใหญ่
แต่เพราะเช้านี้ต้องหิ้วน้องสาวไปทำงานด้วยกลางเลยกลับมานอนบ้านในรอบปี พอแม่รู้ว่าลูกชายคนรองจะมานอนก็ตื่นเต้นไปซื้อของทำกับข้าวเช้าตั้งแต่ตีสี่ ได้ยินเสียงตะหลิวกับกระทะกระทบกันตั้งแต่เช้าตรู่ คนน้องลงมาจากห้องถึงกับต้องอ้าปากค้างเพราะอาหารเต็มโต๊ะ
“โหแม่ ตอนพี่กลางไม่มาไม่เห็นทำกับข้าวเยอะอย่างนี้เลย”
ลูกสาวคนเล็กของบ้านบ่นอย่างงอนๆ ก่อนจะเดินขยี้ตาไปนั่งที่ประจำของตัวเอง สูดหายใจเข้าลึกๆ ดมกลิ่นอาหารเช้าที่ไม่ได้กลิ่นมาแสนนาน
“ก็เราบอกแม่เองว่ากำลังลดน้ำหนักไม่ให้ทำกับข้าวเยอะไม่ใช่เรอะ นี่แม่ก็ทำเพราะนานๆ พี่เขาจะกลับมา อยากให้แม่ทำให้ทุกวันปะล่ะจะได้บ่นว่าอ้วนอีกน่ะหือ?”
“แม่อะ แซวแรงไปแล้วนะ”
ก็จริงอย่างแม่ว่านั่นแหละ เธอเป็นคนบอกแม่เองว่าอยากลดน้ำหนักแม่เลยปรับเปลี่ยนการทำอาหารให้ตั้งแต่เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
มื้อเช้าเป็นของที่ย่อยง่ายไฟเบอร์สูง มื้อเที่ยงเน้นโปรตีน มื้อเย็นก็ต้องทำเร็วกว่าปกติเพราะไม่กินข้าวหลัง 6 โมงเย็น เป็นคุณแม่ที่ใส่ใจลูกๆ แล้วก็ใจดีแบบสุดๆ หากว่ามีลูกคนน้องเองก็อยากจะเป็นแม่ที่ดีให้ได้เหมือนแม่
“แม่อย่าสปอยยัยเล็กนักเลย ลดไปทำไมความอ้วนไม่เห็นว่าจะอ้วนตรงไหน”
กลางเดินลงมาจากชั้นสองได้ยินบทสนทนาระหว่างแม่กับน้องสาวเข้าให้พอดี แต่เขาไม่ได้ลงมาสภาพเหมือนคนเพิ่งตื่นแบบคนน้อง ทั้งอาบน้ำแต่งตัวเซตผมพร้อมไปทำงานเรียบร้อย
“พี่กลางเร็วไปปะเนี่ย รีบไปไหนอะ”
“วันนี้นัดพี่ซันไว้แปดโมงอะดิ นี่หกโมงแล้วแกยังไม่อาบน้ำแต่งตัวอีกเหรอ”
“มากินข้าวก่อนได้ปะ น้องหิวอะ”
“มันจะไม่ทันเอานะ แวะร้านสะดวกซื้อแล้วกินบนรถเอาไหม”
ตอนนี้หกโมงเช้า จากนี่ไปถึงที่หมายก็เกือบๆ สองชั่วโมงไหนจะรถติดอีก ถึงจะเป็นเพื่อนพี่ชายแต่เขาก็ไม่อยากทำให้ลูกค้าไม่ประทับใจ
“แวะร้านสะดวกซื้อก็ต้องรอเวฟอยู่ดีป่าว นะๆๆ”
“ไม่ได้ เร็วดิ ไม่ได้พูดเล่นนะเนี่ย”
“น้องเป็นคนกินเร็ว ไม่มีปัญหา”
พูดไปก็ยักคิ้วให้พี่ชายไปหนึ่งกรุบ พอดีกับที่แม่ตักข้าวต้มเอามาวางไว้ให้คนน้องจึงรีบตักเข้าปากโดยไม่เป่าให้ดีเสียก่อน ส่งผลให้โดนข้าวต้มลวกปากเข้าให้
“โอ๊ย ร้อนๆๆๆๆ” มือควานหาน้ำดื่มแทบไม่ทัน ลิ้นแทบพองเมื่อเจอข้าวต้มร้อนๆ เข้าไป
“ใจเย็นๆ สิเล็กลูก ไม่ต้องรีบขนาดนั้น”
