บทที่ 7 ลังเล

ท่าทางของพ่อวันนั้นทำให้คนน้องคิดไม่ตก เธอกังวลจนทนอยู่บ้านไม่ได้ต้องขับรถมานั่งเล่นที่คอนโดเพื่อน แต่พอมาก็เจอเพื่อนกำลังทำงานอีก

การเป็นคนว่างงานไม่เคยเป็นปัญหาใหญ่ของเธอเลย ต่อให้เธออยากมีรายได้เป็นของตัวเองแค่ไหนแต่ก็รู้สึกว่ารอต่ออีกหน่อยก็ได้ แต่ตอนนี้เธอกำลังเครียด มือจิ้มมือถือกดเข้าเมลตลอดเวลาว่ามีบริษัทไหนติดต่อกลับมาบ้างหรือเปล่า

แต่ก็ไม่มี!

“ฉันอยากแนะนำแกมาสมัครที่บริษัทที่ฉันทำมากเลยแต่ตำแหน่งมันเต็มอะ ขอโทษด้วยนะคนน้อง”

จูเน่ว่าด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด ทั้งที่จริงๆ ไม่ใช่ความผิดเธอเลยสักนิดเดียว

“แกจะมาขอโทษฉันทำไม ความผิดแกที่ไหน”

“ตอนแรกก็ไม่ได้รู้สึกผิดขนาดนั้นหรอก พอรู้ว่าแกมีปัญหาเรื่องเงินมันก็อดไม่ได้อะ ที่นี่ดีมากเลยนะทำงานที่ไหนก็ได้ ไว้คราวหน้าถ้ามีรับสมัครฉันจะบอกแกคนแรกเลย”

ถ้าจะมีใครสักคนกังวลกับปัญหาของคนอื่นราวกับว่าเป็นปัญหาของตัวเองคงไม่พ้นจูเน่ ตั้งแต่คบกันมาจูเน่เป็นเพื่อนที่ดีมากๆ เป็นผู้ฟังแล้วก็ให้คำปรึกษาที่ดีเสมอ มีบางช่วงที่เราเรียนกันคนละสายเลยต้องห่างๆ กันไปแต่พอกลับมาอยู่ด้วยกันความสนิทสนมกลับไม่ลดลงเลย

“ขอบใจนะจู ฉันรักแกจริงๆ” คนน้องยิ้มให้เพื่อนด้วยความจริงใจ

“ฉันก็รักแกยัยน้อง แต่ว่าฉันก็ยังแนะนำให้แกใช้เส้นพี่ชายไปทำงานที่คลินิกหมอซันนะ”

แค่ได้ยินชื่อนั้นคนน้องก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว หันขวับไปมองหน้าเพื่อนคอแทบเคล็ด

“อันนี้ไม่รักละ”

“ทำไมอะ ดูนี่สิเขายังรับสมัครอยู่เลยนะ หมดเขตอาทิตย์หน้าแน่ะ” จูเน่ยื่นหน้าจอไอแพดที่เปิดหน้ารับสมัครงานผ่านแอพ X ของคลินิกให้เพื่อนดู

“คลินิกเขาดังจะตาย ตำแหน่งก็ไม่ใช่ว่าจะเฉพาะทางอะไรคงมีคนไปสมัครเยอะแยะ ไม่มีทางที่เขาจะเลือกฉันหรอก”

เธอพยายามพูดให้เพื่อนเข้าใจถึงเหตุผลที่ไม่อยากไปสมัครที่นั่น ทั้งที่ความจริงตัวเองก็น่าจะได้งานแล้วเพียงแต่ไม่อยากทำ

ที่จริงทางนั้นก็ดูอยากล่อให้เธอเข้าไปทำงานใจจะขาด ขอแค่เธอตกลงก็พร้อมเข้าไปเป็นพนักงานในคลินิกหมอซันได้ทันที แต่คนน้องไม่อยากไป ไม่อยากทำ ยิ่งรู้ว่าเป็นผู้ชายที่จ้องจะงาบตัวเองตลอดเวลายิ่งไม่อยากเข้าไปใหญ่

ถ้าเกิดว่าเขาจะใช้เรื่องนั้นแบล็กเมล์เธอจริงๆ แล้วต่อไปเธอต้องเจอกับอะไรอีก ตอนที่อยู่บนเรือทำไมถึงได้ใจกล้านักนะยัยน้องยัยบ้าเอ๊ย ถ้าเกิดจำเรื่องนั้นไม่ได้เธอคงไม่เชื่อว่าตัวเองทำมันลงไปจริงๆ

“เออนี่จู...” ถ้าขืนเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจต่อไปเธอต้องเป็นบ้าแน่ๆ อย่างน้อยก็ควรมีใครสักคนรู้เรื่องบ้าง

และคนคนนั้นคือแก จูเน่ ฉันเลือกนาย!

“ว่า?”

“ฉันมีเรื่องของเพื่อน จะเล่าให้แกฟัง”

เรื่องของเพื่อน = เรื่องของตัวเอง ใจอยากเล่าให้เพื่อนฟังไปตามตรงแต่ยังไม่กล้าพอ

“อ่าฮะ เล่ามาสิ” จูเน่วางไอแพด หันมาฟังเพื่อนอย่างตั้งใจ ตั้งใจกว่าตอนเรียนเสียอีก

คนน้องเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนฟังตั้งแต่บนเรือ ในห้อง ไปจนถึงตอนที่เธอออกจากห้องมาแล้วเจอเขาอีกครั้ง เล่าเรื่องเขาพยายามให้เธอไปทำงานด้วยอีกนิดหน่อยโดยใช้คำว่า ‘เพื่อน’ บังหน้า

จูเน่ทำหน้าไม่เชื่อเท่าไร รู้ไต๋หมดว่าคนน้องโกหกแต่ก็ยังทำเป็นเชื่อพยักหน้าหงึกหงักไปตามน้ำเพราะไม่อยากให้เธอหยุดเล่า

ตอนที่ได้ฟังรู้สึกช็อกนิดหน่อย ไม่คิดเลยว่ายัยน้องนุ่มนิ่มคนนี้จะใจกล้าได้ขนาดนั้น แต่ก็เข้าใจได้เพราะยัยนี่ตอนเมาก็จัดได้ว่าเป็นคนสุดติ่งคนนึง

“แล้วเพื่อนแกคนนั้นตัดสินใจว่าไงอะ จะไปทำงานกับเขาไหม เห็นว่ายังหางานไม่ได้ด้วยนิ”

เรื่องหางานไม่ได้คนน้องไม่ได้เล่า แต่จูเน่รู้แล้วว่าเธอเล่าเรื่องตัวเองเลยหลอกถามเนียนๆ

“ก็...ไม่รู้อะ ถ้าถึงที่สุดแล้วยังหางานไม่ได้คงไปทำกับเขามั้ง”

“แต่ก็ยังหางานไม่ได้นิ ฉันว่าไปทำกับพี่เขาก็ไม่แย่นะ เพื่อนแกก็ไม่ได้ไม่ชอบเขา แล้วยังอ่อยเขาฉ่ำขนาดนั้น เขาก็ดูสนใจเพื่อนแกแล้วยังให้ไปทำงานมีเงินเดือนอีก มีแต่ได้กับได้”

“แต่มันจะไม่น่าเกลียดเหรอ ทำงานกับเขาแต่ไม่บริสุทธิ์ใจจะมองเขาเป็นเจ้านายเนี่ยนะ?”

“แต่เขาก็ไม่บริสุทธิ์ใจกับแกนี่ วินวินปะ”

“ก็รู้ แต่ว่า...”

“อ้าว ยอมรับแล้วดิว่าเรื่องตัวเองอะ”

คนโดนต้อนถึงกับชะงักไป มองหน้าเพื่อนอย่างงอนๆ แต่ทางนั้นกลับหัวเราะร่วน

“ฮ่าๆๆๆ ยัยน้องจอมโป๊ะเอ๊ย เรื่องของแกก็ยอมรับมาเถอะน่า”

ฝากไว้ก่อนเถอะยัยจู มาถึงขนาดนี้แล้วคงทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับออกไปตามตรง

“เออ เรื่องของฉันเองอะ”

“แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง ฉันจะบอกอะไรให้นะคนน้อง แกไม่ต้องไปคิดอะไรมากเลย แกอยากได้งานไหมฉันถามแค่นี้”

จูเน่เริ่มใช้น้ำเสียงจริงจังขึ้น ตัวเธอก็เชียร์เพื่อนไปทำงานที่นี่แต่แรกอยู่แล้วพอรู้ว่าเจ้าของเขาเปิดช่องขนาดนั้นก็ง่ายเลย

“อยาก” คนน้องพยักหน้าตอบเสียงแผ่วๆ

“ตอบให้มันมั่นใจหน่อย”

“ก็อยาก...”

“แล้วอยากได้เขาไหม”

คำถามนี้เกือบทำคนน้องสำลักน้ำลายตัวเอง มันตรงไปไหมยัยจู!!

“ไหนบอกถามแค่นี้ไง มันเกี่ยวกันตรงไหนเนี่ย”

“ตอบมาเหอะน่า”

“ก็อยาก...แหละมั้ง” ครั้งนี้เสียงเบากว่าเดิมหลายเท่า ท้ายประโยคมีความไม่มั่นใจเล็กน้อย

ถามว่าอยากได้เขาไหม เอาจริงปะ ถ้าเกิดว่าไม่อยากได้คงไม่เข้าไปอ่อยถึงขนาดนั้น ต่อให้เมาอยู่ก็เถอะ

เธอไม่ใช่ประเภทเมาแล้วอ่อยไปทั่ว ถ้าไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ ต่อกันอยู่ก่อนหน้าฝันไปเถอะว่าจะเป็นฝ่ายเข้าหาก่อน

จำได้ว่าตั้งแต่เด็กพี่ซันเข้ามาเล่นเข้ามานอนที่บ้านบ่อยมากแต่เธอไม่โผล่หน้าออกไปเจอเขาสักครั้ง เจอหน้าพี่ชายยิ้มหวานคนนี้แล้วใจมันสั่น หน้ามันร้อนๆ ทำตัวไม่ถูก แต่รู้ตัวอีกทีเขาก็ไม่มาแล้วเพราะเรียนคนละสายกับพี่ชาย เจอกันอีกครั้งก็งานแต่งของพี่ใหญ่

ตั้งแต่ที่เขาเดินเข้างาน มือสวยที่จรดปลายปากกาเซ็นลงบนกระดาษตอนเข้างาน สายตาของเขาที่มองมาพร้อมกับรอยยิ้มที่คุ้นเคย

เพิ่งรู้ก็ตอนนั้นว่าความรู้สึกของคนน้องในวัยเด็ก กับคนน้องในวัย 23 มันไม่ได้ต่างกันเลย เปลี่ยนไปนิดหน่อยตรงที่ความกล้าที่มากขึ้นจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์

คิดแล้วหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ

“ฮอล[1] ทำยังไงดีอะแก” ว่าแล้วก็ยกมือขึ้นตบแก้มตัวเองเบาๆ ทำอย่างกับสาวน้อยมีความรักอย่างนั้นแหละ

“ก็ไม่ต้องทำไง เขาอยากได้แก แกอยากได้เขา คนสองคนอยากได้กันแถมมีงานสบายเงินเดือนดีรออยู่ แกจะรออะไรล่ะ ลุยเลย”

“แต่ว่า...มันจะไม่น่าเกลียดเหรอ?” คนน้องยังลังเลอยู่นิดหน่อย

“น่าเกลียดว่า?”

“แกจำเรื่องที่เขาเลิกกับแฟนได้ปะ มันพอดีกับวันนั้นเลยนะ แล้วฉันได้ยินเขาคุยโทรศัพท์เหมือนกำลังโดนบอกเลิกพอดีกับที่เมากึ่มๆ เลยเข้าไปอ่อย มันไม่ใช่ว่าฉันทำเขาเลิกกันจริงๆ ใช่ไหมวะ”

“เท่าที่แกเล่าน่ะไม่เมากึ่มๆ เลยนะทำอะไรไม่รู้ตัวแล้วจำอะไรไม่ได้เนี่ย”

“อย่าตอกย้ำดิ”

จูเน่เห็นถึงความไม่สบายใจของเพื่อนก็ลดตัวลงมานั่งที่พื้นพรมหน้าโซฟาด้วยกัน เธอยกแขนขึ้นกอดคอเพื่อนก่อนจะพูดให้คนน้องสบายใจ

“จากที่ฉันไปเผือกมาจนรู้แจ้งนะเพื่อน หมอซันกับคุณนรินทร์น่ะเลิกกันมาก่อนที่จะมีอะไรกับแกบนเรือแน่นอน”

“ทำไมแกรู้”

“คุณนรินทร์เขาไปเรียนต่อนี่ ข่าวออกเลยนะเพราะทางนั้นก็มีชื่อเสียงประมาณนึง แล้ววันที่ไปเรียนต่อคือวันเดียวกับงานแต่งพี่ชายแก การที่คนเราจะไปเรียนต่อทั้งที่วางอนาคตกับแฟนไว้ถึงขั้นมีคนลุ้นว่าจะขอแต่งงานไหมเนี่ยก็แปลว่าระหองระแหงกันมาพักหนึ่งแล้วปะ”

นี่มันเจ้าแม่สายเผือกตัวจริง ไม่ใช่เผือกจนรู้แจ้งแล้วนี่มันไปนอนอยู่ใต้เตียงเขาชัดๆ

“แต่ก็ไม่เกี่ยวไหมอะ ถ้าเกิดจะเลิกกันเพราะแฟนไปเรียนต่อมันดูไม่มีเหตุผลเลย คนรักกันก็ต้องสนับสนุนอนาคตกันไหม”

“แล้วแกรู้ได้ไงว่าเขารักกัน”

คนน้องขมวดคิ้ว มองเพื่อนด้วยสีหน้าที่มีแต่คำถามเต็มไปหมด

“หมายความว่าไง”

“ฉันไปรู้มาว่าคุณนรินทร์เขามีแฟนเก่า แต่แฟนเก่าคนนั้นเป็นฝรั่งทางญาติเลยไม่ชอบ บังคับให้คบหมอซันน่ะสิ”

“ว่าเป็นเล่น”

“จริงนะ แล้วพอคุณนรินทร์ไปอังกฤษก็มีคนเห็นผู้ชายคนนี้บินตามไป มีคนแอบถ่ายสองคนนี้อยู่ด้วยกันมาแหกลงทวิตเป็นพักๆ ด้วย”

ไม่ได้มาเป็นคำพูดเท่านั้นนะ ยัยนี่แคปเอาไว้ทุกอย่างที่เจ้าหล่อนเจอทำอย่างกับรู้ว่าจะต้องใช้อย่างนั้นแหละ ไม่ว่าเรื่องอื่นจูเน่จะบอกว่าตัวเองไม่เก่งยังไงแต่บอกเลยว่าเรื่องชาวบ้านยัยนี่ยืนหนึ่ง ไม่มีพลาดสักเรื่อง!

“เพราะฉะนั้นนะยัยน้อง แกอยากทำอะไรแกทำเลย ตอนนี้อุปสรรคเดียวก็หายไปแล้วถูกปะ?”

“ก็มีอีกเรื่องนะ”

“เล่ามาให้หมด”

“ถ้าเกิดว่าเขาอยากให้ฉันไปทำงานเพราะเรื่องอย่างว่าจริงๆ แล้วฉันห้ามใจตัวเองไม่ได้ขึ้นมาล่ะจู เกิดว่าฉันชอบเขาแต่เขาแค่อยากได้คู่นอนไม่ได้ชอบฉัน ฉันจะทำไงอะ”

ปัญหานี้แก้ง่ายนิดเดียว จูเน่ยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะตอบ

“ก็ถอยไง แต่ก่อนถอยแกก็ต้องตักตวงมาให้สุด ขึ้นให้สุดลงให้สุด จะได้ไม่เสียแรงที่ได้นอนกับหนุ่มฮอตที่สาวๆ หมายปอง”

พูดจบก็ยักคิ้วหนึ่งที รูปประโยคแสนทะลึ่งทำให้คนน้องรับไม่ได้ ตีเพื่อนไปป้าบใหญ่

“ยัยบ้า”

“ฉันให้คำตอบแกไปหมดแล้วทีนี้ก็เหลือแค่แกแล้วล่ะว่าจะตัดสินใจยังไง เอาใจช่วยนะเพื่อน”

คำตอบทุกอย่างที่เธอคาใจถูกจูเน่ไขให้หมดแล้ว ทีนี้ก็เหลือแค่ทำตัวใจกล้าเข้าไปบอกเขาว่าจะไปทำงานด้วยอย่างนั้นสินะ

อ่า...เรื่องแบบนี้เธอไม่ถนัดเลย หรือว่าจะต้องพึ่งเหล้าอีกครั้งกันนะ

[1] มาจากภาษาเกาหลี “헐” ที่มักใช้ในการอุทาน ในสถานการณ์ที่เป็นไปไม่ได้หรือตกใจเล็กน้อย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป