บทที่ 10 บทที่ 9 ทำความรู้จัก
บทที่ 9 ทำความรู้จัก
ซานขับรถออกมาได้ราวๆ สิบนาทีแล้ว แต่ภายในรถเงียบสนิท ไม่มีใครปริปากพูดอะไรก่อน กระทั่งรถแล่นมาติดไฟแดงตรงแยกใหญ่ที่จะไปมหาวิทยาลัยของซานและของเมล
“รู้ได้ยังไงว่ารถคันนี้เป็นของฉัน ดูเธอไม่ลังเลใจเลยนะ ที่เดินมาขึ้นรถน่ะ”
“ก็ดูไม่อยากนี่คะ รถมีคันเดียวจอดอยู่หน้าร้าน อีกอย่าง…ในร้านมีเราแค่สองคนเท่านั้น”
“หึหึ” ซานหัวเราะในลำคอเบาๆ แล้วหันมามองหน้าเธอ “แสนรู้จริงเชียว”
“เมลไม่ใช่หมานะคะ”
“บอกตอนไหนว่าเป็นหมา เธอคิดเอาเองทั้งนั้น”
“พี่ซาน”
“ไม่ต้องมาทำหน้าบึ้งแบบนี้หรอก ภัทรพร”
“หืม?” คราวนี้เธอเอียงตัวเข้าหาเขา กะพริบตาปริบๆ มองอย่างประหลาดใจ “รู้จักชื่อเมลได้ยังไงเหรอคะ แอบไปสืบมาหรือเปล่า”
“ทำไมต้องสืบ?”
“ก็…ก็เมลไม่คิดว่าพี่จะสนใจอะไรเกี่ยวกับเมลนี่คะ” เธอพูดเสียงเบาลงเล็กน้อย แววตาที่เคยกวนๆ เมื่อครู่แฝงความลุ้นอยู่บางๆ
ไฟแดงยังไม่เปลี่ยน ซานเอนหลังพิงเบาะ มือหนึ่งวางบนพวงมาลัย อีกมือเคาะจังหวะช้าๆ บนที่พักแขนรถ สายตาคมเหลือบมองเธอเพียงหางตา
“ชื่อภัทรพร รัศมีงาม หรือเมลมหา’ลัยกรุงเทพฯ คณะบริหาร เป็นรุ่นน้องปีสองที่ตอนนี้เดินตามฉันต้อยๆ ฉันจะไม่รู้ชื่อได้ยังไง”
แก้มใสขึ้นสีระเรื่อทันที
“เมลไม่ได้เดินตามนะคะ แค่บังเอิญเจอบ่อยเฉยๆ”
“บังเอิญทุกวัน?” เขายกคิ้วมองเธออย่างขำขัน
เธอเม้มปากเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยักไหล่
“ก็ถ้าจะบอกว่าตั้งใจก็ได้ค่ะ แต่ไม่ใช่จะทุกครั้งที่เจอกันสักหน่อย เช่นวันนี้ เราสองคนบังเอิญเจอกันมากกว่า” เธอแย้งเสียงแข็ง ทว่าซานกลับหัวเราะหึในลำคอแล้วหันมามองเธอ
“กล้าดีนี่”
“เมลไม่ได้ทำอะไรเสียหายนี่คะ อีกอย่าง…เมลอยู่ในความดูแลของพี่ซานไม่ใช่เหรอคะ เมลเป็นของเดิมพันที่พี่ได้มาอย่างถูกต้องนี่นา แล้วเมลก็ชอบอยู่ใกล้ๆ พี่ซานเพราะรู้สึกปลอดภัย”
คำว่า ของเดิมพัน หลุดออกมาง่ายดายเกินไปจนเจ้าตัวเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป เธอรีบหันหน้าไปมองไฟแดงแทน แกล้งทำเป็นสนใจไฟสัญญาณจราจร ซานมองเสี้ยวหน้าขาวใสของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงเรียบ
“อย่าใช้คำแบบนั้นพร่ำเพรื่อ ภัทรพร”
“ทำไมล่ะคะ”
“เพราะคนอย่างฉันไม่ได้ใจดีพอจะรับผิดชอบความรู้สึกใคร”
ไฟเขียวเปลี่ยนพอดี รถเคลื่อนตัวออกไปอย่างนุ่มนวล ทิ้งความเงียบไว้ระหว่างประโยคนั้น เมลหันกลับมามองเขาอีกครั้ง ดวงตากลมใสไม่ได้ถอยหนีเหมือนทุกที
“เมลไม่ได้ขอให้พี่รับผิดชอบนี่คะ”
คราวนี้ซานหันมามองเต็มตา
“แน่ใจ?”
เธอพยักหน้าช้าๆ “แค่ตอนนี้ เมลอยากอยู่ใกล้ก็พอแล้ว”
ปลายนิ้วของซานกระชับพวงมาลัยแน่นขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มจางๆ คล้ายคนกำลังชั่งใจ
“อย่าเสียใจทีหลังก็แล้วกัน”
เสียงเครื่องยนต์ครางต่ำๆ ขณะรถเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลักที่มุ่งหน้าไปมหาวิทยาลัย และแม้ภายในรถจะกลับมาเงียบอีกครั้ง แต่บรรยากาศไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันตึงเครียดบางอย่างที่คล้ายเส้นด้ายบางๆ กำลังถูกดึงให้ขาดหรือผูกให้แน่นขึ้นกว่าเดิมก็ไม่รู้
“ลงไปได้แล้ว”
“ขอบคุณค่ะที่มาส่ง”
“ไม่ได้ตั้งใจมาส่ง อย่าพูดอะไรมั่วๆ”
“เมลก็ขอบคุณจากใจค่ะ ที่พี่ซานอุตส่าห์มาส่งเมลที่มหา‘ลัย” เมลจับสายกระเป๋าแน่นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูรถลงไป ลมยามเช้าพัดผ่านทำให้เส้นผมยาวของเธอปลิวบางๆ หัวใจยังเต้นแรงไม่หายจากบทสนทนาเมื่อครู่ เธอปิดประตูแล้วก้มลงมองเขาผ่านกระจกที่ลดลงครึ่งหนึ่ง “ถึงจะไม่ได้ตั้งใจ เมลก็ขอบคุณอยู่ดีค่ะ”
รอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าใส ดวงตากลมหลบสายตาคมของเขาแวบหนึ่ง แก้มเริ่มร้อนผ่าวอย่างควบคุมไม่ได้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแค่เขามาส่งถึงมหา’ลัยมันถึงทำให้รู้สึกดีขนาดนี้
ซานมองท่าทางเขินอายของเธอเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบเย็น
“อย่าคิดไปเอง”
เธอเงยหน้าขึ้นมอง
“คะ?”
“ฉันแค่ผ่านทางนี้พอดี ไม่ได้เกี่ยวกับเธอ” คำพูดนั้นเหมือนน้ำเย็นสาดใส่ความรู้สึกที่กำลังพองโต เมลเม้มปากนิดหนึ่ง แต่ก็ยังพยายามยิ้ม
“ค่ะ เมลเข้าใจ”
“เข้าใจก็ดี” เขาตอบสั้นๆ สายตาหันกลับไปมองถนนข้างหน้า “แล้วก็ไม่ต้องมารอ ไม่ต้องเดินตาม ไม่ต้องทำเหมือนเราสนิทกัน ฉันไม่ชอบ” ประโยคสุดท้ายชัดถ้อยชัดคำ เย็นจนแทบไร้อารมณ์
หัวใจเมลวูบไหวไปชั่วขณะ แต่เธอก็ยังฝืนยืนตรง
“ค่ะ”
ซานเหลือบมองอีกครั้ง เห็นเธอยังยืนอยู่ไม่ขยับ จึงพูดห้วนๆ
“จะยืนอีกนานไหม ฉันรีบ”
เมลสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะถอยออกมาหนึ่งก้าว
“ไปก่อนนะคะพี่ซาน”
เขาไม่ได้ตอบ เพียงเลื่อนกระจกขึ้นช้าๆ แล้วเหยียบคันเร่ง เมลยืนมองท้ายรถที่ไกลออกไปเรื่อยๆ มือหนึ่งแตะแก้มตัวเองเบาๆ ที่ยังอุ่นอยู่ แม้คำพูดเขาจะเย็นชา แต่แค่เขามาส่ง แค่นั้นก็ทำให้เธอเผลอยิ้มออกมาอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้
“สืบเรื่องเราขนาดนี้ เราก็ต้องสืบกลับแล้วไหม ว่าแต่พี่ซานชื่อจริงอะไรนะ…” เมลหันหลังเดินเข้าไปในตัวอาคาร เธอพึมพำชื่อเขาเบาๆ ไปด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย
ช่วงเที่ยง
ซานถือแก้วกาแฟเดินมาหย่อนตัวนั่งลงบนม้านั่งที่ประจำ เขาเอนหลังพิงหลังของไทเกอร์อย่างสบายใจ ขณะที่เพื่อนกำลังคุยโทรศัพท์กับแฟนอยู่
“น้องเมลอะไรนั่นเป็นยังไงวะ” ไต้ฝุ่นเงยหน้าขึ้นมาถาม
“ก็ไม่ยังไง” ซานตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจมากนัก
ไต้ฝุ่นเลิกคิ้วสูง
“ไม่ยังไงนี่คือยังไงวะ เห็นช่วงนี้มีเงาตามติดตลอดเลยนะ”
ซานยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ สีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่ได้ใส่ใจคำแซว
“เด็กปีสองก็แบบนั้นแหละ เห่อรุ่นพี่ เดี๋ยวก็เบื่อไปเอง”
ไทเกอร์ที่เพิ่งวางสายจากแฟนหันมามองบ้าง
“กูว่าไม่ใช่ว่ะ คนนี้ดูเอาจริงนะ เมื่อเช้ากูเห็นมึงไปส่งน้องมันที่มอ”
“เห็นได้ไง” ซานปรายตามอง
“ก็กูขับรถแซงมึงมา ไอ้ห่านึกว่าจะตรงมาด้วยกัน เลี้ยวเข้าอีกมอซะได้” ไทเกอร์ยักไหล่ “แต่หน้าเด็กมันแดงจะตาย สงสัยเขินพี่ซาน”
ซานหัวเราะหึเบาๆ
“เรื่องของเขา”
ไต้ฝุ่นเอาศอกดันแขนเพื่อนเบาๆ
“แล้วมึงล่ะ คิดยังไง” คำถามนั้นทำให้ซานเงียบไปเสี้ยววินาที เขาเคาะก้นแก้วกาแฟกับโต๊ะเบาๆ ก่อนตอบเสียงราบเรียบ
“ไม่ได้คิด”
“โห ปากแข็งฉิบ” ไต้ฝุ่นส่ายหน้า “ถ้าไม่คิด มึงจะอยากรู้ชื่อจริงเขาทำไมวะ ใช้แฟนกูไปสืบมาซะหมด”
ซานชะงักเล็กน้อย แต่สีหน้าไม่เปลี่ยน
“ก็แค่อยากรู้ปะวะ พวกมึงนี่…”
“ภัทรพร” ไทเกอร์แทรกด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “จำได้ละมั้ง น้องเมล ภัทรพร รัศมีงาม น้องปีสองต่างมหา‘ลัย”
ซานถอนหายใจอย่างนึกรำคาญ
“พวกมึงนี่ว่างมากหรือไง”
ไต้ฝุ่นหัวเราะทันที ก่อนจะเลิกคิ้วสูง
“ก็เห็นมึงไม่เคยปล่อยใครเข้าใกล้ง่ายๆ ไง พอมีคนกล้าตาม กล้าพูด มึงเลยทำตัวไม่ถูกล่ะสิ”
ดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อย แล้วตอบกลับ “กูไม่ได้ทำตัวไม่ถูก”
“แน่ใจ?”
ซานเงียบไปอีกครั้ง สายตาเหลือบไปยังทางเดินหน้าคณะโดยไม่รู้ตัว เหมือนกำลังมองหาใครบางคน ทั้งที่ก็ไม่ได้อยู่ที่นี่
“เด็กก็แค่เด็ก”
ไทเกอร์ยิ้มมุมปากอย่างแซวๆ
“ระวังนะมึง เด็กบางคนไม่ได้มาเล่นๆ”
ซานยกแก้วขึ้นดูดจนหมด ก่อนลุกขึ้นยืน
“ถ้ามันจะจริงจัง ก็เรื่องของเขาเถอะ ไม่เกี่ยวกับกู” พูดจบเขาก็เดินออกไป ทิ้งให้เพื่อนสองคนมองหน้ากันอย่างรู้ทัน ไต้ฝุ่นหัวเราะเบาๆ
“ไม่เกี่ยวกับมึง แต่สายตามึงเมื่อกี้…โคตรเกี่ยวเลยว่ะ” ทั้งไทเกอร์และไต้ฝุ่นหัวเราะลั่น แต่ซานที่เดินออกมากลับขมวดคิ้วยุ่งที่โดนแซวแบบนั้น
“ไอ้เหี้ย แซวกูอยู่ได้ ทีตัวเองกูเคยแซวไหมล่ะ” เขาพึมพำกับตัวเองแล้วเดินไปที่รถ ก่อนจะขับออกไปจากหน้าคณะฯ
