บทที่ 8 นางนพมาศจำเป็น

"งั้นเย็นนี้มีประชุมนะ" พี่อุ่นเป็นคนพูดต่อ "หกโมงเย็น ที่ห้องสโมฯ"

"ค่ะ"

"เดี๋ยวพี่ส่งโลเคชันให้"

ฉันพยักหน้ารับ ก่อนที่แก๊งวิศวะจะพากันหมุนตัวเดินจากไป ทว่ายังไม่ทันที่พี่กายจะก้าวพ้นประตูห้อง เขาก็ชะงักเท้าแล้วหันกลับมามองฉันอีกรอบ

"ใบเฟิร์น"

"คะ?"

"กินข้าวก่อนมาประชุมด้วย"

"..."

"อย่าปล่อยให้ตัวเองหิว"

พูดจบเขาก็เดินจากไปทันที ทิ้งให้ฉันยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ ส่วนเพื่อนตัวดีทั้งสามคน... ตอนนี้กำลังยืนกรี๊ดแบบไม่มีเสียงจนหน้าดำหน้าแดงไปหมดแล้ว

"เขาห่วงแก!" ลิตาฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะโรงอาหารดัง ปัง! จนคนรอบข้างเริ่มหันมามอง

"เบา ๆ ดิแก" ฉันรีบปราม "คนมองหมดแล้ว"

"ฉันไม่สน" น้ำขิงยื่นหน้าเข้ามาใกล้ "เขาห่วงแกจริงๆ นะเฟิร์น"

"ใช่" มะปรางพยักหน้าสนับสนุน "ผู้ชายทั่วไปที่ไหนจะมานั่งจำได้ว่าเราเคยเป็นลมล่ะ"

ฉันเม้มปากแน่น พยายามกลั้นยิ้มสุดชีวิต แต่สุดท้ายก็ต้านทานความรู้สึกข้างในไม่ไหวจนต้องอมยิ้มออกมา "พวกแกคิดมากไปเองหรือเปล่า"

"แกนั่นแหละที่คิดน้อย!" ลิตาสวนกลับทันควัน "ถ้าเป็นคนอื่น เขาคงส่งรุ่นพี่คนไหนมาชวนก็ได้ป่ะ แต่นี่เล่นยกพวกแก๊งวิศวะมาถล่มถึงหน้าห้อง แถมประธานเชียร์ยังมาด้วยตัวเองอีก"

"..."

"แกดูไม่ออกจริง ๆ เหรอ"

ฉันพยายามคิดตาม แต่ยิ่งคิด ภาพสายตาคู่สิเน่หาคู่เมื่อครู่ก็ลอยเข้ามาจนเนื้อแก้มเริ่มร้อนผ่าว สุดท้ายเลยเลือกที่จะก้มหน้าก้มตาตักข้าวเข้าปากหนีความเขินแทน

หกโมงตรงเป๊ะ

ฉันพาตัวเองมาหยุดอยู่หน้าอาคารสโมสรนักศึกษา หัวใจเต้นรัวเร็วกว่าปกติเล็กน้อย อาจเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ต้องมาทำงานร่วมกับคณะอื่น หรืออาจเป็นเพราะ... รู้ดีว่ามีใครบางคนนั่งรออยู่ข้างใน

"มาแล้วเหรอ" เสียงนุ่มทักขึ้น พอหันไปก็เจอกับรอยยิ้มอบอุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของพี่อุ่น

"สวัสดีค่ะ"

"เข้ามาก่อนสิ" เขาเปิดประตูให้

ภายในห้องมีนักศึกษานั่งอยู่ราวสิบกว่าคน ส่วนใหญ่คงเป็นทีมสตาฟงาน และแน่นอน... มีพี่กายนั่งอยู่ตรงนั้นด้วย ชายหนุ่มกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารบางอย่าง เสื้อช็อปสีกรมท่าตัวเก่งพาดอยู่บนพนักเก้าอี้ แขนเสื้อเชิ้ตสีขาวถูกพับขึ้นลวก ๆ ถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนสมส่วน... เป็นภาพที่ดูดีจนคนมองเผลอใจสั่น

"น้องมาแล้ว" เสียงพี่พีทดังขึ้น "คนครบแล้ว เริ่มประชุมเถอะ"

พี่กายเงยหน้าขึ้นมาพอดี ดวงตาคมกริบสบเข้ากับสายตาของฉัน ก่อนที่เขาจะพยักหน้าให้เล็กน้อยคล้ายเป็นการทักทาย แค่นั้น... แค่นั้นจริง ๆ แต่อุณหภูมิบนแก้มฉันก็พุ่งสูงขึ้นมาดื้อ ๆ

"นั่งตรงนี้สิ" พี่อุ่นเลื่อนเก้าอี้ตัวข้าง ๆ ออกให้

ฉันกำลังจะก้าวเท้าเข้าไปนั่ง แต่ทว่าเสียงทุ้มต่ำของใครอีกคนกลับดังขัดขึ้นมาเสียก่อน

"ตรงนั้นเอกสารเยอะ"

ทุกคนในห้องหันไปมองต้นเสียงเป็นตาเดียว รวมถึงฉันด้วย... เจ้าของประโยคนั้นคือพี่กาย

"มานั่งนี่ดีกว่า" เขาใช้ปลายนิ้วเคาะลงบนเก้าอี้ว่างข้างตัวเบา ๆ

"..."

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมทันที แม้แต่พี่พีทเองยังต้องเม้มปากกลั้นขำ พี่วินก้มหน้าลงกับโต๊ะไหล่สั่นกึก ๆ ส่วนพี่ภูมิยกแก้วน้ำขึ้นดื่มทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

พี่อุ่นหัวเราะขำในลำคอเบา ๆ ก่อนจะพยักหน้าเออออ "เออ ตามนั้นก็แล้วกัน"

ฉันยืนเอ๋ออยู่ราวสองวินาที ก่อนจะค่อย ๆ พาขาร่างอันไร้วิญญาณไปนั่งลงข้างพี่กาย หัวใจเต้นโครมครามเสียงดังจนกลัวว่าคนข้าง ๆ จะได้ยิน

"ตื่นเต้นเหรอ" เสียงทุ้มกระซิบถามเบา ๆ

"นิดหน่อยค่ะ"

"ไม่ต้องเกร็ง" เขาพูดพลางเลื่อนแฟ้มเอกสารมาตรงหน้าฉัน "เดี๋ยวพี่อธิบายให้ฟังเอง"

ฉันพยักหน้ารับ ทว่ายังไม่ทันได้อ้าปากตอบอะไร เสียงซุบซิบจากอีกฟากของโต๊ะก็ลอยมาเข้าหู

"มึง..." พี่พีทสะกิดพี่วิน (ส่วนแก๊งเพื่อนผู้ชายยังคงใช้ มึง-กู ตามธรรมชาติกลุ่มเพื่อนผู้ชายครับ) "กูว่าไอ้กายไม่รอด"

"กูก็ว่า" พี่วินสำทับ

"อีกไม่เกินเดือนชัวร์"

"สองอาทิตย์"

"สิบวัน"

"เจ็ดวัน"

พี่ภูมิที่นั่งเงียบมาตลอดจิบน้ำเสร็จก็ช้อนสายตาขึ้นมา ก่อนปล่อยหมัดฮุกประโยคเดียวสั้น ๆ "ห้าวัน"

คนทั้งโต๊ะหลุดหัวเราะพรืดออกมาพร้อมกัน ยกเว้นฉันที่ได้แต่นั่งงง และพี่กายที่คว้าปากกาบนโต๊ะโยนใส่เพื่อนตัวเองแก้เขิน

"พวกมึงว่างมากอ๋อ?"

"มาก!" พี่พีทสวนทันควัน "โดยเฉพาะเรื่องของมึงอ่ะ วางมือจากทุกงานเลย"

เสียงหัวเราะครืนดังขึ้นอีกระลอก ส่วนฉัน... เริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมาตะหงิด ๆ ว่าการมาเป็นนางนพมาศครั้งนี้ อาจไม่ได้เหนื่อยเพราะเรื่องงานหรอก แต่เหนื่อยเพราะต้องรับมือกับแก๊งเพื่อนตัวดีของพี่กายมากกว่า!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป