บทที่ 4 บทที่ 3 เอายังไงดี

บทที่ 3 เอายังไงดี

“เออๆ เดี๋ยวไปเรียกลงมา” ซานจิ๊ปากใส่ทั้งสองสาวและถลึงตาใส่ไต้ฝุ่นกับไทเกอร์ เขาขยับปากพูดอย่างไม่ออกเสียงว่า เมียพวกมึงจุ้นจ้านจริงวะ!

ซานเดินไปเคาะกระจกรถฝั่งเบาะข้างคนขับเบาๆ เมื่อคนข้างในกดลดกระจกลงเขาก็ก้มหน้าให้เสมอกับอีกฝ่าย

“ลงไหม เพื่อนฉันชวนลงไปดื่ม”

“ละ ลงไปได้เหรอคะ”

“อืม” เขาเสสายตามองไปทางอื่น แล้วเอียงศีรษะเบาๆ ไปทางร้านเหล้าเป็นการบอกให้เธอลงจากรถ “ลง” เขาเปิดประตูออกกว้าง แล้วเดินนำเมลเข้าไปในร้าน

เธอมองตามเขาตาปริบๆ รอบดวงตาแดงบวมเพราะร้องไห้มาเป็นเวลานาน

เมลลงจากรถอย่างเงียบๆ เธอเดินตามหลังซานมาจนถึงโต๊ะที่เพื่อนเขานั่งอยู่ ทุกสายตาจ้องมาที่เธอจนไม่รู้จะทำยังไงต่อดี

“นั่งๆ” สตางค์เลื่อนเก้าอี้ออกมาให้เธอนั่ง “นั่งเลย ไม่เป็นไรหรอก เราชื่อสตางค์นะ เป็นแฟนพี่ไต้ฝุ่น ส่วนนี่พี่ฝุ่นกับพี่ไทเกอร์ แล้วก็นี่ทัชชา เป็นแฟนพี่ไทเกอร์” สตางค์แนะนำตัวเองพร้อมกับแนะนำทุกคนให้เมลรู้จัก

“เราชื่อ…เมล เป็น…” ริมฝีปากเล็กสั่นระริก “เป็นของเดิมพันที่มากับรถ”

ซานชะงักไปเสี้ยววินาทีเมื่อได้ยินคำว่าของเดิมพัน แต่เขาไม่พูดอะไร แค่ดึงเก้าอี้มานั่งลงข้างเมลเงียบๆ เหมือนตั้งใจจะนั่งขวางสายตาคนอื่นมากกว่าจะมานั่งดื่ม

ไต้ฝุ่นกับไทเกอร์สบตากันเล็กน้อย ก่อนจะพากันถอนหายใจ ทัชชาขยับแก้วเหล้าในมือวางลงเบาๆ แล้วเอนตัวเข้าหาเมลด้วยท่าทีอ่อนโยน

“ที่นี่ไม่มีของเดิมพันหรอกนะ มีแต่คนเมากับคนอกหัก” เธอยิ้มบางๆ “เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งพอ”

สตางค์พยักหน้ารัวๆ ก่อนจะยื่นแก้วน้ำเปล่าให้เมลแทนแก้วเหล้า

“เอานี่ก่อนก็ได้ ดื่มน้ำก็ถือว่าดื่มกับพวกเราแล้ว”

เมลรับแก้วมาด้วยมือที่ยังสั่นเล็กน้อย นิ้วเรียวกำแก้วแน่นเหมือนกลัวว่าถ้าปล่อยเมื่อไร ตัวเองจะพังลงตรงนั้น เธอก้มหน้ามองน้ำใสในแก้ว ภาพสะท้อนในนั้นคือดวงตาที่แดงช้ำและรอยแตกละเอียดในใจที่ยังไม่มีใครมองเห็น

“ขอโทษนะคะ ที่ทำบรรยากาศแย่” เสียงเธอแผ่วจนแทบกลืนไปกับเสียงเพลงในร้าน

“ไม่แย่หรอก” ไทเกอร์เอ่ยขึ้นเสียงทุ้ม “ถ้ามันแย่จริง ไอ้ซานคงไม่พาลงมา”

ทุกสายตาหันไปมองซาน เจ้าตัวชะงักเล็กน้อยก่อนจะขยับแก้วเหล้าขึ้นจิบอึกหนึ่ง แล้วถลึงตาใส่เพื่อนตัวดีที่เป็นคนกดดันเขาให้ไปพาเธอลงมา

“กูก็แค่ไม่อยากให้ใครนั่งร้องไห้อยู่ในรถคนเดียว” เขาพูดเรียบๆ แต่สายตาที่เหลือบมองเมลกลับหนักแน่นกว่าคำพูด

เมลเงยหน้าขึ้นสบตาเขาเพียงครู่เดียว ก่อนจะรีบหลบตา หัวใจเต้นแรงอย่างประหลาด ความอึดอัดในอกยังไม่หาย แต่ความโดดเดี่ยวกลับเบาลงนิดหนึ่ง อย่างน้อยตรงนี้ก็มีคนฟัง มีคนยื่นเก้าอี้ให้เธอนั่ง ไม่ได้มองเธอเป็นแค่ของเดิมพัน

เสียงแก้วกระทบกันดังขึ้นอีกครั้ง บทสนทนาค่อยๆ ไหลไปเรื่องอื่น แต่เมลยังนั่งเงียบ เธอรับฟังทุกเสียงรอบตัวเหมือนกำลังพักหายใจในพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว ค่ำคืนนี้อาจยังไม่ช่วยเยียวยาอะไรได้มากนัก แต่สำหรับเธอ แค่ไม่ต้องร้องไห้อยู่ลำพังก็เพียงพอแล้วในตอนนี้

เวลาล่วงเลยไปถึงสองชั่วโมง จากที่ดื่มน้ำที่สตางค์ยื่นให้แต่แรก ตอนนี้น้ำในแก้วของเมลก็เปลี่ยนเป็นเบียร์สดเย็นๆ แล้ว

“เรามีบ้านไหม” ไต้ฝุ่นถาม “อยากกลับบ้านไหม ดึกแล้วนะเนี่ย ไอ้ซานมึงรับผิดชอบด้วย”

“ไหวเป็นกูวะ มากันตั้งหลายคนนะเว้ย” ซานวางแก้วลงดังปึก! ตอบกลับไต้ฝุ่นเสียงแข็ง

“ก็มึงพาน้องมันมาไง มึงก็อาสาไปส่งน้องมันดิวะ”

“แท็กซี่ก็มีไหม ทำไมต้องกู”

“พี่ซาน เป็นสุภาพบุรุษหน่อยสิคะ” ทัชชามุ่นคิ้วใส่เขาน้อยๆ อย่างน่ารัก

“น้องชาขา พี่ไม่ได้สนิทกับยายนี่เลย แล้ว…” เขายกไหล่ขึ้นเล็กน้อย “แล้วทำไมพี่ต้องทำแบบนั้น”

“ก็ตอนนี้เมลอยู่ในความดูแลพี่ซานแล้วไงคะ” ทัชชาตอบกลับ

“เออ เห็นด้วยกับแฟนกู” ไทเกอร์พูดเสริมจากแฟนสาว สตางค์กับไต้ฝุ่นก็พยักหน้าเห็นด้วย “มึงก็ไปส่งน้องเขาแค่นั้น แล้วเดี๋ยวจะเคลียร์กันยังไงก็ให้เป็นเรื่องของน้องมันไง”

“พวกมึงนี่ยังไงวะ ยัดเยียดให้กูเป็นสุภาพบุรุษให่ได้เลย?”

“เออ เปลี่ยนจากไปรับเด็กเอ็นเป็นรับน้องคนนี้ไปส่งบ้านก็ดีไม่น้อย ภาพลักษณ์มึงจะได้ดูดีหน่อย ไม่ใช่เป็นสุภาพบุรุษแค่ตอนไปรับสาวไปเอาท่านั้น”

“พี่เสือ” ทัชชาตีแขนแฟนหนุ่มเบาๆ แล้วหันไปมองหน้าซานเป็นการกดดันเบาๆ

ชายหนุ่มหัมมองหญิงสาวที่ก้มหน้าก้มตาอยู่ข้างๆ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เป็นการยอมรับ

“ถ้ารู้ว่าคออ่อนก็หยุดกินสิ ถ้าเมาแล้วอ้วกใส่กันล่ะน่าดู!” ซานพูดขณะยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบเล็กน้อย เหลือบมองเมลด้วยหางตาเท่านั้น

“อันที่จริง…เมลเป็นคนขี้อายมากนะคะ แต่ไม่รู้ทำไมถึงกล้ามากับพี่ซาน ทั้งที่ไม่สนิทกันอย่างที่พี่ซานพูด หรือบางที” เธอเม้มปากแน่น “เมลอาจกำลังทำหน้าที่ของเดิมพันอยู่ก็ได้”

“อื้อ~ ไม่เอาๆ ไม่ต้องพูดแล้วนะ” สตางค์รู้สึกสงสารเธอมาก เพราะครั้งหนึ่งเธอก็เคยจมอยู่กับความรู้สึกนี้ มันทั้งอึดอัดและสับสนจนเลือกไม่ถูกว่าจะไปทางไหนดี

“ทำไม…เขาใจร้ายกับเมลจัง เมลรักเขามากเลยนะคะ”

“อืม” ไต้ฝุ่นพยักหน้าเบาๆ แล้วเปิดโอกาสให้เธอพูดต่อ เพื่อระบายความอัดอั้นในใจออกมา

“คนเรามันจะเลวได้ขนาดนี้เลยเหรอคะ” เมลเงยหน้าเปียกน้ำตามองทุกคน ก่อนจะก้มหน้าอย่างเดิม “ทำไมต้องเป็นเมลด้วยคะ ทำไมคนที่เจ็บปวดต้องเป็นเมลด้วย”

“ต่อให้ไม่ใช่เธอ ถ้ามันจะเอาเป็นของเดิมพันมันก็เอา อย่าคิดว่าตัวเองเจอเรื่องแย่อยู่คนเดียว คนมีหลายล้านคน เขาเจอหนักกว่าเธอก็มี” ซานพูดขึ้นโดยไม่หันมามองหน้าหญิงสาว

“จริงๆ นะเมล พี่ซานพูดถูกมากๆ เลย อย่าไปสนใจผู้ชายเลวๆ คนหนึ่งเลยนะ” สตางค์ยื่นมือมาจับมือเธอไว้หลวมๆ อย่างให้กำลังใจ “ยิ้มหน่อยสิ เราว่าเมลยิ้มสวยมากนะ ไม่เหมาะกับน้ำตาหรอก”

เมลสะอึกเล็กน้อย เธอฝืนยิ้มบางๆ ให้ทุกคน ทว่าน้ำตาก็ไหลลงอาบแก้มเหมือนกัน เป็นภาพที่น่าหดหู่ใจสำหรับผู้หญิงด้วยกัน

เวลาผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง เมลดื่มไปหลายแก้วจนตอนนี้แก้มนวลเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ รอบดวงตาบวมเป่งจากการร้องไห้

“นี่” ซานวางแก้วตัวเองลง ชี้หน้าเพื่อนสองคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม “ช่วยกูรับผิดชอบเลย พวกมึงยุยายนี่ดื่มดีนัก”

“ยุอะไร น้องมันอยากดื่มเองทั้งนั้น แล้วตอนนี้ก็” ไต้ฝุ่นมองเวลาบนจอโทรศัพท์ “ดึกแล้วด้วย พากลับเถอะมึง”

“สภาพนี้เนี่ยนะ ถามทางกลับบ้านรู้ไหมเถอะ” ซานถอนหายใจเบาๆ แล้วมองเมลที่ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ “เธอ” เขาเอานิ้วจิ้มแก้มเธอเบาๆ “ไหวไหมเนี่ย”

“อื้อ…ไหว” เมลเงยหน้าตอบกลับเสียงยืดยาน “หไหวอยู่แล้ว”

“หึหึ” ซานหัวเราะอย่างฝืนๆ แล้วเรียกพนักงานมาคิดเงิน เขาถอนหายใจหนักๆ อีกครั้งก่อนจะจับเรียวแขนเธอขึ้นมาพาดบ่าตัวเอง มือหนาจับประคองเอวคอดลุกขึ้น “ถ้าไหวจริงต้องไปขึ้นรถเองได้ แต่ถ้าอ่อนปวกเปียกเหมือนวุ้นแบบนี้ เรียกเมาโว้ย”

เมลเงยหน้ามองเขานิ่งๆ แม้สายตาจะพร่ามัวเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์

“พูดมากจังเลยค่ะ”

“อ้าว นี่พูดแบบนี้กับคนที่กำลังจะพาเธอไปส่งบ้านได้ยังไง”

“ก็พี่ซานบ่นหนู”

“แล้วมันน่าบ่นไหมวะ ภาระมาก”

“คำก็ภาระ สองคำก็ภาระ”

“เพิ่งจะพูดไปคำเดียวเถอะ” เขาจิ๊ปากใส่คนตัวเล็ก จู่ๆ ทัชชาก็พูดขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง

“พี่ไทเกอร์ ปล่อยให้ไปแบบนี้จะดีใช่ไหมคะ จะไม่ตีกันตายก่อนถึงที่หมายใช่ไหม”

“ไม่ต้องห่วงหรอก เพื่อนพี่คนนี้น่ะ ถึงจะดูกวนส้นตีนไปบ้าง แต่มันเป็นสุภาพบุรุษพอ แต่เฉพาะกับคนที่ไม่ใช่เหยื่อมันนะ” ไทเกอร์ยกยิ้มพร้อมกับเลิกคิ้วให้เพื่อนรัก ซึ่งซานก็เพยิดหน้าตอบกลับอย่างรู้งานเช่นกัน

“ค่ะ จะเชื่อพี่ไทเกอร์แล้วกัน”

“เออซาน แล้วนี่น้องมึงรู้เรื่องปะเนี่ย”

“หยุดเลย รายนั้นไม่ต้องให้รับรู้อะไรหรอก แค่นี้ก็วุ่นวายพอแล้ว”

“เออๆ กลับดีๆ” ทั้งไต้ฝุ่นและไทเกอร์เดินมาส่งซานกับเมลจนถึงรถ พอทั้งสองขับรถออกไปแล้วค่อยกลับไปที่รถตัวเอง

ในรถถูกปกคลุมด้วยความเงียบของทั้งสอง เมลเอนศีรษะมาซบต้นแขนเขา แล้วผล็อยหลับไปหน้าตาเฉย

“นี่” ซานกระตุกไหล่เบาๆ สองครั้ง แต่เธอกลับนิ่งเงียบไมาหือไม่อือกับเขาเลย “เฮ้ย! บอกทางก่อนดิวะ ทางกลับบ้านน่ะ ไปทางไหนวะ” เขาเหลือบตามองอีกครั้ง

“อื้อ~”

“บอกทางกลับบ้านก่อน ไปทางไหน อย่าเพิ่งหลับนะเว้ย นี่เธอ! เธอ! เธอโว้ย!!” ซานทั้งตะโกนทั้งเขย่าตัวหญิงสาว แต่กลับไร้การตอบกลับจากเธอ ราวกับถูกคัดขาดจากโลกภายนอกแล้ว

“ไป…” จู่ๆ เธอก็พูดขึ้นมาก่อนจะเงียบไปอีกครั้ง ซานถอนหายใจเบาๆ แล้วแยกเขี้ยวใส่เธอ

“แม่งเอ๊ย…สรรหาเอามาลงเดิมพันจริงไอ้ฉิบหาย เอาแค่รถก็พอยังจะเอายายนี่มาให้กูอีก!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป