บทที่ 8 บทที่ 7 แค่คนรู้จัก
บทที่ 7 แค่คนรู้จัก
ซานแสยะยิ้มที่มุมปาก พอเดินมาถึงรถก็โยนหมวกกันน็อกให้เมล
“ใส่ซะ”
“ถ้าเมลทำตกพื้นจะทำยังไงคะ” เธอพ่นลมหายใจโล่งอกเมื่อคว้าหมวกไว้ได้ทันพอดี ก่อนจะยกมันขึ้นมาสวมอย่างลังเล “ใส่แบบนี้เหรอคะ” แต่หมวกกันน็อกกลับใบใหญ่กว่าศีรษะของเธออย่างเห็นได้ชัด
“เดินเข้ามานี่” ซานเพยิดหน้าเรียกเสียงเรียบ
เมลก้าวเข้าไปใกล้ เขาก้มลงจัดการสายล็อกใต้คางให้ มือหนาขยับอย่างชำนาญ
“หมวกใบใหญ่ไปหน่อย”
“ไม่หน่อยมั้งคะ เมลว่า…ใหญ่มากเลย” เธอเม้มปากแน่น เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองสบตาใกล้เกินไป “ขอโทษค่ะ”
ซานไม่ตอบ เขาหันกลับไปคร่อมมอเตอร์ไซค์ ก่อนจะเอี้ยวตัวมามองเธอด้วยสีหน้านิ่งเฉย
“ขึ้นรถ”
เมลชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะขยับเท้าเข้าไปใกล้รถอย่างเก้ๆ กังๆ มือจับชายเสื้อแน่นราวกับไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน เธอมองแผ่นหลังของซานที่ตรงแน่ว รู้สึกได้ถึงระยะห่างบางอย่างแม้จะยืนใกล้กันแค่เอื้อม
“จับให้แน่นล่ะ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมา
“ค่ะ” เธอรับคำเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ก้าวขึ้นซ้อนท้าย แขนทั้งสองข้างยกค้างอยู่อึดใจหนึ่ง สุดท้ายก็แตะลงที่เอวเขาอย่างลังเล ปลายนิ้วเกร็งนิดๆ เหมือนกลัวจะล้ำเส้น
ซานเหลือบตามองเงาสะท้อนจากกระจกมองข้าง เห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ นั่นแล้วก็ถอนหายใจเบาๆ
“จะกลัวอะไรนักหนา เดี๋ยวตก”
คำพูดนั้นทำให้เมลรวบแขนเข้าหาเขามากขึ้นอีกนิด ใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว กลิ่นน้ำหอมจางๆ จากตัวเขาปะปนกับกลิ่นน้ำมันเครื่องจนเธอรู้สึกมึนๆ
รถถูกสตาร์ต เสียงคำรามต่ำดังขึ้นพร้อมแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมาถึงร่างบาง มอเตอร์ไซค์เคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถอย่างรวดเร็ว ลมเย็นปะทะเข้าที่กระจกบังแสงของหมวกจนเมลเผลอหลับตา แขนกระชับรอบเอวเขาแน่นขึ้นตามสัญชาตญาณ ขณะที่ซานขับรถนิ่งๆ สายตาจดจ่ออยู่ข้างหน้า แต่หัวใจกลับรู้สึกหนักอึ้งอย่างประหลาด
ระยะทางไม่ไกลนัก ทว่าในความเงียบระหว่างกัน กลับยืดยาวกว่าที่คิด ทั้งคู่ต่างจมอยู่กับความคิดของตัวเอง โดยไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียว
‘เราคงบ้าไปแล้วแน่ๆ พี่ซานคงมองเราเป็นผู้หญิงใจง่ายไปแล้วแน่เลย’
เมลคิดในใจ แต่เธอเผลอตัวกำเสื้อซานแน่นจนเขาต้องก้มมองมือน้อยๆ ที่กำเข้าหากันแน่นกว่าเดิม
“จะลวนลามฉันหรือไงวะ”
“อะไรนะคะ” อีกฝ่ายยื่นหน้ามาถาม แต่เพราะเสียงลมที่ปะทะหน้า และเสียงรอบข้างดังกลบเสียงของซาน เธอจึงคลายมือออกจากกัน ยกขึ้นมาเปิดหน้ากากบังลมขึ้น “พี่ซานว่าอะไรนะคะ เมลไม่ได้ยินเลยค่ะ”
“เธอจะบีบไข่ฉันหรือไง”
“หา!!” เมลผละมือออกจากตรงนั้น แล้วยกขึ้นไปจับไหล่เขาไว้แทน “บะ บีบไข่ จะบ้าเหรอคะ เมลไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นสักหน่อย”
ซานเลี้ยวรถมาจอดริมฟุตพาท เมลก็รีบลงจากรถทันที
“ก็เห็นกำเสื้อฉันซะแน่น”
“กลัวตกนี่คะ”
“ก็ไม่ได้จะทำให้ตกไหมล่ะ” เขาถอนหายใจแล้วหันไปมองข้างหน้า “จะมาเอาแต่ใจเหมือนฉันเป็นแฟนเธอไม่ได้นะ”
“เมล…” เธอเม้มปาก ก่อนนะพูดขอโทษเขา “ขอโทษค่ะ” เสียงที่เปล่งออกไปแผ่วเบามาก
“เอาไว้ตรงนั้นแหละ ตอนนี้เราเป็นแค่คนรู้จักกัน ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น เธอเข้าใจใช่ไหม”
หญิงสาวพยักหน้ารัวๆ แล้วก้มมองเชือกรองเท้าตัวเองที่ทันคลายตัวออก เมลก้มลงจะผูกเชือกใหม่ ทว่าหน้าผากกลับชนเขากับแขนของซาน เมลเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย พอรู้ตัวว่าชนเขาเข้าเต็มแรงก็รีบถอยหนีอย่างลนลาน มือไม้เก้งก้างไปหมดจนเชือกรองเท้าที่คลายอยู่ยิ่งดูยุ่งเหยิงกว่าเดิม
ซานมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกขัดหูขัดตาอย่างบอกไม่ถูก คนอะไรจะซุ่มซ่ามได้ขนาดนี้ แค่ก้มผูกเชือกรองเท้ายังทำเป็นเรื่องใหญ่ เขาเม้มปากแน่นแล้วถอนหายใจยาวเหมือนกำลังอดทนกับอะไรสักอย่าง ก่อนจะเอื้อมมือไปจับข้อมือเธอไว้เบาๆ
“อย่าขยับดิ” น้ำเสียงเข้มขึ้นนิดเดียว แต่ไม่ได้ดุ
เมลชะงักทันที เธอนิ่งอย่างว่าง่าย มองเขาด้วยสายตาละล้าละลังเหมือนไม่แน่ใจว่าควรทำตัวยังไงดี
ซานก้าวลงจากรถพร้อมย่อตัวลงตรงหน้าเธอ มือใหญ่จัดการกับเชือกรองเท้าที่พันกันยุ่งเหยิงอย่างคล่องแคล่ว เขาผูกปมให้แน่นพอดี ไม่หลวมและไม่ตึงเกินไป เหมือนทุกอย่างที่เขาทำ เนี้ยบเป็นระเบียบ และไม่เปิดช่องให้ใครต่อรอง
เมลก้มมองปลายนิ้วของเขาเงียบๆ หัวใจเต้นแรงอย่างไม่มีเหตุผล ทั้งที่มันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยแท้ๆ
“เสร็จแล้ว” ซานลุกขึ้นยืนตัวตรง เขาไม่มองหน้าเธอด้วยซ้ำ
“ขอบคุณค่ะ” เสียงของเมลเบาราวกับกลัวลมจะพัดหายไป
ซานเหลือบตามองเธอแวบหนึ่ง แววตายังคงเย็นชาเหมือนเดิม แต่ในอกกลับมีอะไรบางอย่างกระตุกแปลกๆ เขาหันหน้าไปทางอื่น กลบความรู้สึกนั้นด้วยท่าทีเฉยเมย
“คราวหน้าก็ดูทางดูเท้าหน่อย อย่าให้คนอื่นต้องมาคอยเก็บงานให้”
“ก็มันหลุดเอง เมลไม่ได้ทำให้หลุดสักหน่อย”
“ยังจะเถียงอีก”
“ขอโทษค่ะ”
“ขึ้นรถ”
เมลเม้มปากแน่น ไม่กล้าเถียงต่ออีกแล้ว เธอขยับตัวขึ้นนั่งซ้อนท้ายอย่างระมัดระวัง มือสองข้างจับเสื้อเขาไว้หลวมๆ ตามที่เขาบอกไว้ก่อนหน้า
ซานเหลือบมองจากกระจกมองข้างเล็กน้อย พอเห็นว่าเธอนั่งนิ่งๆ ไม่ซุ่มซ่ามเหมือนก่อนหน้าแล้ว ถึงได้บิดคันเร่งออกตัว รถเคลื่อนออกไปช้าๆ ไม่รีบร้อน ล้อบดไปตามถนนยามบ่ายแก่ที่ลมเริ่มเย็นลง
ระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไร เสียงเครื่องยนต์กับลมที่ปะทะเข้ามาเป็นสิ่งเดียวที่คั่นกลางระหว่างทั้งสอง เมลมองแผ่นหลังของเขาเงียบๆ ไหล่กว้างที่นิ่งสนิทให้ความรู้สึกอุ่นใจแปลกๆ ทั้งที่คำพูดก่อนหน้านั้นยังทิ่มแทงอยู่ในใจไม่จางหาย
ซานเองก็ไม่ได้สบายใจนัก เขารู้สึกได้ถึงน้ำหนักเบาๆ ด้านหลัง รู้ว่าเธออยู่ตรงนั้นตลอดเวลา ความเงียบยิ่งทำให้ความคิดในหัวฟุ้งซ่าน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามบอกตัวเองว่าแค่ไปส่งตามมารยาท ไม่มีอะไรต้องคิดมาก
ไม่นานนัก รถก็มาหยุดหน้าบ้านของเมล เขาดับเครื่องแล้วให้เมลลงจากรถก่อน แล้วตัวเองก็ค่อยๆ ก้าวลงตาม
“ถึงแล้ว” ซานพูดสั้นๆ
“ค่ะ ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” เธอเงยหน้ามองเขา แววตายังมีความรู้สึกบางอย่างที่ไม่กล้าพูดออกมา
เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ปลดสายล็อกแล้วถอดหมวกกันน็อกออกให้หญิงสาวอย่างระมัดระวัง
“ขอบคุณค่ะ”
ซานพยักหน้าให้เล็กน้อย เขาไม่ได้พูดอะไรต่อแล้วสวมหมวกกันน็อกเตรียมจะสตาร์ตรถกลับ ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“เข้าบ้านดีๆ ล่ะ”
เมลยืนมองแผ่นหลังของเขาที่ขับรถจากไปจนลับสายตา ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แล้วหันหลังเดินเข้าบ้าน พร้อมความรู้สึกอุ่นปนหน่วงในอกที่ยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามันคืออะไรกันแน่
“มาส่งแค่ครั้งเดียวเอง…จำทางมาบ้านเราได้เฉยเลย เก่งกว่า…คนบางคนอีก” เมลพึมพำกับตัวเองขณะเดินเข้าบ้าน แต่กลับชะงักที่พ่อยืนมองอยู่ในห้องนั่งเล่น
“ใครอีกล่ะ”
“รุ่นพี่ค่ะ”
“ทำไมได้มาส่ง แล้วเจฟล่ะ”
“เมลบอกไปแล้วนี่คะ เราสองคนเลิกกันแล้ว” พอพูดจบ เธอก็รีบขึ้นไปบนบ้าน ไม่ปล่อยให้พ่อได้ถามอะไรลึกกว่านั้น เพราะยิ่งเจอคำถามอะไรเดิมๆ แผลที่ยังกลัดหนองมันยิ่งเจ็บปวด
