บทที่ 8 เปลี่ยนเสื้อ

ไม่เคยคิดเลยว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นเธอที่ติดต่อเขาไปก่อน

คนน้องลังเลอยู่พักใหญ่ กว่าเธอจะตัดสินใจโทร. หาพี่ใหญ่เพื่อขอช่องทางการติดต่อของเขา ทางนั้นพอรู้อย่างนั้นก็รีบตอบรับด้วยความดีใจ

[แกจะไปทำงานกับไอ้ซันจริงๆ เหรอ?] ใหญ่ถามด้วยความแปลกใจเมื่อได้ยินจากปากน้องสาวว่าต้องการช่องทางการติดต่อของเพื่อน ทว่าในน้ำเสียงก็ปิดความดีใจเอาไว้ไม่มิด

เหมือนว่าไม่ใช่แค่พ่อเท่านั้น แม้แต่พี่ใหญ่เองก็ดีใจที่เธอจะได้ทำงาน เฮ้อ...สถานการณ์ทางการเงินครอบครัวเธอมันย่ำแย่ถึงขนาดไหนกันนะ ทำไมถึงไม่มีใครยอมบอกอะไรเธอสักคน

นั่นยิ่งทำให้คนน้องรู้สึกหดหู่ เธอรู้ว่าครอบครัวคาดหวังมากแค่ไหน แต่ละช่วงเวลาที่ผ่านเลยไปคือความลำบากของทุกคน เธอนึกโทษตัวเองอยู่หลายครั้งว่าควรจะทำเร็วกว่านี้ด้วยซ้ำ

“ค่ะพี่ใหญ่ น้องตัดสินใจแล้ว”

[ดีแล้วล่ะ ได้ทำงานกับคนที่ไว้ใจได้ แค่นี้พี่ก็เบาใจ]

คนที่ไว้ใจได้? คนน้องแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอเมื่อได้ยินคำนี้

ถ้าเกิดพี่นับผู้ชายคนนั้นที่พยายามหาเศษหาเลยกับน้องสาวตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นคนไว้ใจได้ โลกนี้ก็คงไม่มีคนอันตรายแล้วล่ะ

หลายวันต่อมา

“วันนี้เข้าไปหาไอ้ซันมันเหรอ”

วันนี้ใหญ่อยู่บ้าน เขาต้องกลับมาเอาเอกสารสำคัญเพื่อไปโอนบ้านที่เพิ่งซื้อใหม่ พอดีกับที่คนน้องต้องเข้าไปที่คลินิกหมอซันจึงขอติดรถเขาไปด้วย

“ค่ะพี่ใหญ่ แล้วนี่พี่ใหญ่ไปส่งน้องแล้วต้องกลับเลยไหมคะ น้องต้องกลับเองใช่ไหม?”

“อืม เราต้องกลับเองนะ กลับได้เนอะ?” ใหญ่ยกกาแฟดำขึ้นจิบพลางหันมามองน้องสาว

วันนี้เธอแต่งตัวดูภูมิฐานกว่าปกติ ผมยาวถูกรวบครึ่งหัวติดโบสีชมพูเข้าชุดกับเบลเซอร์สีชมพูนม ด้านในเป็นเชิ้ตสีขาว เป็นภาพที่หาดูได้ยากในตัวน้องสาวคนนี้

“ไปหาไอ้ซัน ไม่ต้องแต่งตัวสวยขนาดนี้หรอก”

พอพี่ชายทัก คนน้องก็ก้มมองการแต่งตัวของตัวเองทันที

“มันเวอร์ไปเหรอคะ?”

