บทที่ 4 ใจตรงกัน?

“หรือจริงๆ แล้ว... พรหมลิขิตจะเข้าข้างพี่กันนะ”

ประโยคนั้นทำให้สมองของฉันดับวูบไปชั่วขณะ ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองยังยืนอยู่บนโลกใบเดิม หรือถูกแรงระเบิดของความลนลานส่งขึ้นสวรรค์ไปแล้ว เพราะถ้าเป็นโลกความจริง... ผู้ชายฮอตระดับตัวท็อปอย่าง ‘พี่กาย วรพงศ์’ คงไม่มายืนยิ้มละไมอยู่ตรงหน้า พร้อมทิ้งระเบิดเวลาที่ทำให้หัวใจของฉันเต้นแรงจนแทบทะลุอกแบบนี้

“น้องใบเฟิร์นครับ”

“...”

“น้องใบเฟิร์น”

“...คะ!”

ฉันสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงหัวเราะเอ็นดูดังขึ้นรอบสนาม พระเจ้า... เมื่อกี้ฉันเหม่อ เพราะพี่อีกแล้ว!

พี่กายยกมือขึ้นแตะปลายจมูกตัวเองคล้ายกำลังกลั้นขำ “พี่ถามว่า พร้อมเล่นเกมไหมครับ”

“พร้อมค่ะ!” ฉันตอบเสียงดังฟังชัดเกินเหตุจนไมโครโฟนแทบหลุดจากมือ เสียงหัวเราะครืนดังขึ้นอีกระลอก ส่วนฉันได้แต่ไว้อาลัยให้ตัวเอง... เกิดมาเพื่อเป็นตัวตลกของคณะโดยแท้

“งั้นเริ่มเลยครับ” พี่กายหันไปส่งสัญญาณให้พิธีกร

รุ่นพี่อีกคนรีบขนอุปกรณ์เข้ามาวางกลางลาน มันคือลูกโป่งสีสดใสหลายสิบลูกและเชือกอีกจำนวนหนึ่ง

“เกมนี้ชื่อว่า เกมใจตรงกัน ครับ!” พิธีกรประกาศเสียงใส “กติกาคือให้ผู้เล่นจับคู่กัน หนีบลูกโป่งไว้ตรงกลางระหว่างลำตัว โดยห้ามใช้มือจับเด็ดขาด จากนั้นต้องเดินไปยังจุดหมายเพื่อตอบคำถามให้ตรงกัน คู่ไหนทำลูกโป่งแตกก่อน... แพ้!”

ฉันเริ่มมีลางสังหรณ์ไม่ดี... มากถึงมากที่สุด

“และคู่แรกที่จะมาประเดิมความฟินในวันนี้ก็คือ... พี่กายกับน้องใบเฟิร์นครับ!”

กรี๊ดดดดด!

เสียงกรี๊ดเชียร์ดังสนั่นลานกิจกรรม ตัดภาพมาที่ฉันที่อยากจะร้องไห้โฮ เพราะตอนนี้รุ่นพี่ผู้หญิงหลายคนเริ่มส่งสายตาคมกริบจับจ้องมาที่ฉัน ราวกับพร้อมจะฝังฉันทั้งเป็นได้ทุกเมื่อ

“มาครับ”

พี่กายขยับก้าวเข้ามาหา ใกล้มาก... ใกล้จนฉันได้กลิ่นน้ำหอมละมุนอ่อนๆ จากสาบเสื้อของเขา หัวใจเจ้ากรรมเริ่มรัวกลองชุดไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง

“ยืนเฉยๆ ก็พอครับ เดี๋ยวพี่จัดการเอง” เขาบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฝัน

ในขณะที่รุ่นพี่สอดลูกโป่งสีชมพูเข้ามาคั่นกลางระหว่างเรา ระยะห่างที่เหลือเพียงไม่กี่คืบทำให้ฉันแทบไม่กล้าหายใจเข้า

“น้องตัวเล็กจัง” เสียงทุ้มเปรยขึ้นเบาๆ

“คะ?”

“ตอนวันนั้นพี่อุ้ม... ยังไม่ทันรู้สึก พอมายืนเทียบกันใกล้ๆ แบบนี้แล้ว ตัวเล็กนิดเดียวเอง”

ฉ่าาา... หน้าของฉันร้อนผ่าวจนแทบมีควันออกหู คนอะไรพูดจาธรรมดาแต่ดาเมจทำลายล้างสูงชะมัด!

ปี๊ด!

สัญญาณนกหวีดดังขึ้น การแข่งขันเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ ฉันกับพี่กายค่อยๆ สืบเท้าไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง แต่เพราะมัวแต่ตื่นเต้นจนก้าวขาไม่ออก ฉันเลยสะดุ้งสะดุดเท้าตัวเองเข้าจนได้

“ว้าย!”

ร่างทั้งร่างเสียหลักถลันไปด้านหน้า แต่ก่อนที่หน้าจะทิ่มพื้น แขนแข็งแรงของคนตรงหน้าก็ตวัดโอบหมับเข้าที่เอวบางอย่างรวดเร็ว!

หมับ!

โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ ฉันช้อนสายตาขึ้นมอง สบเข้ากับดวงตาคมกริบที่กำลังทอดมองลงมา... ใกล้เกินไป ใกล้จนเห็นแพขนตาหนาและเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาคู่นั้น

“ระวังหน่อยครับ” เขาพูดชิดใบหู “ถ้าล้มอีกรอบ... พี่คงต้องอุ้มยาวแน่ๆ”

กรี๊ดดดดดดด! เสียงหวีดร้องจากรอบสนามดังทะลุเพดาน

ส่วนฉัน... ไม่รับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว หัวใจมันเต้นแรงเกินพิกัดจนกลัวว่ามันจะระเบิดออกมาจริงๆ

“ไปต่อไหวไหมครับ” เขาถามย้ำ

ฉันพยักหน้ารัวๆ ทั้งที่สมองยังเบลอจนแยกไม่ออกว่ารับคำอะไรไป

ในที่สุดเราก็ประคองกันพร้อมลูกโป่งมาถึงจุดหมายจนได้ กรรมการยื่นกระดาษคำถามข้อแรกให้ทันที

“คำถามที่หนึ่ง... สีที่ชอบ!”

ฉันรีบตอบเพื่อกลบเกลื่อนความอาย “สีฟ้าค่ะ”

พี่กายหันมาเลิกคิ้ว “สีฟ้าเหรอ”

“ค่ะ”

“เหมือนกันเลย”

“...”

กรรมการก้มดูโพยคำตอบก่อนจะชูนิ้วโป้งให้ “ใจตรงกันครับ!”

เสียงเฮดังลั่นสนาม ฉันหันไปมองคนตัวโตอย่างทึ่งๆ “พี่กายชอบสีฟ้าเหมือนกันจริงเหรอคะ”

“อืม” เขายิ้มตาหยี “สงสัยเราจะใจตรงกันจริงๆ”

โอ๊ย... ใครก็ได้ช่วยด้วย ฉันกำลังจะละลายกลายเป็นอากาศธาตุแล้ว!

คำถามข้อต่อมาเริ่มง่ายขึ้น อาหารที่ชอบ เครื่องดื่มที่โปรดปราน สถานที่เที่ยวในฝัน... น่าแปลกที่ทุกข้อเราดันตอบตรงกันโดยบังเอิญราวกับนัดกันมา จนเสียงแซวดังระงมไม่ขาดสาย

“เนื้อคู่ชัดๆ!”

“แต่งเลยครับพี่กาย!”

“ลูกคนแรกชื่ออะไรดีน้องใบเฟิร์น!”

ฉันอยากจะมุดหน้าลงแผ่นดินให้รู้แล้วรู้รอด แต่มุมหนึ่งของหัวใจกลับแอบลอบยิ้ม... เพราะทุกอย่างมันดีเกินกว่าภาพที่เคยฝันไว้มากเหลือเกิน

กระทั่งคำถามสุดท้ายถูกส่งมา รอยยิ้มของกรรมการดูมีเลศนัยจนน่าขนลุก

“คำถามข้อสุดท้ายครับ... คนในสเปกข้อนี้ให้เขียนลงกระดาษ แล้วเปิดพร้อมกันนะครับ!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป