บทที่ 1 วิ่งขึ้นเขา

บางคนตกหลุมรักจากรอยยิ้ม...

บางคนตกหลุมรักจากสายตา...

แต่สำหรับฉัน... ฉันคงเป็นมนุษย์คนเดียวบนโลกใบนี้ที่ตกหลุมรัก ‘แผ่นหลัง’ ของผู้ชายคนหนึ่ง

และที่น่าอายยิ่งกว่านั้นคือ... ฉันยังไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อของเขาเลยด้วยซ้ำ


เสียงเชียร์ปลุกเร้าจากเหล่ารุ่นพี่ดังระงมไปทั่วเส้นทางลาดชัน ท่ามกลางแถวของบรรดาเฟรชชี่ปีหนึ่งที่ทอดตัวยาวเหยียดขึ้นสู่ยอดดอย บรรยากาศรอบข้างอบอวลไปด้วยรอยยิ้มและความคึกคักท้าทายสายลมหนาว แต่สำหรับฉันในเวลานี้... มันไม่ต่างอะไรจากการเดินอยู่ในนรกเลยสักนิด

"เฟิร์น... ไหวไหมแก" น้ำขิงเพื่อนสนิทหันมาถามด้วยสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด

ฉันทำได้เพียงฝืนยิ้มบาง ๆ พลางพยักหน้ารับ ทั้งที่ความจริงขาทั้งสองข้างหนักอึ้งจนแทบไม่มีแรงก้าวต่อ เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมตามกรอบหน้า หัวใจเต้นระรัวผิดจังหวะจนรู้สึกหวิวในอก ลมหายใจเริ่มติดขัดและขาดช่วงไปทุกที ไม่เคยคิดเลยว่ากิจกรรมรับน้องขึ้นดอยจะมหาโหดขนาดนี้

ภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่ามัวลงเรื่อย ๆ เสียงอึกทึกรอบตัวค่อย ๆ เลือนหาย... ราวกับโลกทั้งใบกำลังถูกกลืนหายเข้าไปในความว่างเปล่า

"เฟิร์น!" เสียงของน้ำขิงแว่วดังมาจากที่ไกลแสนไกล ก่อนที่สติรับรู้ทั้งหมดจะมืดดับลง

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองหมดสติไปนานแค่ไหน รู้เพียงว่ายามที่ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายกลับไม่ได้สัมผัสกับพื้นดินแข็ง ๆ อย่างที่ควรจะเป็น

สายลมเย็นพัดผ่านผิวหน้าแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสะอาดสะอ้านที่เจือไปด้วยกลิ่นเหงื่อจาง ๆ ชวนให้รู้สึกปลอดภัย และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเป็นสิ่งแรกก็คือ... แผ่นหลังกว้างของใครบางคน

ฉันกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อเรียกสติที่ยังคงพร่าเลือน ก่อนจะตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังถูกแบกอยู่บนแผ่นหลังอบอุ่นนั้น

"ฟื้นแล้วเหรอ"

น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยขึ้นเหนือศีรษะ ส่งผลให้หัวใจที่เพิ่งสงบลงกลับมาเต้นรัวแรงขึ้นมาเสียดื้อ ๆ ฉันเม้มริมฝีปากแน่นอย่างทำตัวไม่ถูก ก่อนจะเค้นเสียงถามออกไปเบาหวิว

"หนู... เป็นอะไรไปคะ"

"เป็นลม" เจ้าของแผ่นหลังกว้างตอบสั้น ๆ ก่อนจะเสริมประโยคที่ทำให้คนฟังแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี "แล้วพี่ก็เลยต้องแบกลงมาเนี่ย"

คำตอบนั้นทำให้แก้มของฉันร้อนผ่าวขึ้นมาทันที ความอับอายแล่นริ้วไปทั่วร่าง เกิดมาจนโตป่านนี้ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันไหนที่ตัวเองหมดสภาพจนต้องลำบากให้คนแปลกหน้ามาแบกขึ้นหลังแบบนี้

"ขอโทษนะคะ..."

เขาหัวเราะในลำคอเบา ๆ และเสียงทุ้มต่ำนั้นก็ดันมีอิทธิพลต่อหัวใจฉันอย่างประหลาด

"ไม่ต้องขอโทษหรอก" ชายหนุ่มกระชับวงแขนที่รองรับต้นขาของฉันให้มั่นคงขึ้นอีกนิด "จับดี ๆ ล่ะ เดี๋ยวตก"

เพียงแค่ประโยคธรรมดา ๆ... แต่กลับอานุภาพร้ายแรงพอที่จะทำให้หัวใจของฉันเต้นผิดจังหวะไปตลอดทั้งวัน


สองวันถัดมา ณ โรงอาหารกลางของมหาวิทยาลัย

ในขณะที่ฉันกำลังนั่งละเลียดกิข้าวอยู่ดี ๆ น้ำขิงก็จัดการไถลหน้าจอโทรศัพท์มือถือมาตรงหน้า พร้อมกับจุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก

"เจอตัวละ"

"เจอใครของแก"

"ก็คนที่แบกแกลงดอยวันก่อนไง"

คำพูดของเพื่อนทำให้ฉันรีบคว้าโทรศัพท์เครื่องนั้นมาดูทันที และวินาทีนั้นเอง... หัวใจของฉันก็เหมือนถูกกระชากหายไปกระทันหัน

ภาพบนหน้าจอปรากฏเรือนร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มในชุดนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับหลุดออกมาจากซีรีส์ชื่อดัง ดวงตาคู่คมคายดูนิ่งสงบ ทว่ารอยยิ้มบางเบาที่มุมปากกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

และเหนือรูปภาพนั้น มีข้อความระบุรายละเอียดของเขาไว้อย่างชัดเจน...

พี่กาย - วรพงศ์ วงศ์วิวัฒน์'นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ประธานเชียร์คณะวิศวกรรมศาสตร์ และดีกรีอดีตเดือนมหาวิทยาลัยผู้ชายประเภทที่สาว ๆ ค่อนข้างมหาวิทยาลัยพร้อมใจกันประเคนหัวใจให้

ฉันจ้องมองรูปภาพนั้นตาไม่กะพริบ รู้ตัวอีกทีริมฝีปากของตัวเองก็ขยับยกยิ้มกว้างออกมาเสียแล้ว

"แน่ะ... อย่าบอกนะว่ามึงตกหลุมรักเขาเข้าให้แล้ว?" น้ำขิงเอ่ยแซวพลางเลิกคิ้วเล่ห์

ฉันยังคงไม่ละสายตาไปจากใบหน้าหล่อเหลบนหน้าจอ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก และตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่จริงจังที่สุดในชีวิต

"ยังหรอก"

"อ้าว งั้นเหรอ?"

ฉันคลี่ยิ้มกว้างกว่าเดิมพลางเอ่ยต่อ "ก็แค่... ข้ามขั้นไปคิดเรื่องธีมงานแต่งกับชื่อลูกแล้วต่างหากล่ะ"

"ใบเฟิร์น!! แกมันแรด!"

เสียงโวยวายของเพื่อนรักดังลั่นโรงอาหาร ทว่าฉันกลับทำเพียงแค่หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี เพราะไม่รู้ว่าเพราะอะไร... เพียงแค่ได้เห็นใบหน้าของเขาชัด ๆ เป็นครั้งแรก หัวใจดวงนี้ก็คล้ายกับจะประกาศตัวเป็นทาสรักของคนบนหน้าจอไปตลอดกาล

ทั้งที่ในความเป็นจริง... เราสองคนยังไม่เคยสบตากันตรง ๆ และยังไม่ได้พูดคุยกันเลยสักประโยคเดียว

บทถัดไป