“หนูไม่ได้รีบ ไม่ทันได้มองอ่า”
น้ำเย็นๆ ถูกดื่มเข้าไปดับอาการแสบร้อนที่เกิดขึ้นแต่ก็ไม่ช่วยเท่าไรนัก เธอมองไปที่ชามข้าวต้มอย่างอาลัยอาวรณ์ ดูทรงแล้ววันนี้คงไม่ได้กินมันต่อแล้ว
ลาก่อนนะเจ้าข้าวต้มจ๋า แล้วข้าจะคิดถึงเจ้า
“กลางนี่ก็เร่งน้องจังเลย ให้น้องกินข้าวก่อนสิลูก”
“ผมจะสายแล้วแม่ โตจนป่านนี้แล้วแม่ไม่ต้องห่วงกับแค่ข้าวต้มลวกปากหรอก”
“เรานี่ก็นะ งั้นรอเดี๋ยวแม่ไปปิ้งขนมปังหยิบนมไปให้รองท้องก่อน ขอ 1 นาที”
แม่ก็เป็นอย่างนี้ทุกที ชอบโอ๋คนน้องเหมือนเป็นเด็ก 2.3 ขวบอยู่ตลอดเวลา นี่ขนาดเรียนจบควรหางานทำได้แล้วพ่อแม่ก็ยังโอ๋ไม่เลิก ทีกับกลางแล้วก็พี่ใหญ่นี่เลี้ยงมาด้วยลำแข้ง กว่าจะมีวันนี้บอกเลยว่าไม่ง่าย
“แล้วนี่แม่จะเลี้ยงยัยเล็กไปตลอดชีวิตเลยปะ ขืนทำอย่างนี้ต่อไปน้องไม่มีวันโตหรอก”
กลางมองนาฬิกาข้อมือแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ยังไงก็สายดูทรงแล้วกินอะไรรองท้องไปก่อนคงไม่สายกว่าเดิมสักเท่าไรหรอก
“แกก็ว่าเกินไป แม่มีลูกสามคนก็เลี้ยงแบบนี้ทุกคน”
“หรา” เขาลากเสียงยาวอย่างประชดประชัน
“แล้วพี่กลางมีปัญหาอะไร แม่อุตส่าห์เลี้ยงน้องมาจนโตขนาดนี้แล้วก็เลี้ยงจนตายไปเลยดิ เนอะแม่เนอะ” คนน้องหันไปยักคิ้วให้แม่อย่างไม่สำนึก
“อันนี้มากไป อะนมกับขนมปังปิ้ง กินรองท้องก่อนพอถึงนู่นแล้วค่อยหาข้าวกินนะลูก”
สองคนรับกันไปคนละชุด เป็นขนมปังทาแยมกับนมใส่กล่องห่อด้วยผ้าสีสันสดใสตามแบบฉบับแม่บ้านญี่ปุ่นช่องที่แม่ชอบดูบ่อยๆ
“แล้วนี่ตอนเย็นเสร็จกี่โมงล่ะ ถ้าเย็นมากก็นอนคอนโดพี่ใหญ่เลยไม่ต้องฝืนขับรถกลับบ้านเข้าใจไหม”
“รู้แล้วน่าแม่ กลางไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ”
“แต่เล็กยังเด็กอยู่ แกต้องดูแลน้องให้ดีสิ”
“ยัยเล็กก็ไม่เด็กแล้ว เนี่ยไปหาสมัครงานได้แล้วเหอะ”
วกเข้ามาเรื่องนี้เหมือนมีมีดปักเข้ากลางใจคนน้องเต็มๆ ใช่ว่าเธอจะไม่พยายามหาสมัครงานเสียเมื่อไร คนไม่ได้เลือกงานแต่งานมันเลือกคนน่ะเข้าใจไหม
“เพิ่งจบมาได้ไม่กี่เดือนเองค่อยๆ หาไป ที่จริงแม่ก็อยากให้น้องได้ทำงานกับที่ที่ไว้ใจได้ ถ้ากลางรู้จักที่ไหนก็แนะนำน้องทีนะ ไม่อยากให้ไปไกลหูไกลตา”
“เดี๋ยวผมจะแนะนำที่ไกลๆ เลยดีไหม ยายเด็กลูกแหง่นี่จะได้โตสักที”
“ตากลาง...”
“ไปแล้วนะแม่ สายแล้ว สวัสดีครับ”
พูดจบกลางก็หยิบกุญแจรถแล้วเดินนำออกไปทันที คนน้องทำอะไรไม่ได้เลยหันมากอดแม่แล้วเดินตามพี่ชายออกจากบ้านไป
ทว่าทันทีที่ขึ้นรถเธอกลับมีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจเท่าไรนัก
“ทำหน้าเหมือนตูดอีกละ ไปทำงานค่าจ้างตั้งสองสามพันทำหน้าให้มันสดชื่นหน่อย”
“พี่ว่า...น้องจะหางานได้ไหมอะ นี่ลองสมัครมาตั้งหลายที่แล้วก็ไม่เห็นจะมีที่ไหนเรียกเลย หรือว่าต้องให้แม่เลี้ยงไปจนตายจริงๆ”
เห็นเพื่อนหลายคนเรียนจบมีงานทำกันหมดแล้วมันก็ใจแป้วแปลกๆ ทุกวันนี้ยังต้องไลน์ไปขอเงินแม่เพื่อซื้อสกินแคร์อยู่เลย
“ก็ต้องลองสมัครดูหลายๆ ที่ ที่นี่ไม่ได้ก็ไปที่อื่น ทุกบริษัทมันก็มีคนเข้าออกทั้งนั้นแหละ”
“แล้วถ้าที่นั่นมันดีทำไมคนเก่าต้องออกอะ”
คำถามของเธอทำให้กลางหันขวับมามองทันที
“คนในอยากออกคนนอกอยากเข้า ไม่เคยได้ยินเหรอ”
“น่ากลัว...”
“แต่ก็ไม่ใช่ทุกที่หรอก เออนี่ พี่ได้ยินจากพี่ซันมาว่าพนักงานบัญชีที่คลินิกลาออกเขาเลยรับคนใหม่ เราสนใจไหมล่ะ”
คนน้องขมวดคิ้วมองพี่ชาย นี่คนที่สองในชีวิตเธอแล้วที่พูดเรื่องการสมัครงานที่นี่ขึ้นมา รู้สึกเหมือนโดนยิงแอดยังไงไม่รู้
“พี่พูดเหมือนยัยจูเลย มีจุดประสงค์อะไรปะเนี่ย?”
“หมายความว่าไงมีจุดประสงค์อะไร ก็แกอยากได้งาน พี่ซันเขารับสมัครพนักงานแถมตรงสายที่แกเรียนมาด้วยนี่ เงินเดือนก็ดีแถมอยู่ใกล้คอนโดพี่ใหญ่ด้วยนะ”
เหมาะเจาะพอดีเลยเนอะ ทั้งเรื่องที่เธอมีอะไรกับเขาในวันที่เขาเลิกกับแฟน 6 เดือนต่อมาได้ยินข่าวเรื่องเลิกราของเขาพร้อมกับคลินิกเขารับสมัครงาน แล้วคนสองคนที่สนิทกับเธอก็เอาเรื่องนี้มาบอก รู้สึกเหมือนจะบังเอิญแต่ก็แปลกๆ
“ไม่สนใจก็แล้วแต่ ไม่ได้บังคับ แต่ถ้าจะทำงานที่ไหนสักที่พี่ก็แนะนำที่นี่นะ”
“ขอผ่านแล้วกันค่ะ”
“ทำไม?”
พูดได้เหรอ พูดได้จริงๆ เหรอพี่
มีหลายเหตุผลที่เธอไม่อยากทำงานที่นั่น ซึ่งเหตุผลหลักก็คือเขานั่นแหละ...
แค่คิดว่าต้องทำงานด้วยกัน เจอหน้ากันทุกวันทั้งที่ภาพที่เธอตื่นขึ้นมาเจอเขานอนข้างๆ วันนั้นยังติดตา รู้สึกวูบวาบๆ อยู่ในใจแปลกๆ
เพราะฉะนั้น นั่นจะเป็นทางสุดท้ายที่เธอจะเลือกไม่ว่าจะยังไงก็ตาม!
การมาทำงานกับกลางก็ไม่มีอะไรหรอก แค่งานผู้ช่วยช่างภาพที่เธอเคยช่วยพี่ชายทำบ่อยๆ คอยหยิบนั่นจัดนี่เป็นลูกมือให้พี่กลางเท่านั้นไม่มีอะไรจริงๆ
ตัวงานมันไม่มีอะไรก็จริงอยู่ แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่งานเนี่ยสิ
คนน้องนั่งตัวแข็งทื่อทำหน้าไม่ถูกอยู่หน้างานโดยที่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ รู้สึกเหมือนตัวเองตัวลีบลงจนเหลือสองเซนฯเพราะโดนสายตาของคุณทันตแพทย์หนุ่มจ้องอยู่ตลอดเวลา
เขามีบุคลิกที่ดูใจดีมาก อบอุ่น น่าจะเข้ากับคนง่าย แต่พอมองหน้าเขาแล้วมันอึดอัดแปลกๆ ตอนนี้เธอเริ่มคิดแล้วว่าไอ้เงินสองสามพันที่พี่ชายจะให้นี่มันคุ้มค่ากันไหมกับอาการประสาทเสียที่ตัวเองเจออยู่
งานแรกของเราเริ่มที่การถ่ายโปรไฟล์ของพนักงานแต่ละคนตามด้วยรูปสำหรับแนะนำภายในคลินิกเพื่อเอาขึ้นเว็บไซต์ ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีจนกระทั่ง...
“ขอโทษนะครับ พอดีชุดผมมีปัญหามีใครว่างเข้ามาช่วยได้บ้าง?”
เสียงของหมอซันดังมาจากห้องพักทันตแพทย์ชั้นล่างซึ่งถูกจัดเป็นห้องแต่งตัวของเขาคนเดียว ส่วนพนักงานคนอื่นๆ รวมทั้งหมอฟันอีกท่านที่เป็นผู้หญิงจะแต่งตัวที่ชั้นบน
ตอนที่เขาร้องเรียกนอกจากคนน้องที่ยังว่างอยู่คนอื่นๆ ก็ดูยุ่งกันหมดกลางเลยหันมาพยักพเยิดให้น้องสาวเข้าไปหาหมอซันโดยด่วน
“นะ...น้องเหรอ?” ชี้มาที่ตัวเองเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ดูก็รู้ว่าการเข้าไปในห้องนั้นไม่ได้มีอะไรการันตีความปลอดภัยเลยสักนิด
“เร็วสิน้อง เดี๋ยวต้องถ่ายคิวต่อไป คิวสุดท้ายแล้วนะ”
เพราะพี่ชายว่าอย่างนั้นเธอเลยต้องเดินคอตกเข้าไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทันทีที่เปิดประตูดวงตากลมก็เบิกโพลงราวกับเห็นผี แต่ที่อยู่ตรงหน้าเธอมันดันไม่ใช่ผี แต่เป็นหมอซัน หมอซันที่สวมสูทสีครีมแค่ท่อนล่างส่วนท่อนบนนั้นเปลือยเปล่า!!
เปลือยแบบที่เปลือยจริงๆ ไม่ได้สวมเสื้อเชิ้ตหรืออะไรทั้งนั้น ผิวเขาขาวจนน่าตกใจ ขนาดที่ว่าเธอเป็นคนขาวที่สุดในรุ่นยังไม่ขาวขนาดนี้ แล้วไหนจะหัวนมชมพูที่ดึงดูดสายตานั่นอีก อ้ากกก คนสวยอยากกรี๊ด
“รีบเข้ามาสิ ล็อกประตูด้วยนะ”
รอยยิ้มของเขาทำให้ใจสั่นจนหน้าร้อนผ่าวไปหมด แม้จะงงๆ นิดหน่อยแต่คนน้องก็เข้าไปข้างในแล้วล็อกประตูตามที่เขาสั่ง
แต่เดี๋ยว...แค่เข้ามาช่วยเรื่องชุดจะล็อกประตูทำไม
กว่าจะรู้ตัวก็สายไปเสียแล้ว คนน้องถูกซันดึงแขนอย่างแรงให้เข้าไปหาเขาก่อนที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะปรากฏที่ใบหน้า
“มานี่เลย”
คำสั้นๆ ของเขาทำให้เธอสั่นไปทั้งตัว ไม่ทันได้ตีความหมายก็ถูกเขาอุ้มจนตัวลอยขึ้นไปนั่งบนโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่ในห้องแล้วจับขาเธอแยกออกจากกันก่อนจะแทรกตัวเข้ามาทั้งอย่างนั้น
กรี๊ด! จะทำอะไรของเขา?!
ในนี้เป็นห้องเล็กๆ ไม่ได้กว้างอะไรมากมายแล้วประตูยังเป็นกระจกขุ่นที่หากเข้าไปใกล้มากพอคนข้างนอกก็จะมองเห็นข้างในได้อีก
จากที่ได้ยินเสียงคนข้างนอกดังเข้ามาตลอดเวลาคิดว่าห้องนี้คงไม่เก็บเสียง แล้วเขาทำแบบนี้คิดจะทำอะไรกันแน่
“พะ...พี่ซัน” เสียงสั่นๆ เอ่ยเรียกชื่อเขา ดวงตากลมโตหลุบมองต่ำไม่กล้าปะทะสายตาของเขาที่มองมาอย่างไม่ละสายตา แต่กลายเป็นว่าเธอโดนดึงดูดด้วยยอดอกชมพูของเขาจนต้องเสมองไปทางอื่นแทน
บ้าเอ๊ย...สถานการณ์อะไรกันเนี่ย
“พี่คิดว่าพี่มีปัญหา...”
อยู่ๆ เขาก็โน้มหน้าเข้ามาใกล้จนคนน้องต้องหดคอหลบ อีกนิดปลายจมูกเขาจะโดนแก้มเธออยู่แล้วเล่นเอาหน้าร้อนไปหมด
เอายังไงดี จะทำยังไงดี เขาต้องการอะไรทำไมไม่พูดออกมาตรงๆ เอาแต่เล่นกับความรู้สึกของเธออยู่ได้
“ปัญหาคืออะไรคะ” แล้วทำไมต้องคุยท่านี้ด้วย ประโยคหลังเธอพูดอยู่ในใจ
“พอดีชุดพี่มันมีปัญหา คนเล็กช่วย แก้ ให้พี่หน่อยได้ไหมครับ?”
เขาเน้นคำว่าแก้จนเธอเริ่มเลิ่กลั่ก แก้มาขนาดนี้แล้วมีอะไรให้แก้ต่ออีก อย่าบอกนะว่าจะให้แก้กางเกง...
“หน้าแดงจัง คิดอะไรอยู่หือ?” ซันว่าอย่างรู้ทัน
“ปะ...เปล่าสักหน่อย พี่ซันจะให้น้องแก้อะไรคะ แล้วจะกระซิบทำไม พูดปกติก็ได้”
ได้ยินอย่างนั้นแล้วแทนที่เขาจะยอมถอยห่างออกไปกลับขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม เท่านั้นไม่พอมือเขายังจับเอวเธออย่างถือวิสาสะ
คนน้องตัวแข็งทื่อ เธอไม่รู้ว่าต้องรับมือกับมันยังไงดี อีกใจหนึ่งก็คิดว่าตะโกนให้พี่ชายมาช่วยเลยดีไหม แต่อีกใจก็อยากรู้ว่าเขาจะกล้าทำถึงขั้นไหนเพราะยังไงเราก็ผ่านเรื่องนั้นด้วยกันมาแล้วครั้งหนึ่ง
แต่จะว่าไป...นี่มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอ ท่าทางแปลกๆ ของเขาตอนนี้ต่างจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง ไหนพี่กลางบอกว่าเขาไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยไม่มีวันเอาเรื่องเธอเรื่องเสื้อเมื่อวานไง
หรือว่าจะไม่ใช่เรื่องเสื้อจริงๆ
เขาคงสังเกตเห็นสีหน้าเธอออกเลยชิงตอบคำถามด้วยคำตอบสั้นๆ
“หนีเก่ง”
คนน้องมองหน้าเขาตาเบิกโพลงยิ่งกว่าเดิม “พี่...”
คำว่าหนีเก่งของเขานี่มันหมายความว่ายังไง เธอไปหนีอะไรเขา?
ถ้าจะให้พูด ครั้งเดียวที่เธอหนีเขาก็ไม่พ้นเช้าวันนั้นที่ตื่นขึ้นมาบนเรือ แต่เขาจะหมายถึงวันนั้นจริงเหรอ...
“หมายถึงอะไรคะ น้องหนีอะไรพี่ เมื่อวานพี่บอกเองว่าเสื้อซักได้ไม่เป็นไร แล้วทำไมถึง...”
ลองแถไปเรื่องอื่นก่อนเผื่อไม่ใช่ จนกระทั่งได้ยินคำตอบของเขา
“พี่หมายถึงโจรน่ะครับ วันนั้นบนเรือพี่เข้าห้องผิดแล้วเข้าห้องใครก็ไม่รู้ แต่ตอนตื่นมาดันทำของหายหายังไงก็ไม่เจอคิดว่าโจรคงเข้าห้องเลยไปถามพนักงานว่าเป็นห้องใคร พนักงานบอกว่าเป็นห้องน้องเจ้าบ่าว...”
เธอชาไปหมดทั้งตัว รู้สึกเหมือนกำลังถูกเขาหยั่งเชิงชอบกล การที่เขาลากเธอเข้ามาในห้องแบบนี้ทั้งที่ไม่ได้มีประเด็นอะไรกันมาก่อน จับเธออยู่ในท่าล่อแหลมแล้วพูดถึงเรื่องบนเรือ เห็นได้ชัดว่าเขาจงใจ
แต่ในเมื่อเขาไม่ได้พูดมันออกมาตรงๆ เธอก็มีสิทธิ์แกล้งไม่รู้สิ จริงไหม?
“ห้องพี่กลางเหรอคะ? แย่จัง เดี๋ยวน้องถามพี่กลางให้”
“เปล่าครับ ห้องเธอนั่นแหละ”
ไม่ให้โอกาสได้แถเลยว้อย!!
“เอ่อ...วันนั้นน้องเมาเลยไปนอนกับคุณแม่น่ะค่ะ ว่าแต่โจรมันเอาอะไรของพี่ซันไปคะ ของแพงหรือเปล่า”
แกล้งทำไก๋ไปก่อนแล้วกันเผื่อไม่ใช่ แม้จะรู้คำตอบอยู่แล้วก็ตาม
“ประเมินราคาไม่ได้เลยล่ะครับ”
เธอเริ่มย้อนนึกว่าวันนั้นตัวเองออกมาจากห้องแล้วเอาะไรออกมาด้วยบ้าง เท่าที่จำได้นอกจากเสื้อผ้าตัวเองแล้วไม่ได้หยิบอะไรของเขามาเลยสักอย่าง เขากำลังโมเมหรือเปล่า หาหลักฐานเรื่องอื่นมาแบล็กเมล์ไม่ได้เลยเอาเรื่องของหายมาขู่
“งั้นเอาอย่างนี้นะคะ น้องจะบอกพี่ใหญ่ติดต่อเรือให้ตรวจกล้องวงจรปิดให้ แขกบนเรือมีแต่คนรู้จัก คงหาคนร้ายได้ไม่ยาก”
“เรื่องนั้นไม่ต้องหรอกครับ ผ่านมาตั้ง 6 เดือนแล้วกล้องคงโดนเซฟทับไปหลายรอบแล้วล่ะ”
“แล้วพี่จะให้น้องทำยังไงคะ ถ้าอย่างนั้นน้องก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว หลีกด้วยค่ะ ชุดมันมีปัญหาตรงไหนมาน้องจะแก้ให้”
เธอว่าอย่างมีน้ำโหนิดๆ การถูกเขาปั่นหัวมันไม่สนุกเลยสักนิด เขาจะรู้ไหมว่าขณะที่เขากำลังเล่นสนุกเธอน่ะหัวร้อนจนจะจับเขาทุ่มได้แล้ว
คนน้องยกมือขึ้นดันอกเพื่อให้เขาออกไปให้พ้นทางจะได้ลงสักที ทว่าทันทีที่แตะแผงอกแกร่งกลับถูกซันรวบเอวจนเข้าไปชิดกว่าเดิม
ใบหน้าเธออยู่ห่างจากเขาแค่คืบ ลมหายใจอุ่นเป่ารดปลายจมูก เธอต้องเบนสายตามองไปทางอื่นเพราะสู้สายตาเขาไม่ไหว
“ยะ...หยุดนะคะ ไม่อย่างนั้นน้องจะร้องให้คนช่วย”
“พี่จะทำอะไรน้องไอ้ใหญ่ได้ แล้วไอ้กลางก็อยู่ข้างนอก”
“จากท่าที่อยู่ตอนนี้ก็คิดว่ากล้าทำอยู่นะคะ”
“ทำอะไรล่ะ ทำอย่างที่เราทำกันบนเรือเหรอ?”
“ใครจะมีอะไรกับพี่ในนี้กัน...”
สิ้นคำพูดของคนน้องเท่านั้นแหละทั้งห้องก็เงียบไปในทันที มีเพียงเสียงเพลงข้างนอกที่เปิดบิ๊วนางแบบและเสียงกลางสั่งให้เปลี่ยนท่าดังอยู่ซ้ำๆ ส่วนคนพูดตอนนี้นั้นอยากเอาหน้ามุดดินให้รู้แล้วรู้รอด
รอยยิ้มที่ไม่หายไปจากใบหน้าหวานของทันตแพทย์หนุ่มทำให้เธอรู้ตัวว่าเสียรู้เขาเข้าให้แล้ว
“พี่หลอกให้น้องพูดเหรอ” คิ้วสวยขมวดจนแทบจะผูกโบได้อยู่แล้ว ดวงตาของเธอสั่นระริก หัวใจเต้นแรงจนเหงื่อออกมือเปียกชุ่มไปถึงผิวของซันที่ถูกจับอยู่
“หลอกตอนไหน”
“พี่จำได้?”
“อ่าฮะ”
“แค่ไหนคะ”
“ก็...ถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะหมดทุกเรื่องนะ”
“ตั้งแต่ตอนไหน”
“ตั้งแต่แรก เราเมาแล้วเข้ามาชนทำแชมเปญหกเลอะเสื้อพี่ ทำมือถือพี่ตกน้ำแล้วยังล่อพี่เข้าห้องอีกต่างหาก”
คนน้องพยายามนึก เธอจำตรงนี้ไม่ได้เลย ภาพมันเบลอๆ จางๆ คว้าจับอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง
“พี่โมเมขึ้นมาเองหรือเปล่า น้องขี้อายขนาดนี้จะไปกล้าล่อพี่เข้าห้องได้ไง”
“มีคนขี้อายที่ไหนเขาประกาศว่าตัวเองขี้อายบ้างล่ะ”
“น้องไง”
ใสซื่อจริงยัยคนเล็ก!
“ถ้างั้นอยากไปดูกล้องบนเรือไหมล่ะ พี่จะไปขอให้”
“ไหนพี่บอกว่ามันเซฟไฟล์ทับไปหลายรอบแล้วไงคะ”
คิดจะมาหลอกเธอเหรอ ฝันไปเถอะ ตอนนี้เธอไม่สังเกตตัวเองเลยว่าความระแวดระวังที่มีต่อเขานั้นหายไปหมดแล้ว กระทั่งว่าเขาจับเอวอยู่นานสองนานก็ยังไม่ใส่ใจ
“แต่ก็ช่างมันเถอะ ถ้าที่หายคือมือถือน้องใช้คืนให้พี่ก็ได้ แต่ต้องรอนะเพราะน้องยังไม่ได้ทำงาน ยังหางานไม่ได้”
“ถ้าพูดถึงเรื่องหางานพี่ก็จะพูดเหมือนกัน วันก่อนไอ้ใหญ่ส่งใบสมัครของเธอมาให้พี่ แล้วพี่ก็ให้ผู้จัดการรับไปแล้วด้วย”
“อะไรนะ!!”
เสียงของคนน้องดังจนข้างนอกได้ยินจนพากันชะงักไปครู่หนึ่ง แต่คิดว่าไม่มีอะไรเลยทำงานกันต่อ ทำให้คนในห้องต้องกลับมาพูดเสียงกระซิบอีกครั้ง
“พี่จะรับพนักงานมั่วซั่วแบบนี้ได้ไง แล้วน้องไม่ได้ส่งใบสมัครเองด้วย มันผิดกฎหมายนะ”
“ที่จริงมันไม่ผิดกฎหมาย เพราะในนั้นมีลายเซ็นเธอชัดเจน”
“แต่น้องไม่ได้เซ็น”
“มันลายเซ็นเธอนี่”
เขามันโมเมเก่งที่สุด น่าหงุดหงิด
“ไม่รู้ล่ะ น้องไม่รับรู้ ไม่ทำ อยากให้มาทำก็ไปฟ้องพี่ใหญ่เอา”
“แน่ใจนะ?”
ไม่ชอบรอยยิ้มของเขาเลย โดยเฉพาะรอยยิ้มที่กำลังบอกว่าเธอจะต้องแพ้ให้เขาทุกทาง
“พี่บอกแล้วว่าวันนั้นเธอเอาของของพี่ไปเธอต้องรับผิดชอบ ฉะนั้น ไม่ว่าจะยังไงพี่ก็จะเอาเธอมาทำงานด้วยให้ได้”
“ถ้าแค่มือถือไม่กี่หมื่นต้องทำขนาดนี้งั้นก็แล้วแต่เลยค่ะ น้องไม่ทำงานนี้ แล้วก็ไม่คืนเงินให้ด้วย ไม่มีหลักฐาน”
“ใครบอกว่าของที่เธอเอาไปคือมือถือ?”
“แล้วคืออะไรคะ?”
“หัวใจพี่ไง”
เสี่ยวเป็นบ้า!!!
