บทที่ 7 บทที่ 6 ตัวร้าย
บทที่ 6 ตัวร้าย
ซานเดินมาหยุดอยู่ข้างรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดหน้าตึกคณะของเมล ก่อนจะล้วงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาไต้ฝุ่นที่โทรหาเขาก่อนหน้าแต่ไม่ได้รับสาย
“อืม โทรมาหากูแต่เช้าขนาดนี้ จะให้ตามงานให้หรือไง”
(รู้งานมากเพื่อน ฝากด้วยนะ กูอาจจะสายหน่อย เดี๋ยวพาตังค์ไปหาหมอก่อน)
“น้องตังค์เป็นอะไร”
(ภูมิแพ้ เดี๋ยวสักสิบโมงกูเข้าไป)
“เออ รีบมาหน่อย”
(ครับผม)
ปลายสายตัดไป ซานเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า หยิบหมวกกันน็อกขึ้นมาสวมโดยไม่เสียเวลามองรอบตัว
“พี่ซาน” เสียงเล็กติดหอบดังขึ้นด้านหลัง เขาหันกลับไปมองเพียงแวบเดียว
“มีอะไร”
“ไปด้วยได้ไหมคะ”
“จะไปไหน” น้ำเสียงเขาเรียบสนิท “หรือเธอจะโดดเรียน”
“วันนี้เข้ามาส่งงานค่ะ ไม่ได้เรียน”
“อืม” ซานพยักหน้าเบาๆ แต่แววตาไม่ได้อ่อนลง “ฉันมีเรียน งานก็เยอะ ไม่ได้มีเวลาพาใครไปไหน”
“เมลไม่กวนค่ะ แค่นั่งไปด้วย”
“ไม่จำเป็น” เขาตัดบทสั้นๆ ก่อนจะก้าวขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์
เมลก้มหน้าลง คำพูดที่เหลือค้างอยู่ในลำคอถูกกลืนหาย เธอขยับถอยออกไปหนึ่งก้าว ทว่าก่อนจะสตาร์ตรถซานก็หยุดมือไว้ครู่หนึ่ง แล้วเพยิดหน้าไปทางเบาะหลังอย่างไม่มองหน้า
“ขึ้นมา ถ้าจะไปจริงๆ”
เมลเงยหน้าขึ้นอย่างไม่ลังเล รีบก้าวมาซ้อนท้ายตามคำอนุญาตที่เย็นชาเกินกว่าจะเรียกว่าใจดี
“เคยซ้อนมอเตอร์ไซค์ไหม”
“เคยค่ะ”
“จับให้แน่น” เขาพูดเพียงเท่านั้น ก่อนจะบิดคันเร่งออกตัวทันที
“จับแน่นๆ ล่ะ” เขาพูดขึ้นเรียบๆ โดยไม่หันกลับมามอง
เมลพยักหน้าทั้งที่รู้ว่าเขาไม่เห็น ก่อนจะขยับมือไปเกาะเอวเขาไว้เบาๆ หัวใจเต้นแรงกว่าความเร็วของรถเสียอีก
ตลอดทางซานขี่รถด้วยท่าทางชำนาญ เลี้ยวเข้าออกระหว่างถนนในมหาวิทยาลัยอย่างคล่องแคล่ว ขณะที่เมลนั่งเงียบ ปล่อยให้สายตาไล้มองผู้คนและตึกเรียนที่ค่อยๆ ถอยหลังไป ความรู้สึกแปลกๆ เอ่อขึ้นมาในอกทั้งอุ่น ทั้งประหม่า เกือบสามสิบนาที ในที่สุดรถก็ชะลอลงก่อนจะจอดริมทางใกล้อาคารเรียนของซานอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง
“ถึงแล้ว ลงได้”
เมลค่อยๆ ลงจากรถ
“ขอบคุณนะคะพี่ซาน”
ซานถอดหมวกกันน็อกแขวนไว้ที่แฮนด์รถ แล้วหันไปพูดกับเมลเสียงติดดุนิดๆ
“อย่าเถลไถลที่ไหน ที่นี่มีแต่ผู้ชายถ้าไม่อยากถูกแทะโลมด้วยสายตาก็หาที่นั่งซะ”
เธอยิ้มบางๆ แล้วตอบกลับซานเสียงหวาน
“ค่ะ”
เขามองรอยยิ้มนั้นเพียงแวบเดียวก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้เมลยืนมองตามแผ่นหลังสูงที่ห่างออกไปเรื่อยๆ พร้อมความรู้สึกบางอย่างที่ยังคงอุ่นอยู่ตรงเอวตรงที่มือของเธอเคยแตะเขาไว้เมื่อครู่
“นี่กูเป็นอะไรวะ” ซานมุ่นคิ้วจิ๊ปากว่าให้ตัวเอง
“นั่นสาวม.ไหนวะน่ะ สวยจริงสวยจัง” เพื่อนในห้องที่เดินมาเห็นตอนที่ซานพาเมลมาพอดีเอ่ยถามอย่างแซวๆ
ซานเหลือบมองตามสายตาเพื่อนโดยอัตโนมัติ ก่อนจะรู้ตัวว่าคนที่อีกฝ่ายหมายถึงคือเมล เขาสะดุดฝีเท้าเล็กน้อย หัวใจเหมือนกระตุกวูบอย่างไม่มีเหตุผล มือที่ล้วงอยู่ในกระเป๋ากางเกงกำแน่นขึ้นมาเฉยๆ
“เออ ก็สวยดี” เขาตอบส่งๆ น้ำเสียงเหมือนไม่ใส่ใจ ทั้งที่สายตากลับเผลอเหลือบไปทางร่างบางอีกครั้ง
เมลยืนอยู่ไม่ไกล กำลังคุยโทรศัพท์เบาๆ แสงแดดยามสายตกกระทบผิวขาวนวลจนดูสว่างตา รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าทำให้ซานรู้สึกหงุดหงิดแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างค้างอยู่ในอก
“เด็กมึงไง?” เพื่อนอีกคนเอ่ยถาม
“เปล่า” ซานตอบกลับทันที
“พามานี่บ่อยๆ ระวังโดนจีบไปล่ะ” เพื่อนหัวเราะหึๆ
ซานแค่นเสียงในลำคอเบาๆ แล้วมองหน้าเพื่อน
“ใครจะกล้าจีบวะ” คำพูดหลุดออกไปเร็วกว่าที่คิด พอรู้ตัวก็ขมวดคิ้วกับตัวเองอีกครั้ง เขาหันไปมองเมลอย่างไม่รู้ตัว ความรู้สึกบางอย่างค่อยๆ ไต่ขึ้นมา ทั้งหงุดหงิด ทั้งรำคาญ ทั้งสับสนปนกันไปหมด
“นี่กูเป็นอะไรวะ” ซานพึมพำเบาๆ กับตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะเดินตรงไปหาไทเกอร์โดยไม่คิดจะรอเพื่อนต่ออีกแล้ว
เมลเดินมาหย่อนตัวนั่งลงบนม้านั่งใต้ต้นไม้ข้างตึกคณะ เธอรู้สึกประหม่ามาก เพราะถูกสายตาหลายคู่มองมาราวกับว่าเธอเป็นตัวประหลาด
“เอ้า!”
เสียงอุทานนั้นทำให้เธอเงยหน้ามองเจ้าของเสียงทันที รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเมื่อคนที่เดินเข้ามาหาคือไทเกอร์
“ไอ้ซานพามาเหรอ”
“เมลขอมากับพี่ซานเองค่ะ”
“มันก็ให้เรามา?”
“เอ่อ…ค่ะ”
“แปลกว่ะ ปกติไม่เคยหิ้วใครมาเยือนถิ่นเลย เราคนแรกนะเนี่ยที่ได้มากับซาน”
“แปลกเหรอคะ”
“ก็แปลกนะ สำหรับพี่น่ะ งั้นพี่ขอเข้าไปเรียนก่อน ใกล้จบแล้วงานยิ่งเยอะ อีกสองเดือนก็จบแล้ว”
“อ๋อค่ะ สู้ๆ นะคะ” เธอยิ้มให้ไทเกอร์แล้วชะเง้อมองตามหลังเขาไปจนลับตา
เมลนั่งรอจนกระทั่งซานเดินออกมาจากอาคารเรียน เขาตกใจเล็กน้อยที่เห็นเธอยังนั่งอยู่บนม้านั่ง เพราะคิดว่าเมลคงกลับไปนานแล้วเสียอีก
“เธอ…ยังอยู่อีกเหรอ”
“ก็…รอพี่ซานไงคะ”
“รอทำไม ฉันไม่ได้บอกให้รอ”
“เมลอยากรอค่ะ”
ซานหัวเราะในลำคออย่างไม่เชิงขำ สายตากวาดมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ดูใจง่ายเกินไปนะ มานั่งรอผู้ชายแบบนี้ ไม่กลัวคนมองไม่ดีหรือไง” เขาปัดใบไม้แห้งออกจากม้านั่งอีกตัว ก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงพร้อมเสียงครางอื้อเบาๆ “แล้วสรุป เธอกับหมอนั่นเลิกกันจริงไหม”
“แล้วพี่ซานคิดว่าเมลควรกลับไปหาเขาไหมคะ”
“อย่ามาย้อน ฉันถาม”
“เลิกค่ะ”
“แล้วทำไมไม่กลับบ้าน มานั่งรออะไรตั้งนาน” เขายกศอกค้ำโต๊ะ มือเท้าขมับ ก่อนเงยหน้ามองเธอด้วยแววตางุนงงปนระแวง
“เมลอยากรอค่ะ”
“ดูเธอไม่เสียใจเหมือนวันแรกแล้วนี่ ที่ร้องไห้จนขี้มูกโป่ง”
“คนเราต้องเดินหน้าค่ะ ไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่”
“เหรอ” ซานยกยิ้มมุมปาก หันไปมองไต้ฝุ่นกับไทเกอร์ก่อนจะพูดสั้นๆ “งั้นก็กลับ”
เมลลุกขึ้นยืนทันที เดินเข้ามาหาเขาหนึ่งก้าว
“อะไร” ซานถาม
“ก็…กลับกับพี่ซานไงคะ”
“เฮ้ย เอาจริงดิ” เขาหัวเราะเบาๆ แต่ในอกกลับว่างเปล่า ไม่ได้รู้สึกขำอย่างที่ควร
คำถามนั้นทำให้เมลชะงัก สายตาหลบเลี่ยงไปทางอื่นด้วยความเขินอายปนประหม่า
“นี่เธอตั้งใจมาเฝ้าฉันถึงที่นี่เลย?”
“เปล่านะคะ เมลก็แค่ว่าง”
“หึ” ซานหัวเราะในลำคออีกครั้ง “ฉันเริ่มไม่เชื่อคำพูดเธอแล้วนะ”
“คะ?”
“ไหนบอกขี้อาย แล้วการกระทำแบบนี้เรียกว่าขี้อายตรงไหน”
เมลเม้มริมฝีปาก ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“เมลแค่รู้สึกดีที่ได้อยู่ใกล้พี่ซานค่ะ ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเลย” เพราะเขาเป็นคนเดียวที่ฉุดเธอออกมาจากโลกมืดมน และทุกครั้งที่มีเขาอยู่ใกล้ แค่ช่วงเวลาสั้นๆ หัวใจเธอกลับสงบอย่างประหลาด “ขอโทษนะคะ…ถ้าทำให้รู้สึกอึดอัด”
ซานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
“ก็รู้นี่ แต่ฟังให้ดีนะ ฉันไม่ใช่พระเอก และฉันจะไม่ปกป้องเธออีกแล้ว” เขาเงยหน้าขึ้น สบตาเธอตรงๆ “คนเราต้องหัดอยู่กับความเป็นจริง ซึ่งฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ขอให้หยุดมันไว้แค่นั้นพอ”
“เมลแค่รู้สึกดีค่ะ ไม่ได้คิดจะรบกวนเลย”
“อืม…การกระทำสวนทางดี” เขากอดอกแน่น สายตานิ่งเรียบเหมือนกำลังตัดสินใจบางอย่าง “นี่คือเลือกแล้วใช่ไหม”
“เลือก…อ๋อ ค่ะ เมลเลือกแล้วว่าจะเดินออกมาเอง”
“อืม” ซานพยักหน้าเบาๆ “จำไว้ พระเอกมีอยู่แค่ในละครหลังข่าว” เขายิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่อบอุ่นแม้แต่น้อย “และฉันไม่ใช่พระเอก เพราะฉันเป็นตัวร้าย”
