บทที่ 5 บทที่ 4 สุภาพบุรุษ(มั้ง)

บทที่ 4 สุภาพบุรุษ(มั้ง)

ซานขับรถวนไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้เลยว่าควรเลี้ยวซ้ายหรือขวาดี สุดท้ายเขาจึงตัดสินใจจอดรถชิดฟุตพาทข้างทาง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเสิร์ชหาที่พักแถวนั้นแทน

ริมฝีปากขบกันแน่นเล็กน้อย ดวงตาเหลือบมองคนข้างๆ ด้วยความหงุดหงิดที่กลบไม่มิด

“ช่วยไม่ได้” เขาพึมพำเสียงต่ำเหมือนบอกตัวเองมากกว่าจะพูดกับใคร “เธอไม่ยอมบอกเองว่าบ้านอยู่ตรงไหน”

ซานพาเมลเข้าไปเช็กอินที่รีสอร์ตเล็กๆ ริมถนน ตัวอาคารเงียบสงบ ไฟสีส้มสลัวทอดยาวไปตามทางเดินหินกรวด เหมาะจะเป็นที่พักชั่วคราวมากกว่าที่เขาคิดไว้ตอนแรก

เขาพาเธอขึ้นห้อง และวางกุญแจไว้บนโต๊ะหัวเตียง ก่อนจะหันหลังเตรียมเดินออกมาเหมือนหน้าที่ของเขาจบลงแค่นั้น แต่ฝีเท้ากลับชะงักอยู่ตรงลูกบิดประตู เสียงหายใจแผ่วๆ จากด้านหลังทำให้ซานเผลอกำมือแน่น ความคิดตีกันยุ่งเหยิง

‘ปล่อยเธอไว้คนเดียวตอนนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการทอดทิ้ง’

เขาถอนหายใจยาวอย่างคนยอมแพ้ ก่อนจะหมุนตัวกลับมาโดยไม่พูดอะไรสักคำ แค่ดึงเก้าอี้มานั่งใกล้เตียง ดึงผ้าห่มให้คลุมตัวเธอจนถึงคอขึ้นอีกนิด

“อู้~ อ๊า~ บะ เบาๆ ได้ไหมคะ เสียวมาก จะแตกแล้ว”

ซานชะงักเล็กน้อย เมื่อเสียงห้องข้างๆ เล็ดลอดเข้ามาในห้องเขา เปลือกตากะพริบปริบๆ หยุดฟังอยู่นานพอสมควรกว่าข้างห้องจะเงียบไป

“แม่ง…กูต้องมาทนฟังอะไรวะเนี่ย” เขาบ่นกับตัวเอง “เชี่ย ข้างห้องแตกในไปแล้ว กูยังแห้งกรังอยู่เลย ฉิบหาย!” เขาผ่อนลมหายใจเบาๆ แล้วเอนหลังกอดอกมองเธอ

ทั้งคืนซานแทบไม่ได้นอน เขานั่งเฝ้าอยู่ตรงนั้น คอยมองหน้าเธอเป็นระยะ เหมือนกลัวว่าแค่เผลอหลับไป ทุกอย่างจะพังลงอีกครั้งโดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว จนแสงแดดยามเช้าค่อยๆ สาดผ่านผ้าม่านบางๆ เข้ามาในห้อง

ซานเอนหลังพิงเก้าอี้ ดวงตาหนักอึ้งแทบลืมไม่ขึ้น แต่ก็ยังไม่ขยับไปไหน จนกว่าเธอจะตื่นและปลอดภัยจริงๆ

“แม่งเอ๊ย! ถ้าเป็นเด็กที่นัดมาก็ยังได้เอากันจนถึงเช้าบ้าง นี่แม่งไม่ได้อะไรเลย” เขาขยับปากบ่นพึมพำกับตัวเอง แล้วลุกขึ้นบิดกายไปมาเบาๆ ไล่ความเมื่อล้า ก่อนจะเดินไปหยิบน้ำดื่มในตู้เย็นมาเปิดกระดกเข้าปากจนเกือบหมด

เสียงฝาปิดขวดน้ำกระทบกันเบาๆ ทำให้เมลสะดุ้งตื่น เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพแรกที่เห็นคือเพดานสีขาวแปลกตา ไม่ใช่ห้องที่เธอคุ้นเคย หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที เธอขยับตัวเล็กน้อย ผ้าห่มที่คลุมอยู่เลื่อนลงมาถึงอก เมลชะงักยกมือขึ้นกำผ้าไว้แน่น ความคิดเลวร้ายถาโถมเข้ามาพร้อมกันจนหายใจติดขัด

นี่ที่ไหน…แล้วเขาพาเธอมาทำอะไร

ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนขาดๆ หายๆ ผุดขึ้นมา เธอจำได้แค่ว่าซานเป็นคนขับรถแล้วทุกอย่างก็มืดไป สายตาเธอสั่นไหว ก่อนจะเหลือบไปเห็นเงาคนยืนอยู่ไม่ไกลนัก

ซาน!

เมลรีบผุดลุกขึ้นนั่ง เสียงผ้าห่มเสียดสีกับเตียงดังชัดในความเงียบ

“พี่…พี่ซาน” เสียงเธอสั่นพร่าโดยไม่รู้ตัว “นี่มันที่ไหนคะ”

ซานหันขวับมามอง สีหน้าชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาตื่นตระหนกของเธอ

เมลกอดตัวเองแน่น เงยหน้ามองเขาเหมือนคนจนมุม ทั้งกลัว ทั้งสับสน และไม่กล้าถามตรง ๆ ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง

“พี่พาเมลมาทำอะไร” เธอกลืนคำพูดที่เหลือลงคอ น้ำเสียงแผ่วจนแทบเป็นกระซิบ

ซานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาวเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าความเงียบทั้งคืนของเขาอาจทำให้เธอคิดไปไกลกว่าที่ควรจะเป็น

“ไม่ต้องมาเล่นบทเหยื่อเลย เธอเมาแล้วไม่บอกทางกลับบ้านฉันเอง ฉันจำเป็นต้องพามาพักรีสอร์ตนี่ไง”

“แล้วพี่…” เธอก้มมองตัวเอง แล้วรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวเองราวกับดักแด้กำลังสร้างใยป้องกันตัวเองจากอันตราย

ซานเท้าเอวมองพร้อมหัวเราะหึในลำคอเบาๆ

“นี่ ฉันไม่ได้พิศวาสเธอขนาดนั้น ไม่ต้องมาทำหน้าเหมือนโดนข่มขืน สภาพอย่างกับผีแบบนี้ใครมันจะไปมีอารมณ์”

“พูดแรงไปไหมคะ”

“ไม่แรงหรอก เธอทำฉันเสียเวลามาทั้งคืนแล้ว” เขาเดินไปคว้ากุญแจรถกับกระเป๋าเงินที่ตนวางไว้บนโต๊ะ “จ่ายค่าห้องเองแล้วกัน”

“เดี๋ยวค่ะๆ” เมลรีบลงจากเตียง “เมื่อคืนเมล…” ร่างเล็กก้มหน้ารู้สึกผิด “ขอโทษนะคะ แล้วก็ขอบคุณที่เฝ้าเมลทั้งคืน”

“หึ! รู้ตัวแล้วเหรอว่าควรขอบคุณฉันมากกว่ามาทำหน้าแบบนั้นใส่ฉันน่ะ”

“เมลเมานี่คะ แล้วพี่ก็เป็นผู้ชายด้วย”

“ถึงฉันจะเป็นผู้ชาย แต่ฉันไม่ใช่หมานะ ที่จะเอาได้ไม่เลือกน่ะ ปล่อย” ซานสะบัดมือเมลออกจากแขนตัวเอง “กลับเองแล้วกัน”

“ค่ะ”

ซานเดินออกมาจากห้องพัก เขาไม่ได้เหลียวมองเธออีก ด้านเมลก็รีบออกไปจ่ายค่าห้องแล้วเดินออกไปเรียกแท็กซีหน้ารีสอร์ต

รถของซานขับออกมาจากที่จอด เขามองเธอผ่านกระจกรถตัวเองแต่ไม่ได้จอด ทว่าหางตากลับเหลือบเห็นกระเป๋าเธอบนเบาะพอดี เขาจึงจอดรถแล้วเลื่อนกระจกลง

“นี่”

“คะ” เมลหันมาตามเสียงเรียก

“กระเป๋าเธอ”

“อ๋อ” ร่างเล็กรีบก้าวเท้าไปใกล้รถเขา หยิบกระเป๋าจากมือมาคล้องบ่า

“ขึ้นรถ เดี๋ยวไปส่ง”

“เอ่อ…”

“เร็ว อย่าเล่นตัว”

“ค่ะๆ”

เมลขึ้นมานั่งบนรถเสร็จก็รีบดึงเข็มขัดมาคาดอย่างรู้งาน

“บ้านอยู่ตรงไหน”

“เอ่อ…ตรงไปเลยค่ะ เป็นหมู่บ้านอยู่ใกล้ๆ กับโรวดรีบนนานาชาติ”

ซานไม่ได้ตอบกลับ เขาขับรถไปตามทางที่เธอบอกกระทั่งเข้ามาในหมู่บ้านข้างโรวเรียนนานาชาติ เขาขับเข้ามาในซอยสองเกือบจะสุดซอย เมลก็รีบชี้นิ้วไปยังบ้านหลังหนึ่ง

“จอดตรงนี้ค่ะ”

“อืม”

“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณที่มาส่ง แล้วก็ขอบคุณที่เฝ้าเมลทั้งคืน”

“อืม ลงไปได้แล้ว” เขาเพยิดหน้าไปทางรั้วบ้าน เธอก็รีบลงไปจากรถ พร้อมโบกมือให้เขาในจังหวะที่ซานถอยรถออกไปจากหน้าบ้านด้วย

“เมล ทำไมเมื่อวานไม่กลับบ้าน” เสียงเข้มของพ่อดังออกมาจากในบ้าน น้ำเสียงไม่ดังนักแต่หนักแน่นพอจะทำให้หัวใจเธอสะดุดวูบ

หญิงสาวชะงักฝีเท้า มือที่จับสายกระเป๋าแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“เอ่อ…”

“ทำไมไม่กลับบ้าน” พ่อทวนคำเดิมและชัดถ้อยชัดคำกว่าเดิม “พ่อขอเหตุผลดีๆ หน่อยสิ”

เมลสูดลมหายใจลึก เหมือนต้องรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดไว้ที่ลำคอ

“ขอโทษค่ะ” เสียงเธอเบาเรียบเกินไป

“แล้วเมื่อกี้พี่เจฟมาส่งใช่ไหม”

คำถามนั้นทำให้เธอเงียบไปชั่วอึดใจ ดวงตาหลบเลี่ยงโดยอัตโนมัติราวกับถ้ามองสบตา พ่อจะเห็นอะไรบางอย่างที่เธอพยายามซ่อนเอาไว้

“พ่อถาม” น้ำเสียงพ่อเข้มขึ้นอีกเล็กน้อย “เมื่อคืนไปไหนมา แล้วทำไมต้องปิดโทรศัพท์”

เมลเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะตอบด้วยเสียงที่พยายามควบคุมให้ราบเรียบ

“โทรศัพท์เมลแบตหมดค่ะ” เธอเว้นจังหวะสั้นๆ ชั่วเสี้ยววินาทีที่หัวใจบีบรัดตัวเอง แล้วจึงพูดต่อเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา “แล้วเมลกับพี่เจฟ เราเลิกกันแล้วค่ะ”

“เลิกกัน?” พ่อทวนซ้ำ สีหน้าฉายแววไม่เชื่อ

“ค่ะ เลิกกันแล้ว” เธอพยักหน้าเบาๆ ไม่เปิดโอกาสให้เสียงสั่นไหวหลุดออกมาแม้แต่นิดเดียว “เมลขอโทษนะคะ” คำขอโทษนั้นไม่ได้อธิบายอะไร แต่เหมือนเป็นการปิดบทสนทนา แล้วเมลก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย “เมลขอตัวนะคะพ่อ” เธอเดินผ่านไปโดยไม่หันกลับมา ไม่ยอมให้พ่อเห็นว่าภายใต้สีหน้าเรียบเฉยนั้น ความเสียใจมันกำลังไหลเอ่อจนแทบปิดไม่มิด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป