บทที่ 3 บทที่ 2 ตอกย้ำ
บทที่ 2 ตอกย้ำ
บนรถ เสียงสะอื้นของเมลยังดังไม่ขาดสาย แต่คราวนี้มันไม่ใช่เสียงร้องโฮอีกแล้ว เป็นเพียงลมหายใจสะดุดขาดเป็นช่วงๆ เหมือนคนพยายามกลืนความเจ็บปวดกลับลงไป ทั้งที่มันก็ล้นออกมาอยู่ดี
ซานเท้าศอกกับประตูรถ มือค้ำขมับด้วยสีหน้าเอือมระอาเหมือนเดิม
“นี่ หยุดร้องไห้แล้วร้องเพลงจะน่าฟังกว่านะ”
เมลสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบยกมือขึ้นปาดแก้มอย่างลนลาน ราวกับกลัวว่าจะทำให้เขารำคาญไปมากกว่านี้
“ขะ…ขอโทษนะคะ ฮือ~ เมลไม่ได้ตั้งใจจะเสียงดัง”
“ก็นั่นแหละ” ซานพูดห้วนๆ “แล้วคิดว่าฉันอยากฟังมากหรือไง นี่นั่งฟังมาหลายนาทีแล้ว น้ำตาจะหมดตัวหรือยัง ร้องขนาดนี้” เขาพึมพำประโยคสุดท้ายเบาๆ แล้วเบือนหน้าหนีไปทางกระจก
เมลก้มหน้าลงทันที ไหล่บางสั่นเล็กน้อย เธอพยายามกลั้นเสียง แต่ยิ่งพยายามเท่าไร น้ำตากลับยิ่งไหลเหมือนคนที่ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะควบคุมอะไรได้อีกแล้ว
“นี่” ซานเอ่ยขึ้นอีกครั้ง เมลชะงักเล็กน้อยแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างระแวง ดวงตาแดงช้ำและบวมเล็กน้อย ซานมองแล้วพูดต่อ “ชื่ออะไร”
“ชะ ชื่อ…” เสียงเธอสั่นจนแทบไม่เป็นคำ เมลเม้มปากแน่น กลืนสะอื้นลงคอ “จำเป็นต้องรู้ด้วยเหรอคะ เราไม่ได้สนิทกัน”
“ขึ้นรถมาด้วยกันขนาดนี้ จะไม่เรียกว่าสนิทก็ได้ แต่มีมารยาทหน่อยก็ดี”
“ชื่อเมลค่ะ” เธอตอบเบาเสียจนแทบไม่ได้ยิน
“เมล ที่แปลว่าความหวานน่ะนะ?”
“อืม…” เธอพยักหน้าเล็กน้อย ปลายเสียงสั่นพร่า ก่อนจะเงยหน้ามองเขาอย่างลังเล “แล้ว…พี่ชื่ออะไรล่ะคะ”
“ไอแอมซาน”
“พี่ซานเหรอ”
“อืม” ซานถอนหายใจต่ำๆ คราวนี้น้ำเสียงเคร่งลงอย่างเห็นได้ชัด “แล้วไม่รู้จริงๆ เหรอ ว่าแฟนเธอมันหลอกให้มาที่นี่ เพราะเอาเธอเป็นเดิมพัน แม่ง! เลวชิบหาย”
เมลนิ่งไปทันที ราวกับคำพูดนั้นกระแทกตรงจุดที่เธอพยายามหลบหนีมาตลอด ริมฝีปากสั่นระริก แต่ไม่มีเสียงร้องออกมา มีเพียงน้ำตาที่ไหลลงมาเงียบๆ
“อึก…” เธอสูดลมหายใจไม่เข้า “ฮือ~”
“เดี๋ยวๆ” ซานขมวดคิ้ว “ฉันแค่ถาม ไม่ได้จะตอกย้ำ”
เมลส่ายหน้าเบาๆ เสียงแผ่วจนแทบเป็นกระซิบ
“มัน…ตอกย้ำอยู่แล้วค่ะ ต่อให้พี่ไม่พูดเมลก็รู้ แต่แค่…ไม่อยากยอมรับ”
“โอเคๆ หยุดร้องก่อนได้ไหม ฉันไม่มีสมาธิขับรถแล้วเนี่ย แล้วเอายังไง? เธอจะลงตรงไหนดี ฉันจะได้แวะให้”
เมลส่ายหน้าพัลวัน เธอสะอื้นไห้แล้วดึงผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าออกมาเช็ดน้ำตาเบาๆ
“ไม่รู้จะอยู่คนเดียวได้ไหม อึก…เมลเสียใจ”
“แล้ว?” ซานยกไหล่เบาๆ “แล้วยังไง ฉันต้องอยู่เป็นเพื่อนหรือไงล่ะ”
“…” หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ
“ไม่เอาน่า เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น อีกอย่างฉันกับเธอก็เพิ่งรู้จักกันไม่นาน สองชั่วโมงได้ไหมวะเนี่ย” เขาขมวดคิ้วแล้วมองไปที่เมล “ก็นั่นแหละ ไม่ได้สนิทกัน”
หญิงสาวเม้มปากแน่น ก่อนจะเขยิบมาใกล้เขาอีกนิดหนึ่ง
“อะไร อย่ามาทำหน้าแบบนี้ ฉันไม่ได้ใจดีขนาดนั้น”
“พี่จะไปฉลองกับเพื่อนใช่ไหม”
“ใช่ ทำไม” ซานเหลือบตามองหน้าเมล “ไม่ได้ เธอจะมาทำตัวสนิทกับฉันไม่ได้” เขารีบดักทางทันที
“ให้เมลไปด้วย เมลนั่งดื่มอีกโต๊ะก็ได้”
“ตัวเท่าลูกหมา ดื่มเป็นแล้วเหรอ”
“ดื่มเป็น แต่ไม่เก่ง”
“คงไม่ได้” ซานเปิดไฟเลี้ยวมาจอดข้างถนน “ลงไป” เขาเพยิดหน้าไปที่ฟุตพาท “อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำสอง”
“จะ…ใจร้ายจัง” เมลร้องไห้ออกมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพราะเสียงดังหรือความตกใจ แต่เป็นเพราะเธอกำลังจะพังลงจริงๆ ตอนนี้เธอแค่ต้องการที่ยึดเหนี่ยวเล็กๆ อะไรก็ได้ ที่จะไม่ปล่อยให้ตัวเองแตกละเอียดไปมากกว่านี้ “เมลแค่ไม่อยากอยู่คนเดียว” เสียงเธอสั่นพร่า “อีกอย่าง เมลเป็นของเดิมพันที่พี่ได้มาแล้วนี่คะ”
คำพูดนั้นหลุดออกมาเบาๆ แต่หนักหน่วง ราวกับยอมรับสถานะของตัวเองอย่างหมดแรง ความรู้สึกตอนที่พังลงไป มันแทบไม่มีชิ้นดีพอให้เก็บกลับมาต่อใหม่ได้ เหมือนสิ่งของไร้ค่าที่ใครจะหยิบไปวางทิ้งไว้ตรงไหนก็ได้
“เออว่ะ เอาไงดีวะ” ซานมองเธออยู่นานกว่าครั้งก่อน สายตาไม่ได้แข็งเหมือนเดิม “แต่ถ้าให้เลือกระหว่างรถกับเธอ…” เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้น “ยากนะเนี่ย”
เมลเม้มปากแน่น น้ำตาไหลไม่ขาด
“อย่าตอกย้ำได้ไหมคะ ตอนนี้เมลรู้สึกเหมือนเป็นสิ่งของไร้ค่ามากๆ” เธอพูดทั้งน้ำตา “มันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ นะคะ”
ซานถอนหายใจแรงเล็กน้อย
“ไม่ต้องมามองค้อนเลย ฉันเป็นคนเก็บเธอกลับมา ไม่ได้เอาเธอไปทิ้งไว้ข้างทางเหมือนไอ้นั่น” เขารีบแย้งเมื่อเห็นสายตาอีกฝ่าย “แค่ฉันไม่รู้จะจัดการยังไงดี ไม่เคยเจออะไรแบบนี้เหมือนกัน”
เมลเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว
“ขออยู่แบบนี้ก่อนได้ไหมคะ”
“เอาๆ” ซานตอบหลังจากนิ่งคิด “เธอไปกับฉันได้ แต่ไม่ต้องลงจากรถ”
“ก็ได้ค่ะ” เธอปาดน้ำตาออกจากพวงแก้มแดงก่ำ สูดลมหายใจสั่นๆ “ขอถามอะไรได้ไหมคะ”
“ว่า?”
“ถ้าพี่มีแฟน…พี่จะทำแบบนี้กับแฟนพี่ไหม”
ซานหัวเราะหึในลำคอ
“ถามมาได้ ใครจะบ้าเอาแฟนตัวเองมาลงเดิมพันวะ มีแต่พวกเลวๆ เท่านั้นแหละ”
เมลยิ้มจางๆ ทั้งที่ตายังเปียก
“แฟนพี่โชคดีมากนะคะ”
“ยังไม่มี” ซานตอบสั้นๆ “แต่ถ้ามี ก็คงรักมาก”
“ทำไมถึงไม่มีแฟนคะ”
“ฉันชอบเที่ยว รักสนุก แต่ไม่ผูกพัน” เขาพูดตรงๆ “เคยได้ยินไหม”
“แบบ…ไหนเหรอ”
“ก็คุยๆ กันไป แต่ไม่คบไง แค่เอากันแล้วก็แยกย้าย” เมลยกมือขึ้นปิดหูตัวเองทันที “ทำไม แสลงหูมากเลยหรือไง?”
“แค่ไม่ชินค่ะ”
“หึ” ซานหัวเราะเบาๆ “เด็กสมัยนี้กระแดะดีนะ”
เมลเม้มปากเบาๆ แล้วก้มหน้าร้องไห้เงียบๆ ไม่เอ่ย ถามให้อีกฝ่ายรำคาญใจ
“ถ้ามีรักดีๆ เมลก็คงไม่ต้องมานั่งร้องไห้กับพี่แบบนี้” เธอพึมพำออกมาเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับเขา
ซานได้ยินชัดทุกคำ แต่เลือกจะส่ายหน้าเล็กน้อยอย่างคนเหนื่อยหน่ายกับเรื่องที่ไม่รู้จะรับมือยังไง
เขาเลี้ยวรถเข้ามาจอดหน้าร้านเหล้าริมทางตามที่นัดกับเพื่อนไว้ แสงไฟนีออนสาดเข้ามาในรถเป็นจังหวะ เมลนั่งกอดตัวเองแน่นอยู่เบาะหลัง ในรถเงียบงันกว่าตอนร้องไห้เสียอีก
ซานลงจากรถพร้อมปิดประตูดังปึง ก่อนเดินตรงไปที่โต๊ะเพื่อน ไต้ฝุ่นหรี่ตามองผ่านแว่น ส่วนไทเกอร์ที่กำลังคุยกับแฟนอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมามองทันที
“กว่าจะมานะมึง”
“เออ ติดปัญหานิดหน่อย” ซานตอบสั้นๆ
“แล้วนั่นรถไอ้เจฟเหรอ” ไต้ฝุ่นพยักเพยิดไปทางรถที่จอดริมฟุตพาท
“เออ” ซานคว้าแก้วเบียร์จากมือไทเกอร์มาดื่มรวดเดียว
“แต่…” ทัชชาหรี่ตามองไปทางรถ ก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อย เธอรีบกอดแขนแฟนหนุ่มแน่น “พี่ซาน พี่พาใครมาด้วยหรือเปล่าคะ หรือหนูตาฝาดไปเอง”
สตางค์ที่นั่งข้างแฟนหนุ่มชะโงกหน้ามามองทันที
“มีคนอยู่ในรถใช่ไหมคะ ตังค์เหมือนจะเห็นผู้หญิงกำลังร้องไห้อยู่เลย”
“ใครวะนั่น” ไทเกอร์ถามทันที
“แฟนไอ้เจฟ” ซานตอบเสียงเรียบ
“อ้าว แฟนมัน แล้วมากับมึงได้ยังไงวะ”
ซานหัวเราะหึในลำคอเบาๆ ก่อนจะเล่าให้เพื่อนฟัง
“มันเอารถมาลงเดิมพันกับกู แล้วแม่งก็เอาแฟนมาลงด้วย สรุปคือกูได้ทั้งรถ ได้ทั้งแฟนมันมาเลย”
“เหี้ยมาก” ไทเกอร์สบถ “แม่งเหี้ยเกินจริงๆ”
“โห…” สตางค์ทำหน้าไม่สบายใจ “แล้วเธอโอเคไหมคะเนี่ย ทำไมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย”
ซานเหลือบตาขึ้นเล็กน้อย
“ก็ร้องไห้ฟูมฟาย ไม่อยากอยู่คนเดียว เลยพามาด้วย แต่ให้อยู่บนรถนะ”
“พี่ซาน พาเธอลงมาดีไหมคะ” ทัชชาเอ่ยเบาๆ พลางมองหน้าซานสลับกับแฟนตัวเอง
“ไม่เอาน่า” ซานรีบห้าม “เดี๋ยวเสียบรรยากาศหมด” คำพูดนั้นออกไปง่ายกว่าที่คิด แต่สายตาของเขากลับเผลอเหลือบไปทางรถโดยไม่รู้ตัว เห็นเพียงเงาร่างเล็กๆ ที่ยังนั่งนิ่งอยู่ข้างใน “ไม่ต้องให้ลงมาหรอก” ซานพูดซ้ำ เหมือนย้ำกับตัวเองมากกว่าใคร “เราไม่ได้สนิทกับเขาขนาดนั้น”
ไทเกอร์ครางอืมในคอเบาๆ “แล้วจะเอาไงต่อวะ” คำถามของไทเกอร์ลอยค้างอยู่กลางโต๊ะ ไม่มีใครตอบในทันที
เสียงเพลงจากร้านเหล้าดังคลอ คลุกกับเสียงหัวเราะของโต๊ะข้างๆ แต่สำหรับซาน มันกลับฟังดูห่างไกลกว่าที่เคยเป็น เขายกแก้วเบียร์ขึ้นอีกครั้ง ดื่มอึกใหญ่เหมือนจะกลบอะไรบางอย่างในอก
“ก็ยังไม่รู้” ซานตอบในที่สุด “เดี๋ยวให้มันผ่านคืนนี้ไปก่อน”
สตางค์เม้มปากแน่น เธอหันไปมองรถอีกครั้ง ไฟในรถยังเปิดอยู่สลัวๆ
“เธอจะโอเคเหรอคะ นั่งอยู่คนเดียวแบบนั้น”
“เดี๋ยวก็ชิน” ซานตอบเร็วเกินไป “แป๊บเดียวเอง” คำว่า แป๊บเดียว ของเขา ไม่รู้ว่านับจากเวลาของใคร แต่สำหรับคนที่กำลังพังอยู่ในรถ มันอาจยาวนานกว่าทั้งคืน
ในรถ เมลนั่งกอดเข่าตัวเองแน่น เงาสะท้อนจากกระจกทำให้เห็นใบหน้าซีดเผือด ดวงตาบวมแดง เธอไม่ร้องไห้ออกมาแล้ว แค่นั่งนิ่ง…นิ่งจนเหมือนกลัวว่าถ้าขยับแม้แต่นิดเดียว ตัวเองจะพังลงไปมากกว่านี้อีก
เธอเห็นซานนั่งอยู่กับเพื่อน เห็นเขาหัวเราะบางจังหวะ เห็นแก้วเบียร์ถูกยกขึ้นลง ทุกภาพสะท้อนในกระจก เหมือนตอกย้ำว่าโลกข้างนอกยังหมุนต่อไปได้ปกติ มีแค่เธอคนเดียวที่ถูกทิ้งไว้ในรถคันหนึ่ง
เมลก้มหน้าลง วางหน้าผากชิดกับเข่าตัวเอง
“ไม่เป็นไร” เธอบอกกับตัวเอง อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ทิ้งเราไว้ข้างทาง
กลับมาที่โต๊ะ ไต้ฝุ่นเหลือบมองซานนิ่งๆ
“มึงดูไม่สนุกเลยนะวันนี้”
“กูก็ไม่ได้ตั้งใจจะสนุก” ซานพึมพำ
ทัชชาชะงักนิดๆ เธอมองซานอย่างลังเล ก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ
“พี่ซาน ชาว่าพี่พูดคำว่าเสียบรรยากาศแรงไปนิดนะคะ”
ซานชะงักเล็กน้อย มือที่กำลังจะยกแก้วหยุดค้างกลางอากาศ
“ก็พูดไปตามนั้นแหละ”
“แต่เธอไม่ใช่บรรยากาศนะคะ” สตางค์เสริมเสียงเบา “เธอเป็นคน” คำพูดนั้นไม่ได้ดังแต่กลับชัดกว่าดนตรีทั้งร้าน
ซานหัวเราะหึออกมาเบาๆ เหมือนจะไม่ใส่ใจ
“รู้แล้วน่า แต่อย่าลืมว่าพี่ไม่เคยรู้จักเขามาก่อนนะ และไม่ได้สนิทด้วย” แต่สายตาเขากลับหลุดไปทางรถอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว ไฟในรถยังติดอยู่และเงาร่างเล็กๆ ในนั้นยังไม่ขยับไปไหน
ซานหลุบตาลง แก้วเบียร์ในมือกลับไม่ขมเท่าเดิม มีบางอย่างค้างอยู่ในอก หนักกว่าที่คิดและเป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มสงสัยว่า หรือจริงๆ แล้ว คนที่ทำให้บรรยากาศมันเสียอาจไม่ใช่ผู้หญิงที่นั่งร้องไห้อยู่ในรถ แต่เป็นเขาเอง