ใบหน้าสวยเต็มไปด้วยอาการเสียความมั่นใจ พี่ชายจึงต้องรีบแก้คำพูดตัวเองเป็นการด่วน

“เปล่า สวยแล้ว พี่หมายถึงว่า ไม่ต้องทางการขนาดนี้ก็ได้ มันเป็นคนง่ายๆ น่ะ”

“แหม ไปสมัครงานนะคะไม่ใช่ไปเดต จะได้แต่งตัวสบายๆ”

ตอนแรกเธอก็ไม่ได้คิดมากเรื่องการแต่งตัวขนาดนี้ แต่คิดๆ ดูแล้วหมอซันเองก็เป็นผู้ใหญ่ ถ้าเกิดเธอแต่งตัวไม่เหมาะสมไปหาเขาในวันสัมภาษณ์งานคงไม่ดี

ถึงภาพลักษณ์เขาในสายตาเธอจะเป็นตาแก่ลามกที่ชอบลวนลามเด็กก็เถอะ

“พี่ใหญ่คะ” คนน้องเรียกพี่ชายเพราะนึกบางอย่างขึ้นมาได้

“อือ ว่าไง”

“น้องขอค้างที่คอนโดพี่ใหญ่ได้ไหม?”

ระยะทางจากบ้านไปยังคลินิกนั้นค่อนข้างไกล แม่เคยเปรยว่าไหนๆ พี่ชายก็ซื้อบ้านแล้ว เลยจะให้คนน้องย้ายเข้าไปอยู่ในคอนโดเก่าของพี่ที่แม่เคยซื้อให้สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งใหญ่ก็รับปากว่าจะย้ายของออกให้ทันทีที่บ้านพร้อม

“อยากไปนอนก็ได้ แต่พี่ยังไม่ได้ทำความสะอาดเลยนะ”

“ไม่ต้องก็ได้ค่ะ น้องไม่ซีเรียสหรอก”

“ไม่เอา เอาเป็นว่าวันไปทำงานจริงพี่จะให้แม่บ้านไปทำให้แล้วค่อยย้ายของเข้าไปแล้วกัน”

คนน้องแอบย่นหน้าใส่พี่ชายอย่างงอนๆ

เธอจะบอกไปดีไหมว่าอยากค้างคอนโดพี่แค่เพราะอยากหนีเที่ยว ต่อให้เขาไม่ทำความสะอาดมาสิบปีก็ไม่เป็นไรหรอก

แต่สุดท้ายเธอก็ไม่กล้าพูดออกไป ได้แต่ปลอบใจตัวเองเงียบๆ ว่าไว้ครั้งหน้าก็ได้

ความคิดง่ายๆ ทำให้มื้อเช้านี้อร่อยขึ้น หลังจากกินข้าวเสร็จคนน้องก็เก็บจานไปล้างให้เรียบร้อยก่อนจะตามพี่ชายขึ้นรถไป

SR-Smile dental clinic

คลินิกเดิมที่คนน้องมาถ่ายงานวันนั้นกับกลาง ใหญ่มาส่งเธอไว้เยื้องๆ กับคลินิกเดินไม่กี่ก้าวก็ถึง ก่อนไปก็ไม่ลืมบอกทางไปวินมอเตอร์ไซค์เพื่อต่อไปยังรถไฟฟ้ากลับบ้านอีกที

“รับทราบ!” คนน้องตะเบ๊ะราวกับทหารรับคำสั่งจากนาย บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มสดใสจนใหญ่อดเอ็นดูไม่ได้

“ถ้ามีอะไรก็โทร. หาไอ้กลางนะ วันนี้พี่ยุ่งมากอาจจะไม่ได้จับโทรศัพท์เลย”

“คงไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกมั้งคะ พี่ใหญ่ไปเถอะ ขับรถดีๆ นะ” คนน้องโบกมือโบกไม้ให้พี่ชาย

เธอยืนอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งรถของใหญ่ไปจนลับสายตา ก่อนจะหันหลังเดินตรงไปยังคลินิกซึ่งตั้งเด่นอยู่ตรงหน้า ใกล้ๆ กันนั้นยังมีร้านสะดวกซื้อให้คนน้องได้แวะก่อนเข้าไปด้วย

เธอมองนาฬิกาที่ข้อมือแล้วพบว่าเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัด จึงคิดจะเข้าร้านสะดวกซื้อไปซื้อกาแฟสักแก้ว ขณะที่ก้าวขาเดินขึ้นฟุตบาทก็ไม่ลืมลอบมองคลินิกเล็กน้อยเพื่อสังเกตการณ์

ตัวคลินิกใหญ่แล้วก็หรูมาก เหมือนจะมี 2 ชั้นด้วย ที่ชั้นล่างเป็นโซนรับรองเกือบทั้งหมด รอบข้างเป็นกระจกใสเผยให้เห็นการตกแต่งที่ดูมินิมอลสะอาดสะอ้าน ป้ายคลินิกสีครามเขียนเอาไว้ว่า SR-Smile dental clinic

ชื่อคลินิกสมเป็นซัน ตั้งแต่ที่คนน้องเจอเขาครั้งแรกก็ไม่เคยเห็นครั้งไหนที่เขาไม่ยิ้มเลย บนใบหน้าหล่อเหลาแทบจะแปะป้ายคำว่า Smile เอาไว้ตลอดเวลา

หวังว่าชื่อ Smile แล้วการทำงานจะสไมล์สมชื่อนะ

เธอละความสนใจจากป้ายคลินิกเอาไว้แค่นั้นก่อนจะเดินขึ้นฟุตบาทตรงไปยังร้านสะดวกซื้อเบื้องหน้า ทว่าจังหวะที่ก้าวขึ้นไปเธอยังหันมาไม่เต็มตัวเลยไม่ทันได้มองว่ามีคนเดินก้มหน้าเล่นมือถือสวนมาพอดี จึงทำให้ทั้งสองคนประสานงากันเข้าอย่างจัง

โพละ!

ซ้ำร้ายเขายังถือกาแฟในมืออีกด้วย!! กาแฟแก้วนั้นถูกชนจนหกกระจายเลอะเสื้อทั้งคู่ลามลงไปยันรองเท้าคัทชูสีขาวคู่ใหม่ที่เธอเพิ่งซื้อเมื่อวันก่อน

คนน้องก้มมองรองเท้าของตัวเองด้วยความรู้สึกเจ็บปวด เพื่อเป็นตัวแทนแห่งการเริ่มต้นใหม่ เธอตั้งใจซื้อมันเป็นของขวัญให้ตัวเอง แต่ตอนนี้มันกลับถูกคราบสีน้ำตาลอาบไปแล้วกว่าครึ่ง

ฮือ...ไม่นะ คู่นี้สี่พันกว่าเลยนะเนี่ย

เธอไม่มีเวลามาคิดถึงสภาพตัวเอง รู้ตัวว่าเป็นคนผิดจึงรีบเงยหน้าขึ้นจะขอโทษคู่กรณีด้วยความเคยชิน ทว่าทันทีที่เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ขมวดคิ้วมองอยู่ก่อนแล้วก็ทำให้คนน้องนิ่งค้างไปชั่วขณะ

“ทำไมเราต้องเจอกันแบบตัวเปื้อนน้ำอะไรสักอย่างทุกทีเลย” ซันบ่นแล้วสะบัดมือข้างที่เปื้อนกาแฟสองงสามครั้ง แต่ใบหน้าเขายังมีรอยยิ้มอยู่อย่างเคย

นั่นสิ เธอก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไม วันนั้นก็ครั้งหนึ่งแล้วที่เธอทำเสื้อเขาเลอะกาแฟยังไม่ทันได้ชดใช้ค่าเสื้อ วันนี้กลับมาโดนอีกรอบแล้วเหมือนจะเป็นเสื้อตัวเดิมด้วย

“น้องขอโทษค่ะ” เธอขอโทษเขาเสียงแผ่วพลางก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด

หมดกันความตั้งใจที่จะสร้างความประทับใจแรกพบ ตอนนี้อย่าว่าแต่ความประทับใจเลย คะแนนภาพลักษณ์เธอในใจเขาคงติดลบไปแล้ว

ขณะที่คนน้องกำลังกังวล อีกฝ่ายกลับพูดยิ้มๆ

“ไม่เป็นไร เสื้อแค่นี้เอง”

“มันไม่ใช่แค่เสื้อสิคะ มันเลอะกางเกงแล้วก็รองเท้าพี่ด้วย ไม่แน่ว่าอาจเปียกไปถึงข้างใน...”

คราวนี้ซันยิ้มจนตาหยีพลางเอื้อมมือมาลูบหัวคนน้องแล้วเริ่มพูดอะไรแปลกๆ

“เปื้อนแล้วไง เธอจะชวนพี่ไปเปลี่ยนเสื้อที่ห้องเหรอ?”

ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงก่ำลามไปถึงใบหูทันที คำพูดของเขาทำให้เธอนึกไปถึงเหตุการณ์ในเรือวันนั้น แล้วยังไม่รวมวันที่เธอมาถ่ายรูป...

“บะ...บ้า น้องไม่ได้มีห้องอยู่แถวนี้ซะหน่อย” ยกมือขึ้นปัดมือเขาออกแล้วเธอก็ถอยหลังมาสองก้าวเพื่อความปลอดภัย

แต่เหมือนจะลืมไปว่าตัวเองยืนอยู่บนพื้นต่างระดับ ทันทีที่ก้าวเท้าถอยหลังมันทำให้เธอเสียหลักจนเกือบล้มลงไปดีที่ซันรวบเอวเอาไว้ได้ก่อน

“ระวังหน่อยสิ เดี๋ยวก็เจ็บตัวหรอก”

เธอไม่ได้กลัวเรื่องเจ็บตัวเลยแม้แต่นิดเดียว ใบหน้าสวยหันมองซ้ายขวาดูคนรอบข้างกลัวว่าจะมีคนมอง แต่ก็โล่งอกเพราะแทบไม่มีใครอยู่แถวนี้เลยนอกจากคุณป้าขายขนมจีบที่กำลังง่วนอยู่กับการตั้งซึ้ง

“ขอบคุณค่ะ” คนน้องดันตัวเขาออกแต่ซันไม่ยอม “ปล่อยค่ะ อายคนเค้า”

“อายอะไร ก็เธอจะล้ม พี่ก็ช่วยประคองนี่ไง”

“น้องไม่ได้จะล้มแล้ว...ว้าย!!”

พอเธอบอกว่าตัวเองไม่ล้มเขาก็แกล้งปล่อยมือให้เธอตกใจเล่น พอมือเธอจับกับเสื้อเขาดึงเข้าหาตัวถึงได้โอบเอวเธอไว้อีกครั้ง

“เห็นไหม บอกแล้วว่าจะล้ม”

เขานี่มัน...เธอเริ่มหมดคำจะพูดกับคนแบบนี้ ในที่สุดคนน้องก็ไม่ต่อต้าน ในเมื่อเขาอยากทำอะไรประเจิดประเจ้อต่อหน้าประชาชีก็แล้วแต่เขาเลย เธอทิ้งตัวลงน้ำหนักไปที่อ้อมแขนของเขาแล้วเริ่มมองหน้าอย่างท้าทาย

“อุ้มไว้ดีๆ นะคะ ถ้าเกิดน้องล้มน้องจะบอกพี่ใหญ่ว่าพี่ซันแกล้ง ทำให้น้องเจ็บตัวก่อนได้ทำงาน”

“อ้าว นี่เรามาสัมภาษณ์งานกันนี่ ถ้าเธอไม่พูดพี่ก็ลืมไปเลยนะเนี่ย”

ค่ะ!! นี่ลืมจริงๆ หรือแกล้งลืมเพื่อหาเรื่องแกล้งเธอกันแน่

ซันยอมปล่อยคนน้องให้เป็นอิสระ เขามองแก้วกาแฟที่ตอนนี้กาแฟหกไปแล้วเกินครึ่งก็ไม่คิดจะดื่มมันอีกต่อไป เดินไปทิ้งที่ถังขยะใกล้ๆ แล้วเดินเข้ามาจับมือเธอเดินไปด้วยกัน

“เดี๋ยวๆ ไปไหนคะ?”

“ไปเปลี่ยนเสื้อ”

มันเป็นคำพูดแสนธรรมดาที่คนทั่วไปไม่คิดอะไรหรอก แต่จังหวะนี้ขอเบิกมีมคนที่รู้ VS คนที่ไม่รู้ ไว้ก่อนเลยได้ไหม

เพราะคำว่า ไปเปลี่ยนเสื้อ ของคนเรามันไม่เท่ากัน!!

คนน้องโดนพาเข้ามาในคลินิกโดยเข้าทางประตูหลัง เห็นว่าคลินิกเปิดช่วงเย็นตอนเช้าเลยจะมีแค่แม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดเท่านั้น เข้ามาข้างในไฟก็มีการเปิดอยู่แล้ว พอดีกับแม่บ้านที่เพิ่งเก็บของเสร็จกำลังจะออกไป

“อ้าว หมอซัน วันนี้มาเช้าจังเลยนะคะ เพิ่งจะสิบโมงเอง”

ป้าแม่บ้านทักทายแล้วหันมายิ้มให้คนน้องด้วย เธอจึงยกมือขึ้นไหว้ด้วยความนอบน้อม

“สวัสดีค่ะ”

“สวัสดีจ้าลูก แล้วนั่นเสื้อไปโดนอะไรมาคะคุณหมอ มาๆ ถอดมาป้าจะเอาไปซักให้”

ซันมองคราบที่ติดเสื้อตัวเองนิดหน่อยก่อนกล่าวปฏิเสธ

“ไม่เป็นไรครับป้ากลับบ้านเถอะ ผมจัดการได้”

“แน่ใจนะคะ?”

“ครับผม”

“แล้วนี่พนักงานที่นัดมาสัมภาษณ์หรือคะ ไม่พาไปคาเฟ่ใกล้ๆ ล่ะคุณหมอ ป้าเพิ่งเช็ดพื้นไปอย่าเพิ่งเดินไปข้างหน้านะคะ เดี๋ยวจะลื่นล้มหัวแตกเอา”

“ขอบคุณครับป้าน้อม นี่คนน้องนะครับ จะมาเป็นพนักงานใหม่แทนพี่แพรวที่ลาออกไป”

“คนน้องนี่ชื่อเหรอคะ น่ารักจังเลย” คุณป้ายิ้มจนตาหยี “เอาเป็นว่าตามสบายนะคะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วป้าขอตัวกลับบ้านก่อน เจอกันพรุ่งนี้ค่ะคุณหมอ”

“ครับป้า”

ป้าน้อมหยิบเสื้อคลุมของตัวเองที่วางพาดอยู่บนเก้าอี้แล้วเดินออกไป หลังป้าน้อมออกไปแล้วในนี้ก็เหลือเพียงแค่ซันกับคนน้องสองคน เขาไม่ได้พูดอะไรมากนำเธอขึ้นไปชั้นสองทันที

“ข้างล่างป้าเพิ่งทำความสะอาด ไปคุยบนห้องดีกว่า”

“ถ้าให้ต้องคุยในห้องที่มีกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดกับเข้าไปคุยในห้องกับพี่ซัน น้องว่านั่งดมกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดดีกว่า”

ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ก็ยอมเดินตามเขาขึ้นมาข้างบนโดยดี

ที่นี่ถูกแบ่งออกเป็นสองชั้น ชั้นล่างที่คนน้องมาช่วยพี่กลางถ่ายรูปวันนั้นเป็นทั้งโซนรับรอง ซักประวัติ แล้วก็มีห้องพักแพทย์เล็กที่เชื่อมกับห้องทำฟันสองห้องสำหรับคุณหมอทั้ง 2 ท่าน

ที่ที่มีความทรงจำชวนวูบวาบหลงเหลืออยู่ในความรู้สึก ตอนเดินผ่านมองแล้วหน้าร้อนแปลกๆ

ถัดจากห้องทำฟันจะเป็นห้องน้ำแล้วก็ห้องด้านในที่เป็นเหมือนห้องเก็บอุปกรณ์ ถัดจากนั้นเป็นบันไดขึ้นไปยังชั้นสอง

พอขึ้นมาถึงข้างบนซันจัดการเปิดไฟให้เห็นบริเวณนี้ชัดๆ

การตกแต่งข้างบนนี้สวยมาก สวยเหมือนอยู่ในคาเฟ่เลย ถ้าไม่บอกว่าที่นี่คือคลินิกเธอก็ไม่มีทางรู้หรอก ทั้งชุดโซฟาสีครีม โคมไฟระย้า โต๊ะ ตู้สีครีมเข้าชุดกัน แล้วทางซ้ายมือก็มีห้องอยู่สองห้อง ห้องหนึ่งเขียนไว้ว่าห้องพักทันตแพทย์หญิง รินลตา วีรวิวัฒน์ อีกห้องเขียนว่า ห้องพักทันตแพย์ ศรัณย์ อ‍ศ‍ว‍เ‍ต‍ชิ‍น‍ท์

ซันเดินนำไปยังห้องที่มีชื่อเขาแปะอยู่แล้วกวักมือเรียกเธอเข้าไปด้วยกัน

“เข้ามานี่”

“คุยตรงนี้ก็ได้มั้งคะ” ถ้าแค่จะคุยทำไมต้องเข้าไปในห้องด้วย ท่าทางไม่น่าไว้ใจสุดๆ

“พี่ต้องเปลี่ยนเสื้อ”

“ก็เปลี่ยนไปเลยค่ะ น้องรอนี่ก็ได้”

“จิ๊”

เสียงจิ๊ปากอย่างไม่พอใจทำให้เธอหันไปมอง แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรทั้งนั้นก็ถูกดึงเข้าไปในห้องพักของเขา

ภายในห้องที่มืดสลัวมีเพียงแสงจากข้างนอกลอดเข้ามาผ่านม่านที่เก็บแสงได้ไม่ค่อยดีนัก คนน้องถูกเขาดึงไปจนถึงโต๊ะทำงาน กำลังจะอ้าปากถามก็ถูกเขาอุ้มขึ้นไปนั่งบนโต๊ะ

ท่าเดียวกับวันนั้นเป๊ะ...

“พี่ต้องเปลี่ยนเสื้อ...”

ไม่ได้คิดไปเองใช่ไหมว่าเสียงเขามันดูสั่นแปลกๆ มองจากตรงนี้แล้วใบหน้าเราอยู่ตรงกันพอดิบพอดี แม้ว่าในห้องจะมืดสลัวแต่สีหน้าของเขาทำให้หัวใจเธอเต้นแรง

รอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาไม่มีอยู่บนใบหน้าอีกต่อไป ดวงตาสีนิลจ้องอยู่ที่ริมฝีปากของเธอขณะที่มือเขาปลดกระดุมเสื้อออกทีละเม็ด...ทีละเม็ด

“พะ...พี่จะเปลี่ยนเสื้อก็เปลี่ยนไปสิคะ ทำไมต้องมาอยู่ท่านี้อีกแล้ว”

“แล้วท่านี้มันเปลี่ยนเสื้อไม่ได้เหรอคะ?”

อย่ามาทำเป็นพูดคะขากับเธอนะ...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป