บทที่ 11 บทที่ 10 “ภูริพัฒน์”
บทที่ 10 “ภูริพัฒน์”
ระหว่างรอสัญญาณไฟจราจรหน้ามหา’ลัย ซานเหลือบไปเห็นรถคุ้นตาของเพื่อนสนิทขับผ่านหน้าไปพอดี หัวใจเขากระตุกวูบหนึ่งโดยไม่รู้ตัว และทันทีที่ไฟเขียวขึ้น เขาเหยียบคันเร่งตามไปห่างๆ พลางยกโทรศัพท์แนบหู
“อิงค์จะไปไหน เราอยู่ข้างหลัง”
(อ้าวเหรอ)
“ไม่ต้องจอดนะ ขับไปเลย แค่โทรมาถามว่ารีบไปไหน”
ปลายสายหัวเราะเบาๆ ก่อนตอบกลับเขา
(รีบไปหาแฟนสิ วันนี้พี่เขามีแข่งบอล)
“อ๋อ…” เขานิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “งั้นก็ขับรถดีๆ เวลาเลี้ยวก็มองซ้ายมองขวาด้วย อย่ารีบมาก เข้าใจไหม”
(ครับผม ยังเป็นห่วงกันเหมือนเดิมเลยนะ ขอบคุณมากซาน)
“อืม เดี๋ยวก่อนอิงค์”
(อืม)
ช่วงว่างระหว่างคำสั้นๆ นั้นกลับยาวนานกว่าที่คิด ลมหายใจเขาหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“…ขอโทษนะ”
(ขอโทษเรื่องอะไร)
“ก็เรื่องนั้น”
ปลายสายเงียบไปเสี้ยววินาที ก่อนตอบกลับอย่างอ่อนโยน
(ไม่เห็นต้องขอโทษเลย เออซาน เราวางก่อนนะ พี่เขาโทรมาแล้ว)
“อืมๆ”
แต่เป็นซานเองที่กดตัดสายก่อน เขาเลี้ยวรถเข้าจอดริมฟุตพาท มือกำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดปูดชัด เสียงหัวใจเต้นถี่ดังสะท้อนอยู่ในอก เหมือนพยายามย้ำเตือนอะไรบางอย่างที่เขาพยายามจะลืม
“ทำไมวะ” เขาพึมพำกับตัวเองด้วยแววตาว่างเปล่า “ทำไมต้องคิดแต่เรื่องเดิมๆ” ภาพในความทรงจำผุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งคำพูดที่ไม่ควรพูดออกไป ทั้งการกระทำที่ทำให้ความสนิทสนมกันเปลี่ยนเป็นห่างเหินไปเรื่อยๆ เขาที่พยายามก้าวต่อไปแล้วแท้ๆ แต่ดูเหมือนหัวใจจะยังยืนอยู่ที่เดิม มันไม่ยอมขยับไปไหนเลย
เรื่องราวในอดีต
“กูรักของกูมาเป็นปีๆ มึงมีสิทธิ์อะไรมาทำเธอร้องไห้วะ”
“ซานพอแล้ว เราบอกให้พอได้แล้ว” มือเรียวผลักอกแกร่งออกห่างหนึ่งก้าว ก่อนจะรีบพยุงคนที่ล้มอยู่บนพื้นลุกขึ้น
“อิงค์ยังจะคบกับมันหรือไง มันนอกใจเธอนะ”
“อิงค์รักเขา”
“อิงค์ กูอยู่ข้างมึงมากี่ปี แล้วมันอยู่กับมึงมากี่ปี มันทำให้มึงร้องไห้มากี่ครั้งแล้ว ทำไมวะ”
“เลือกเอาแล้วกันนะ ว่าจะเลือกพี่หรือเลือกเพื่อนคนนี้” เสียงเข้มเอ่ยขึ้น
“อิงค์ ขอร้องล่ะ อย่ากลับไปอยู่จุดนั้นอีกเลย”
“ซาน…ขอโทษนะ แต่อิงค์ทำใจไม่ได้ อิงค์เลิกกับพี่เขาไม่ได้”
“ทำไม…ทำไมวะ กูรักของกูมาตั้งหลายปี กูไม่เคยทำให้มึงร้องไห้สักครั้ง แล้วทำไมวะ”
“เราเป็นเพื่อนกันนะซาน เราเป็นแค่เพื่อนกัน”
“เออ เราเป็นเพื่อนกัน” ใช่ เพราะเขากับเธอเป็นแค่เพื่อนกัน และมันจะไม่มีวันขยับความสัมพันธ์ไปเป็นอย่างอื่นได้
กลับมาที่ปัจจุบัน
ซานก้มหน้าวางหน้าผากลงกับพวงมาลัยรถ เขากำมือแน่นจนข้อขาวซีด ก่อนจะทุบมันลงกับพวงมาลัยอย่างแรงจนเกิดเสียงดังปัก!
“แล้วทำไมไม่ลืมวะ”
ทันใดนั้น เสียงเคาะกระจกรถก็ดังขึ้น เขาเงยหน้ามองตามเสียงนั้นแล้วกดลดกระจกลง
“มาจอดรถทำอะไรแถวนี้คะ” เสียงหวานที่คุ้นเคยกับรอยยิ้มสดใสของเมลทำให้เขาต้องรีบปรับอารมณ์ แล้วตอบกลับไปสั้นๆ
“ง่วง”
“หืม? อ๋อ จะบ่ายโมงแล้วนี่คะ แล้วพี่ซานเรียนเสร็จแล้วเหรอคะ”
“อืม” ซานมองเธอกลับบ้าง เมลอยู่ในชุดนักศึกษาตัวเดิม แต่เธอปล่อยผมสยายแล้วเกี่ยวทัดหูข้างหนึ่ง “มาทำอะไรแถวนี้?”
“ก็มหา'ลัยเมลอยู่แถวนี้นี่คะ พี่ซานน่ะมาทำอะไรแถวนี้” เธอถามกลับ แต่ซานไม่ได้ตอบกลับทันที เขาเพียงเพยิดหน้าฝั่งเบาะผู้โดยสารแล้วเลื่อนกระจกรถขึ้น
เมลยิ้มบางๆ แล้วรีบเดินไปขึ้นรถเขา
ซานขับรถออกตัวช้าๆ สายตาจับจ้องถนนเบื้องหน้า แต่ภาพที่ซ้อนทับอยู่ในหัวกลับไม่ใช่ทางตรงยาวเหยียด หากเป็นภาพผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่ท่ามกลางทางเลือก แล้วเลือกจะไม่เลือกเขา เสียงคำว่า เราเป็นเพื่อนกันนะซาน ยังชัดเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
มือที่จับพวงมาลัยเกร็งแน่นโดยไม่รู้ตัว เขาไม่เคยกลัวการต่อยตี ไม่เคยกลัวการเสียหน้า แต่เขากลัว…กลัวความรู้สึกแบบวันนั้น กลัวการยืนมองคนที่รักเดินกลับไปหาคนที่ทำร้ายเธอ
กลัวการถูกทิ้งไว้ในฐานะแค่เพื่อน และกลัวที่สุด กลัวว่าจะต้องเสียอิงค์ไปตลอดกาล ทั้งที่ความจริงเขาเสียเธอไปตั้งแต่วันที่เธอเลือกแล้ว
“พี่ซานเป็นอะไรหรือเปล่าคะ เงียบจัง” เมลเอียงหน้ามอง สีหน้าใสซื่อเหมือนไม่มีอะไรซับซ้อนในโลกของเธอ
“เปล่า” เขาตอบสั้นๆ แต่เสียงแหบกว่าปกติ
เมลเงียบลงเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองนอกกระจกบ้าง ลมจากแอร์พัดเส้นผมเธอปลิวบางเบา ภาพนั้นทำให้ซานต้องเม้มปากแน่น เขาไม่ควรดึงเธอเข้ามาในชีวิต และไม่ควรให้ความหวัง แต่หัวใจคนมันไม่เชื่อฟังง่ายๆ
ทุกครั้งที่เขาเห็นผู้หญิงร้องไห้ ภาพอิงค์ในวันนั้นจะย้อนกลับมา ทุกครั้งที่มีใครพูดคำว่าเพื่อน เขาจะรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าเบาๆ
เขาเคยคิดว่าตัวเองเข้มแข็งพอจะรอ แต่สุดท้ายเขาก็เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่รักฝ่ายเดียว รักโดยอีกฝ่ายปฏิเสธด้วยคำว่า เราเป็นเพื่อนกัน มาโดยตลอด
ขับรถมาอีกไม่นานก็ติดไฟแดงอีก ซานถอนหายใจยาวแล้วเอนศีรษะพิงพนักเบาๆ แวบหนึ่งเขาเผลอคิด ถ้าวันนั้นอิงค์เลือกเขา ทุกอย่างจะต่างออกไปไหม หรือสุดท้าย เขาก็จะกลายเป็นคนที่ทำให้เธอร้องไห้เหมือนกัน
ความกลัวมันฝังลึกกว่าความโกรธ เขาไม่ได้กลัวว่าอิงค์จะมีคนใหม่ เขากลัวว่าต่อให้มีโอกาสอีกครั้ง เธอก็จะยังไม่เลือกเขาอยู่ดี
“พี่ซาน” เมลเรียกเบาๆ “ถ้าง่วงมาก เดี๋ยวเมลเลี้ยงกาแฟนะคะ จะได้ไม่ง่วง”
เขาหันมามองเธอชั่วครู่ แววตาที่เคยกร้าวกลับอ่อนลงโดยไม่ตั้งใจ
“ไม่ต้อง” เขาว่าเสียงเรียบ “แค่ง่วง ไม่ได้จะตาย” แต่ในใจเขารู้ดี สิ่งที่ทำให้เขาเหนื่อยไม่ใช่การเรียน ไม่ใช่ความง่วง มันคือการที่เวลาผ่านไปเป็นปีๆ แล้วเขายังลืมผู้หญิงคนนั้นไม่ได้
ยังเจ็บกับคำว่า เพื่อน และยังกลัว…ว่าจะไม่มีใครเลือกเขาจริงๆ สักที
“เห็นบอกว่าง่วง เมลก็เลยอยากเลี้ยงกาแฟน่ะค่ะ”
“ถ้าอยากเลี้ยงจริง…งั้นก็ได้” ทั้งที่เขาก็เพิ่งกินมาแท้ๆ แต่พอเห็นแววตาเธอที่อยากเลี้ยงเขาจริงๆ จึงตอบตกลงอย่างไม่ลังเลใจ
ซานขับรถพาเธอไปยังร้านกาแฟที่ประจำเขา
“ว้าว ในกรุงเทพมีร้านแบบนี้ด้วยเหรอคะ น่านั่งจัง” เมลปิดประตูเบาๆ เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าบนยอดตึกหนึ่ง ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา “สวยจัง ดูมีเสน่ห์มากเลยค่ะ”
“เข้าไปข้างในเถอะ” ซานเดินนำไปก่อน เขานั่งโต๊ะประจำพร้อมกับวางกระเป๋าเงินและโทรศัพท์ลง
“อ้าวเฮีย วันนี้มาคนเดียวอีกแล้วเหรอครับ”
“เปล่า” ซานบุ้ยปากไปเมลที่เพิ่งเดินเข้ามา “เอาอเมริกาโนน้ำส้ม”
“ได้ครับ แล้วน้อง…”
“เมลค่ะ เอาชาไทยหวานน้อย”
ซานหัวเราะเบาๆ แล้วหยิบโทรศัพท์มาเล่น
“เมื่อกี้หัวเราะอะไรเหรอคะ”
“เปล่า”
“พี่ซานคะ” เมลกะพริบตาปริบๆ “พี่รู้จักชื่อเล่น ทั้งชื่อจริงเมลหมดเลย เมลรู้สึกเสียเปรียบนิดหน่อยค่ะ”
“เสียเปรียบอะไร”
“ก็พี่ซานรู้อยู่ฝ่ายเดียวนี่นา เมลยังไม่รู้ชื่อจริงพี่ซานเลยค่ะ”
“จะอยากรู้ไปทำไม”
“ค่ะ ไม่อยากรู้แล้วก็ได้ค่ะ” เธอบึนปากใส่เขา แล้วหันไปมองประตูร้าน ทว่าจู่ๆ ซานก็เอ่ยขึ้น
“ภูริพัฒน์”
“ภูริพัฒน์เหรอคะ ชื่อเพราะจัง แล้วนามสกุลอะไรคะ”
“ภูริพัฒน์ ก้องเกียรติ”
“ว้าว ชื่อเพราะจัง แต่เราสองคนชื่อคล้ายกันมากนะคะ นี่ภัทรพร ส่วนนี่ภูริพัฒน์” เธอชี้นิ้วใส่ตัวเองแล้วก็ชี้ไปหาเขา “แล้วนึกยังไงถึงบอกคะ นึกว่าจะหวงชื่อซะแล้ว”
“บอกก็เพราะอยากบอก”
“ค่ะ ภูริพัฒน์”
“อย่าปีนเกลียวน้อง”
“เปล่าค่ะ เมลขอเรียกพี่ซานว่าภูริพัฒน์แล้วกันนะคะ เพราะเมลชอบชื่อนี้ค่ะ เพราะดี” เธอยิ้มจนแก้มป่องนิดๆ และนั่นก็ทำให้ซานหลุดยิ้มตาม
“นี่ยิ้มเหรอคะ”
“ร้องไห้อยู่มั้ง”
“ค่ะ ยิ้มก็ยิ้ม แต่ภูริพัฒน์ยิ้มแล้วน่ารักกว่าตอนทำหน้าบึ้งนะคะ”
“จุ้น!”
